Hypertension
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
- เกณฑ์วินิจฉัย office ยังคง ≥140/90 แต่เน้น ยืนยันด้วย out-of-office (HBPM/ABPM) มากขึ้น
- เป้าหมายต่ำลง เหลือ <130/80 ในผู้ใหญ่ 18–64 ปี (เป้าถัดมา 120–129/70–79 ในผู้สูงอายุที่ทนได้)
- เริ่มด้วย ยาคู่ (มี RAAS blocker อย่างน้อย 1 ตัว) เป็นหลัก
- Resistant HT เพิ่มทางเลือก spironolactone และ renal denervation
หลักการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2567ESC 2024 · เทียบ ISH 2026- วินิจฉัย
- office BP ≥140/90 วัดซ้ำ ≥2 ครั้ง · ยืนยันด้วย HBPM ≥135/85office BP ≥140/90 · เพิ่มหมวด Elevated BP 120–139/70–89office BP ≥140/90 · Elevated BP 130–139/80–89 · home BP แบบมาตรฐาน (7 วัน) ≥135/85
- เป้า BP
- <130/80 ในผู้ใหญ่ทั่วไป · ผ่อนเป้าตามวัยในผู้สูงอายุ — ลดสู่ <140/90 ก่อน แล้วค่อยลดต่อเมื่อทนได้SBP 120–129 สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่ทนได้Essential <140/90 · Optimal <130/80 ทั้ง office และ homeดูตารางเป้าหมายตามวัย →
- เริ่มยาเมื่อ
- ≥140/90 ทุกราย · ≥130/80 เมื่อมี CVD เบาหวาน หรือ Thai CV risk ≥10% — อายุ ≥80 ปี เริ่มที่ SBP ≥160≥140/90 เริ่มยา · 130–139 ที่เสี่ยง CV สูง เริ่มหลังปรับพฤติกรรม 3 เดือน≥140/90 ทุกราย · Optimal: 130–139/80–89 เริ่มยาในคนส่วนใหญ่ — ถ้าเสี่ยง CV ต่ำ ปรับพฤติกรรม 3 เดือนก่อนดูเกณฑ์เริ่มยา →
- ขนาดเริ่มต้น
- Amlodipine 5 · Losartan 50 · Enalapril 5 · HCTZ 12.5 · Atenolol 50 mg/วัน ดูตารางขนาดยาเต็ม →
- ยาแรก
- เริ่มยาคู่ตั้งแต่แรก A + C หรือ A + D — ยาเดี่ยวเฉพาะผู้สูงอายุมาก ผู้เปราะบาง หรือความดันไม่สูงมากและเสี่ยงต่ำยาคู่ขนาดต่ำในเม็ดเดียว (A+C หรือ A+D) เป็นค่าเริ่มต้นA+C ขนาดต่ำในเม็ดเดียว → A+C เต็มขนาด หรือ A+C+D ขนาดต่ำ → A+C+D เต็มขนาด → spironolactone · ทบทวนทุกเดือน คุมให้ได้ใน 3 เดือน
- ติดตาม
- นัด 2–4 สัปดาห์หลังปรับยา · Cr และ K ใน 1–2 สัปดาห์หลังเริ่ม RASi (Cr ขึ้น ≤30% ให้ยาต่อ)
- ส่งต่อ
- อายุ <30 ปี · สงสัย secondary HT · resistant HT · ตั้งครรภ์ · มีอาการอวัยวะเป้าหมาย
ประเทศไทย (2567) ยังใช้เกณฑ์ office BP ≥140/90 mmHg ไทย 2567 ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ (AHA/ACC) ที่ใช้ ≥130/80 AHA/ACC 2025 โดยวัดในสถานพยาบาลอย่างน้อย 2 ครั้ง (ห่างครั้งละ 1 นาที) และควรยืนยันใน ≥2 โอกาส
| ระดับ | SBP | DBP | การแปลผล |
|---|---|---|---|
| Optimal | <120 | <80 | — |
| Normal | 120–129 | 80–84 | — |
| BP at risk · เสี่ยง | 130–139 | 80–89 | ยืนยัน out-of-office, ดูแลเร็วขึ้น 2567 |
| HT grade 1 | 140–159 | 90–99 | Possible HTN |
| HT grade 2 | 160–179 | 100–109 | Probable HTN |
| HT grade 3 | ≥180 | ≥110 | Definite HTN |
| ISH | ≥140 | <90 | Isolated systolic HT |
| IDH | <140 | ≥90 | Isolated diastolic HT |
ยืนยันการวินิจฉัยด้วย out-of-office (โดยเฉพาะกลุ่ม BP at risk) — ค่าที่ถือว่าเป็น HT:
| วิธีวัด | เกณฑ์ = HT (mmHg) |
|---|---|
| Office BP | ≥140/90 |
| HBPM (เฉลี่ย) | ≥135/85 |
| ABPM — กลางวัน | ≥135/85 |
| ABPM — กลางคืน | ≥120/70 |
| ABPM — 24 ชม. | ≥130/80 |
สรุปวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูงได้ ทันที เมื่อเข้าข้อใดข้อหนึ่ง:
- BP ≥180/110 mmHg
- BP อยู่ในช่วง 130–179/80–109 mmHg ร่วมกับ อย่างน้อยหนึ่งข้อ Extern: ได้รับวินิจฉัย CVD (stroke, CAD) มาก่อน / มีภาวะแทรกซ้อนจาก HT (HMOD) / เป็นเบาหวานร่วม / Thai CV risk >10%
- วัด office BP ≥2 ครั้ง (brachial) ห่างกัน 1 นาที; ถ้าต่างกัน >5 mmHg วัดเพิ่ม 1–2 ครั้งแล้วเฉลี่ย
- รายใหม่วัด 4 extremities; หากต่างกัน >20/10 mmHg เมื่อซ้ำ → ปรึกษา cardiologist
- ผู้สูงอายุ SBP สองแขนต่างกัน >10 mmHg → ติดตามข้างที่สูงกว่า
- ผู้ป่วย AF: ใช้วัดแบบ manual/auscultatory (เครื่องอัตโนมัติวัดคลาดเคลื่อน)
- AOBP (เครื่องวัดอัตโนมัติเองโดยไม่มีเจ้าหน้าที่) ช่วยลด white-coat effect 2567 — ค่าเกณฑ์เฉพาะยังไม่ชัด
การทำ Home BP Monitoring (HBPM) Extern
แนะนำทำเมื่อ: สงสัย white coat / masked hypertension, ความดันสูงรายใหม่ หรือติดตามให้ถึงเป้าหมายภายใน 3 เดือน — ใช้ สูตร 7-2-2:
- 7 — วัด 7 วันก่อนวันนัด (หรืออย่างน้อย 3 วันติดต่อกัน/เดือน)
- 2 — วันละ 2 ช่วง: เช้า (ภายใน 1 ชม.หลังตื่น ก่อนยา/อาหาร) และก่อนนอน (ภายใน 1 ชม.)
- 2 — ช่วงละ 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที (ถ้า AF วัด 3 ครั้ง)
- ใช้เครื่องอัตโนมัติชนิด brachial
| อายุ | เป้าหมาย Home BP (HT/DM/CKD/CAD/Stroke) |
|---|---|
| 18–65 ปี | <125/<75 mmHg |
| >65 ปี | <135/<85 mmHg |
White coat hypertension (WCH) Resident พบ 15–30% (มากในผู้สูงอายุ) เพิ่มความเสี่ยงเกิดเบาหวานและ CVD จึงควรคัดกรอง HMOD และประเมิน CV risk เป้าหมายคือลดความเสี่ยง CVD ด้วยการปรับพฤติกรรม ไทย 2567 น่าจะให้ยา เมื่อมี HMOD และ/หรือเสี่ยง CVD สูง (IIa C) ส่วน masked HTN ให้ปรับพฤติกรรมอย่างจริงจังและติดตามใกล้ชิด · ให้ยาเมื่อเสี่ยง CVD สูงหรือมี HMOD แล้ว (IIa C)
มุมมอง ESC 2024: เพิ่มหมวด "Elevated BP" 120–139/70–89 ที่ยังไม่ถือเป็น HTN เต็มตัว แต่พิจารณารักษาเมื่อ 10-yr CVD risk ≥10% และคุม lifestyle 3 เดือนไม่ได้ — ไทย 2567 ยังยึด ≥140/90 เป็นเกณฑ์วินิจฉัย
1 คัดกรองสาเหตุ (secondary HTN)
ซักประวัติ/ตรวจร่างกายหาสาเหตุ เมื่อ:
- วินิจฉัย HT รายใหม่ทุกราย
- อายุ <40 ปี และ BP ≥160/100 (HTN in the young)
- ความดันสูงขึ้นเร็ว (ประวัติเดิมปกติ)
- hypokalemia / periodic paralysis
- สงสัย pheochromocytoma, hyperthyroid, OSA, CKD หรือได้รับยาบางชนิดประจำ
- true resistant hypertension
2 ภาวะแทรกซ้อน (HMOD / CVD)
HMOD (เดิม TOD):
- atherosclerosis, LVH
- microalbuminuria, CKD 3–5
- PAD ที่ยังไม่มีอาการ
- severe hypertensive retinopathy (exudate/เลือดออก/papilledema)
CVD:
- stroke, CAD, heart failure
- clinical PAD, atheromatous plaque
- atrial fibrillation
3 โรคร่วม & แล็บพื้นฐาน
ตรวจร่างกาย:
- BW, ส่วนสูง, BMI, รอบเอว
- BP ทั้ง 2 แขน
- หัวใจ (S1/S2, murmur, gallop, PMI), carotid bruit
- ระบบประสาท/ความจำ, จอประสาทตา
- มองหา familial hypercholesterolemia
แล็บ:
- CBC, Cr + eGFR, Na/K
- FPG, A1c, lipid, uric acid
- UA, UACR, ECG 12-lead, CXR
คำนวณความเสี่ยง CV 10 ปี (Thai CV risk) Extern
คำนวณผ่าน Thai CV Risk Score / app TCVRS ↗ (ปัจจุบันใช้เฉพาะ total cholesterol)
| ความเสี่ยง | แปลผล | ข้อสังเกต |
|---|---|---|
| <10% | ต่ำ | — |
| 10–20% | ปานกลาง | ประเมินเกณฑ์วินิจฉัย HT และเกณฑ์เริ่ม statin |
| 20–30% | สูง | |
| 30–40% | สูงมาก | |
| ≥40% | สูงอันตราย |
ผู้ป่วยทุกรายเมื่อวินิจฉัย HT ควรได้รับการปรับพฤติกรรมชีวิต (therapeutic lifestyle modification):
- ลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน/อ้วน เป้าหมาย BMI <23 kg/m² I, A
- ปรับอาหารเพื่อสุขภาพเป็นประจำ (plate method ผัก:คาร์บ:โปรตีน = 2:1:1 หรือ DASH diet) I, A
- จำกัดเกลือ/โซเดียม <1.5–2 กรัม/วัน I, A
- เพิ่มโพแทสเซียมจากอาหาร (ผัก/ผลไม้) หรือใช้เกลือทดแทน (salt substitute) หากไม่มีข้อห้าม เช่น CKD/ยา K-sparing ESC 2024
- เพิ่มกิจกรรมทางกาย/แอโรบิก 5 วัน/สัปดาห์ I, A
- จำกัดแอลกอฮอล์ ชาย ≤2 drink หญิง ≤1 drink I, A
- เลิกสูบบุหรี่
ปัจจัยที่ใช้พิจารณาเริ่มยา:
- ค่าเฉลี่ย office BP อยู่ระดับใด
- 10-year CV risk สูงเพียงใด
- มี CVD หรือ HMOD หรือไม่
เริ่มยาลดความดันเมื่อวินิจฉัยครั้งแรก ไทย 2567 ในกรณี:
- มีโรค CVD, เบาหวาน หรือ Thai CV risk ≥10% → เริ่มเมื่อ office BP ≥130/80 mmHg
- ทุกรายที่ office BP ≥140/90 mmHg → เริ่มยา
- CKD ทุกระยะที่ BP ≥140/90 → เริ่มยาทันทีร่วมกับปรับพฤติกรรม
- อายุ ≥80 ปี → ประเมิน frailty ก่อน แล้วเริ่มเมื่อ SBP ≥160 mmHg (อาจเริ่มที่ SBP 140–159 ในบางราย)
- ทุกรายที่ความดันยังไม่ถึงเป้าหมายเฉพาะราย หลังปรับพฤติกรรมและ/หรือได้รับยา เพื่อชะลอ ASCVD และป้องกัน therapeutic/clinician inertia
ไทย 2567 ปรับเป้าหมายให้ ต่ำลง ไทย 2567 ในทางปฏิบัติให้ลดสู่ <140/90 ก่อน แล้วปรับลงสู่เป้าหมายตามวัยและโรคร่วมหากผู้ป่วยทนได้ (เพื่อลด CVD และอัตราตาย) — ห้ามตั้งเป้าต่ำกว่า 120/70
| กลุ่ม | 18–64 ปี | 65–79 ปี | ≥80 ปี |
|---|---|---|---|
| HT อย่างเดียว | <130/80 | 130–140/70–79 · ถ้าทนได้ 120–129/70–79 | SBP 140–150, DBP <80 · ถ้าทนได้ 130–139 |
| DM | <130/80 | 130–140/70–79 | SBP 140–150, DBP <80 |
| CKD มี albuminuria (ACR ≥30) | 120–130/70–79 | 120–130/70–79 ถ้าทนได้ | ตามเกณฑ์ผู้สูงอายุ |
| CKD ไม่มี albuminuria | <130/80 | 130–140/70–79 | SBP 140–150, DBP <80 |
| CAD / Post-MI | <130/80 | 130–140/70–79 | SBP 140–150, DBP <80 |
| Heart failure (HFrEF/HFpEF) | <130/80 (SBP <130) | <130/80 ตามที่ทนได้ | ตามที่ทนได้ |
| Stroke / TIA (ป้องกันซ้ำ) | 120–130/70–80 | 120–130/70–80 ถ้าทนได้ | ตามเกณฑ์ผู้สูงอายุ |
ESC 2024: ตั้งเป้า office SBP 120–129 mmHg สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่ทนได้ (หลัก "ลดให้ต่ำสุดเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย") สอดคล้องทิศทางไทย 2567
ตัวช่วยหาเป้าหมาย BP
1 พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
- น้ำหนักเกิน (BMI >23) / อ้วน (BMI >25): ลด 5–7% ใน 3–6 เดือน จน BMI <23 หรือรอบเอว ชาย <90 หญิง <80 ซม.
- เลิกบุหรี่อย่างน้อย 6 เดือน
- ออกกำลังกาย moderate (50–70% max HR) ≥30 นาที/วัน 5 วัน/สัปดาห์ หรือ 150 นาที/สัปดาห์ (อ้วน 60 นาที/วัน) + resistance
- อาหาร DASH หรือ plate method (ผัก:คาร์บ:โปรตีน = 2:1:1)
- โซเดียม <2 กรัม/วัน (น้ำปลา/ซีอิ๊วขาว ≤3–4 ช้อนชา/วัน)
- งด/จำกัดแอลกอฮอล์ ชาย ≤2 หญิง ≤1 drink
2 เป้าหมายโรคร่วม
ระดับน้ำตาล:
- ไม่เป็นเบาหวาน: FBS <100 หรือ random <140, A1c <5.6%
- เป็นเบาหวาน: FBS <130 หรือ postprandial <180, A1c <7% (พิจารณาเป็นราย)
ไขมัน:
- LDL-C <130 (HT ทั่วไป)
- LDL-C <100 (CVD, FH); post-MI ภายใน 12 เดือน <70
- TG <150 · HDL >50 (ญ) / >40 (ช)
โปรตีนในปัสสาวะ:
- UACR <30
สมาคมความดันโลหิตสูงฯ แนะนำเลือกจาก 5 กลุ่มหลัก ABCD (ACEIs, ARBs, BBs, CCBs, Diuretics) ตัวใดก็ได้เป็นอันดับแรก เพราะลด BP และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ทั้งนี้ CPG โรคอื่นมักนิยม A หรือ C ก่อน
| เลือกก่อน | เมื่อ |
|---|---|
| A (ACEI/ARB) | DM (โดยเฉพาะมี microalbuminuria), CKD, อายุ ≤55 ปี (ระวังหญิงวัยเจริญพันธุ์ — teratogen) |
| C (CCB-DHP) | ISH ในผู้สูงอายุ (>55 ปี) — ความดันสูงจากหลอดเลือดเสีย elasticity; CCB มีข้อมูล stroke น้อยกว่ากลุ่มอื่น |
| D (Thiazide/Thiazide-like) | ISH ผู้สูงอายุ |
| B (Beta-blocker) | CAD/Post-MI/ACS (anti-ischemic), HFrEF/HFpEF, AF/tachyarrhythmia, ตั้งครรภ์ |
| เงื่อนไข | คำแนะนำ |
|---|---|
| HT grade 2 / สูงกว่าเป้าหมาย 20/10 mmHg | เริ่ม 2 ชนิด |
| BP 140–149 ความเสี่ยงต่ำ (marginally elevated) | เริ่ม 1 ชนิด |
| ผู้สูงอายุ frailty / สุขภาพไม่แข็งแรง | เริ่ม 1 ชนิด |
| Very high CV risk + BP >130/85 (high normal) ESC | เริ่ม 1 ชนิด |
- Thiazide-like (chlorthalidone, indapamide) มีข้อมูล CV outcome ดีกว่า HCTZ — พิจารณาก่อนเมื่อเลือกกลุ่ม D
- Beta-blocker ไม่ใช่ยาลำดับแรกทั่วไป — ใช้เมื่อมี compelling indication (CAD, HFrEF, AF, ตั้งครรภ์) ESC 2024
เลือกยาตามข้อบ่งชี้เฉพาะราย โดยไม่มีข้อห้ามหรือข้อควรระวัง
แตะการ์ดเพื่อพลิกดูข้อห้ามใช้และขนาดเริ่มต้น หรือดูตารางเต็มด้านล่าง
| กลุ่มยา | Compelling indication | Contraindication | Monitoring |
|---|---|---|---|
| ACEIs | DM, metabolic syndrome, albuminuria (UACR>30), CKD 3–5/nephropathy, HFrEF, LVH/LV dysfunction, ป้องกัน paroxysmal AF, previous MI/ischemic stroke, PAD | ตั้งครรภ์, bilateral renal artery stenosis, K >5.5, eGFR ลด >30% ใน 4 เดือน, ประวัติ angioedema, ใช้ร่วม ARB/DRI | serum K, dry cough, GFR ลด >30% (ลดขนาด 50%), >50% (หยุด); ระวังคู่ NSAIDs, หญิงมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิด |
| ARBs | เหมือน ACEIs; ทางเลือกเมื่อไอจาก ACEI | ตั้งครรภ์, bilateral RAS, K >5.5, eGFR ลด >30% ใน 4 เดือน, angioedema จาก ACEI, ใช้ร่วม ACEI/DRI | serum K, GFR ลด >30% (ลดขนาด), >50% (หยุด); ระวังคู่ NSAIDs |
| CCB-DHP | angina, LVH, atherosclerosis, metabolic syndrome, ISH (elderly), albuminuria (Manidipine/Lercanidipine) | acute CHF | pedal edema, headache, tachycardia, flushing, gingival hyperplasia; ระวัง HFrEF class 3–4, ห้าม amlo 10 + simva 40 |
| CCB-nonDHP | angina, คุม ventricular rate ใน AF | SA/AV block, LVEF <40%, bradycardia <60 | constipation; ระวังคู่ BB (heart block/bradycardia), CYP3A4 inhibitor คู่ statin |
| Diuretics (Thiazide) | ISH, heart failure, previous ischemic stroke | gout, ไม่ได้ผลเมื่อ GFR <30, ตั้งครรภ์, hypercalcemia | serum K/Na, hyperuricemia/gout attack, pre-diabetes, hyponatremia/hypokalemia, renal calculi |
| BBs | angina, post-MI, HF (metoprolol succ, carvedilol, bisoprolol, nebivolol), tachyarrhythmia HR>110, คุม rate ใน AF, ตั้งครรภ์ (labetalol), migraine prevention, thyrotoxicosis, ป้องกัน EV bleeding, glaucoma (topical) | asthma/COPD (propranolol, nadolol), bradycardia <60, หยุดยาทันที (reflex tachycardia) | bradycardia, hyperkalemia, orthostatic hypotension; ระวัง metabolic syndrome/pre-diabetes, นักกีฬา |
| MRAs | HFrEF, resistant HTN, primary aldosteronism, ป้องกัน AF | ใช้ร่วม K-sparing diuretic | serum K, serum Cr, gynecomastia; ระวังคู่ A/B/K-sparing |
| Alpha-1 blocker | BPH, resistant HTN | CHF, orthostatic hypotension | orthostatic hypotension |
| Loop diuretic | ESRD, symptomatic HF | — | electrolytes, serum Cr, ototoxicity (ขนาดสูง) |
| Hydralazine | ปลอดภัยในตั้งครรภ์และ ESRD | — | water/Na retention, reflex tachycardia |
| Methyldopa | ตั้งครรภ์, ปลอดภัยใน ESRD | hepatitis | bradycardia; เป็น last choice |
ขนาดยาทั้งหมดเป็น mg · ผู้สูงอายุใช้หลัก Start low, go slow — เริ่มต่ำกว่าปกติแล้วค่อย titrate
| ยา | กลุ่ม | เริ่ม | Effective | สูงสุด | ครั้ง/วัน |
|---|---|---|---|---|---|
| Enalapril | ACEI | 2.5–5 | 10 | 20 bid | 1–2 |
| Captopril | ACEI | 12.5 bid | 25 bid | 50 tid | 2–3 |
| Losartan | ARB | 25–50 | 50 | 100 | 1–2 |
| Valsartan | ARB | 40–80 | 160 | 320 | 1 |
| Amlodipine | CCB-DHP | 2.5–5 | 5 | 10 | 1 |
| Nifedipine SR | CCB-DHP | 20 | 20 | 20 bid | 1–2 |
| Manidipine / Lercanidipine | CCB-DHP | 10 | 10 | 20 | 1 |
| HCTZ | Thiazide | 12.5–25 | 25 | 50 | 1 |
| Atenolol | BB | 25–50 | 50 | 100 | 1 |
| Metoprolol | BB | 25–50 | 50 | 100–200 | 1 |
| Carvedilol | BB | 6.25–12.5 | 6.25 bid | 25 bid | 1–2 |
| Spironolactone | MRA | 25 | 50 | 100 | 1–2 |
| Hydralazine | Vasodilator | 25–50 | 50 | — | 3–4 |
| Methyldopa | Central | 250 | 250 bid | 500 bid | 3–4 |
| Doxazosin / Prazosin | Alpha | 1 hs | — | 16 / 20 | 1 / 2–3 |
1 แยก pseudo-resistance ก่อน
- Poor adherence (~50%) — เข้าใจผิดเรื่องโรค (ไม่มีอาการคิดว่าหาย, กลัวยาต่อตับ/ไต)
- ผลข้างเคียง: dry cough จาก enalapril → losartan; pedal edema จาก amlodipine → nifedipine SR/manidipine/lercanidipine หรือ thiazide
- polypharmacy, white coat phenomenon, เทคนิควัดผิด
- ยาไม่แรงพอ (~10%) / ยังไม่ถึง target dose, physician inertia
- secondary HTN / OSA, NSAIDs / ยาคุม / ยากระตุ้นประสาท, salt-sensitive, แอลกอฮอล์
2 หลักการปรับเพิ่มยา
- ใช้ combination A ร่วมกับ C
- 2 ตัว (effective dose) ยังไม่ได้ → เพิ่มตัวที่ 3 เป็น thiazide/diuretic (ดีกว่าดันขนาด 2 ตัวจนสุด — synergism)
- 3 ชนิด (effective dose) ยังไม่ได้ = resistant HTN → เพิ่ม spironolactone → BB → alpha-blocker ตามลำดับ
- ความดันสูงกลางคืน: อาจแบ่งยาออกฤทธิ์นาน 1 ตัวไว้กลางคืน (ไม่กระทบ adherence)
| eGFR | ยาที่แนะนำ |
|---|---|
| >45 | MRA (spironolactone) |
| 30–45 | เปลี่ยนผ่านสู่ loop diuretic |
| <30 | Loop diuretic |
ESC 2024 Resident: เพิ่มทางเลือก renal denervation ในผู้ป่วย resistant HTN ที่ eGFR >30 และคุมไม่ได้แม้ใช้ยาเต็มที่
ตรวจ Serum Cr + eGFR (CKD-EPI) และ albuminuria (UACR) แรกรับและติดตามอย่างน้อยปีละครั้ง Thai CKD 2565 KDIGO 2024
CKD = ความผิดปกติโครงสร้าง/หน้าที่ไต >3 เดือน โดยมีข้อใดข้อหนึ่ง:
- Marker of kidney damage เช่น ACR ≥30, hematuria
- eGFR <60 mL/min/1.73m²
เริ่มรักษาเมื่อ BP ≥140/90 และกำหนดเป้าหมายตาม UACR:
| UACR (mg/gCr) | เป้าหมาย BP | ยาที่แนะนำ |
|---|---|---|
| ≥300 | <130/80 | ACEIs / ARBs |
| 30–299 | 130–139/70–89 | กลุ่มใดก็ได้ (ABCD) |
- ให้ ACEIs/ARBs ปรับถึงขนาดสูงสุดที่ทนได้ เพื่อชะลอการดำเนินโรค แม้ไม่เป็นเบาหวาน — ห้ามใช้ ACEI + ARB ร่วมกัน
- เป้าหมาย office BP 120–129/70–79 (Thai-CKD2565); KDIGO2024 แนะนำ office SBP <120
ยาทางเลือก Extern
- L/T-type CCB (Manidipine, Lercanidipine) — ลดโปรตีนรั่วได้
- alpha-blocker เมื่อมี BPH
- ไม่ทราบ SCr แน่ชัด/ขาดนัด → ยาที่ไม่กระทบไต: CCB, beta-blocker, hydralazine, methyldopa
| ติดตาม SCr/K หลังเริ่ม–ปรับ ACEI/ARB Resident | Low | Moderate | High |
|---|---|---|---|
| SBP (mmHg) | ≥120 | 110–119 | <110 |
| eGFR | ≥60 | 30–59 | <30 |
| eGFR drop (%) | <15 | 15–30 | >30 |
| Serum K (mmol/L) | ≤4.5 | 4.6–5.0 | >5.0 |
| FU SCr หลังเริ่ม/ปรับยา | 4–12 wk | 2–4 wk | 1–2 wk |
| FU เมื่อ BP ถึงเป้า/ขนาดคงที่ | 6–12 mo | 3–6 mo | 1–3 mo |
เมื่อเริ่ม/ปรับ ACEI/ARB ติดตาม Cr และ K ที่ 2–4 สัปดาห์ แล้วพิจารณาหยุด/ลด/ใช้ต่อ ตามค่า K และ Cr · ผู้ที่ฟอกเลือด (HD) พิจารณา CCBs หรือ ARBs เป็นอันดับแรก และอาจให้ยาชดเชยหลังฟอกสำหรับยาที่ถูกกำจัด (เช่น captopril, enalapril, atenolol)
- ประเมิน Thai CV risk → ให้ moderate-intensity statin เมื่อ ≥10% (อายุ ≥21 ปี) เป้าลด LDL-C ≥50% และ <130
- มี FH → high-intensity statin โดยไม่คำนึง CV risk เป้า LDL-C <100
- เลือก statin ก่อน non-statin เสมอ — ยกเว้น TG ≥500 ให้ fenofibrate ป้องกันตับอ่อนอักเสบ
| เงื่อนไข Extern | ความแรง statin | เป้า LDL-C |
|---|---|---|
| Familial hypercholesterolemia | High | <100 |
| อายุ ≥21 ปี + LDL-C ≥190 | Moderate | <130 |
| อายุ ≥40 ปี + DM | Moderate | <100 |
| อายุ <40 ปี + DM + LDL ≥100 + RF ≥2 | Moderate | <100 |
| อายุ <40 ปี + DM + LDL ≥100 + RF 0–1 | Low–moderate | <100 |
| 10-yr Thai CV risk ≥10% (อายุ ≥35) | Low–moderate | <100 |
| อายุ ≥50 ปี + eGFR <60 + LDL ≥100 | Low–moderate | <100 |
| ความแรง statin (mg) Resident | Low | Moderate | High |
|---|---|---|---|
| ลด LDL-C | ~30% | 40–50% | ≥50% |
| Simvastatin | 10 | 20–40 | — |
| Atorvastatin | — | 10–20 | 40–80 |
| Rosuvastatin | — | 5–10 | 20–40 |
| Pitavastatin | 1 | 2–4 | — |
| Pravastatin | 10–20 | 40–80 | — |
ปรับขนาดตามไต และ ไม่ใช้ simvastatin 40 mg คู่ amlodipine (โดยเฉพาะ amlodipine ≥10 mg/วัน) · non-statin: fenofibrate (avoid เมื่อ eGFR <45), ezetimibe 10, cholestyramine, omega-3; ไม่ใช้ gemfibrozil คู่ simvastatin
โดยทั่วไป ไม่ให้ ยาต้านเกล็ดเลือดเพื่อป้องกันปฐมภูมิในผู้ป่วย HT ยกเว้นมีข้อบ่งชี้:
- อาจพิจารณา aspirin 75–162 mg/วัน ในผู้ป่วยเบาหวาน อายุ ≥50 ปี ที่มี RF (FH ของ ASCVD, HTN, สูบบุหรี่, DLP, albuminuria) Thai DM 2560
- อาจพิจารณา aspirin 75–100 mg/วัน ในอายุ 50–69 ปี ที่มี 10-yr ASCVD risk ≥10% (อายุ 50–59 ได้ประโยชน์สูงสุด) โดยต้องใช้ ≥10 ปีและประเมิน bleeding risk USPSTF 2016
วินิจฉัยและเริ่มยาเมื่อ BP ≥160/100 (grade 1) เป้าหมาย BP <130/80 · ใน HFrEF (LVEF <40%) พิจารณายา 5 ชนิดร่วมกัน:
ACEI + BB + MRA + Diuretic + SGLT2i
- ACEI ทุกรายแม้ไม่มีอาการ โดยเฉพาะ post-MI — titrate ให้ถึง effective dose (enalapril ≥20 mg/วัน); ARB เมื่อทน ACEI ไม่ได้
- BB เลือก bisoprolol, carvedilol, metoprolol succinate (SR), nebivolol เมื่อ hemodynamic stable, titrate 2 เท่าทุก 1–2 สัปดาห์
- MRA (spironolactone) เริ่ม 12.5 เป้า 25–50 mg/วัน ทุกราย — ติดตาม K, งดเมื่อ eGFR <30, Cr >2.5 (ช)/2.0 (ญ), K >5.0
- Diuretic furosemide 20–40 (สูงสุด 240) mg/วัน; หากดื้ออาจเสริม HCTZ 12.5–25 (combination เท่านั้น)
เพิ่มเติมเมื่อไม่ดีขึ้น Resident
- Digoxin (ECG: NSR) 0.125–0.25 mg/วัน — ลด readmit ไม่ลด mortality
- Ivabradine เมื่อ LVEF <35%, NSR >70 bpm — ลด readmit + mortality
- ห้าม ACEI (CKD/ESRD, hyperkalemia, angioedema) → Hydralazine + Nitrate (V-HeFT-I)
วินิจฉัย HT ได้ทันทีเมื่อมี CAD และ BP ≥130/80 เริ่มยาได้ 1 ชนิด เป้าหมาย BP <130/80 · เลือกยาแรกได้ 2 ชนิด:
- Cardioselective β-1 blocker (bisoprolol, carvedilol, metoprolol succinate SR, nebivolol): SCAD ลด angina + เพิ่ม exercise capacity, post-MI เพิ่มพยากรณ์โรค; target HR 50–60; หากมี HFrEF ต้องให้ทุกราย; หลีกเลี่ยงคู่ non-DHP CCB
- ACEI/ARB: ให้ทุกรายทั้ง SCAD และ post-MI โดยเฉพาะเมื่อมี HF/LV dysfunction/anterior MI/DM (ACEI ดีกว่า ARB) — ติดตาม SCr และ K
| กลุ่มยาลดเจ็บหน้าอก Extern | ข้อพิจารณา |
|---|---|
| Nitrate (ISDN/ISMN) | ใช้ short-acting ร่วมกับ first-line ใน SCAD |
| Beta-blocker (cardioselective β-1) | first-line |
| Non-DHP CCB (verapamil, diltiazem) | first-line ใน SCAD หากห้ามใช้ BB |
| DHP-CCB | ใช้คู่ BB; ห้าม short-acting nifedipine; ห้ามใน severe AS, obstructive CM, acute HF |
| Ivabradine / Trimetazidine / Nicorandil / Ranolazine | second-line |
ให้ high-intensity statin ทุกราย (atorvastatin 40–80 หรือ rosuvastatin 20–40) เป้า LDL-C ลด ≥50% และ <70 (DM/CKD≥3/FH → <55)
ยาต้านเกล็ดเลือด Resident
- ACS/post-MI/SCAD ทุกราย: aspirin 75–162 mg/วัน (แพ้ → clopidogrel 75)
- DAPT สำหรับ post-MI/CABG/PCI (aspirin 81 หรือ 75–100)
- Triple therapy (ASA <100 + clopidogrel + OAC) เมื่อมี AF/mechanical valve/VTE — สั้นที่สุด, INR 2–2.5, TTR >65%, ใช้ PPI
เริ่มยาลดความดันชนิดรับประทานในผู้ป่วย stroke ตีบหรือแตกที่อาการคงที่ ณ 72 ชั่วโมง:
- เคยรักษาด้วยยามาก่อน: ให้ยากลับก่อนจำหน่าย
- ไม่เคยรักษา: เริ่มเมื่อ BP >140/90 เป้า SBP 120–129, DBP 70–79 (SBP <130 ช่วยลด hemorrhagic risk)
ยาลดความดัน
- ยาที่มีข้อมูลป้องกัน recurrent stroke: diuretic, ACEI, CCB (ดีกว่ากลุ่มอื่น) — ใช้ร่วมพิจารณา ACEI + diuretic
- CCB ลด BP variability (สัมพันธ์กับ stroke)
- ESH/ไทยแนะนำเลือกยาชนิดใดก็ได้สำหรับ stroke
Statin Extern
- ischemic stroke พิจารณาตาม LDL-C แรกวินิจฉัย: LDL <100 → moderate (simvastatin 20–40 / atorvastatin 20); LDL ≥100 → high (atorvastatin 40)
- เป้าลด ≥50% และ <70 (DM/CKD≥3/FH → <55)
- ไม่จำเป็นใน hemorrhagic stroke
ยาต้านเกล็ดเลือด Resident
- ischemic stroke ทุกราย: aspirin 50–325 mg/วัน (first-line)
- แพ้ → clopidogrel 75 หรือ cilostazol 200
- ทางเลือก: aspirin + dipyridamole ER (25/200) หรือ ticlopidine 250
คำนวณ eGFR (CKD-EPI 2021, race-free)
ระดับ Extern — ลงมือทำจริงที่ห้องตรวจ
Extern
1. วัดความดันให้ได้ค่าที่เชื่อถือได้ ก่อนจะรักษาอะไร
- นั่งพัก 5 นาที หลังพิงพนัก เท้าวางพื้น แขนวางระดับหัวใจ ไม่พูดคุยระหว่างวัด
- ปลอกแขนต้องคลุมรอบแขน 80% — ปลอกเล็กเกินทำให้ค่าสูงเกินจริง 2–10 mmHg ซึ่งมากพอจะเปลี่ยนการวินิจฉัย
- วัด 2 ครั้งห่างกัน 1–2 นาที ถ้าต่างกัน >10 mmHg ให้วัดครั้งที่ 3 แล้วเฉลี่ยสองครั้งหลัง
- ครั้งแรกวัดทั้งสองแขน ต่างกัน >15–20 mmHg ให้คิดถึงหลอดเลือดตีบ และใช้แขนข้างที่สูงกว่าติดตามต่อ
- ผู้สูงอายุ เบาหวาน หรือมีอาการหน้ามืด ให้วัดท่ายืนที่ 1 และ 3 นาที (ลด SBP ≥20 หรือ DBP ≥10 = orthostatic)
2. ชุดตรวจแรกที่ต้องสั่ง และอ่านผลเพื่ออะไร
| ตรวจ | สั่งไปเพื่อ |
|---|---|
| Cr + eGFR, UACR | หา target organ damage ที่ไต และตัดสินใจเรื่อง RASi |
| K, Na | ค่าฐานก่อนเริ่มยา · K ต่ำ (แม้จากยาขับปัสสาวะ) ให้คิดถึง primary aldosteronism |
| FBS/HbA1c, lipid | คำนวณความเสี่ยง CV และตัดสินใจเรื่อง statin |
| EKG | LVH, ภาวะหัวใจขาดเลือดเดิม, AF ที่ไม่มีอาการ |
| UA | เม็ดเลือดแดง/โปรตีน → โรคไตที่เป็นสาเหตุ ไม่ใช่ผลตามมา |
3. เทียบวิธีวัดและเกณฑ์ของแต่ละวิธี — คนละวิธีใช้คนละตัวเลข
| วิธีวัด | เกณฑ์วินิจฉัย | ใช้เมื่อไร | ข้อจำกัดที่ต้องรู้ |
|---|---|---|---|
| Office BP | ≥140/90 | คัดกรองและติดตามทั่วไป | มี white coat effect · ต้องวัดให้ถูกวิธีจึงเชื่อได้ |
| HBPM (วัดเองที่บ้าน) | ≥135/85 | ยืนยันการวินิจฉัย · ติดตามผลการปรับยา · สงสัย white coat หรือ masked | ต้องสอนวิธีวัดและใช้เครื่องที่ได้มาตรฐาน · ผู้ป่วยอาจเลือกจดเฉพาะค่าที่ดี |
| ABPM กลางวัน | ≥135/85 | เมื่อ HBPM กับ office ขัดกัน | เครื่องมีจำกัด ไม่ใช่ทุก รพ.ทำได้ |
| ABPM 24 ชม. | ≥130/80 | สงสัย nocturnal HT หรือ non-dipper · ประเมิน resistant HT | รบกวนการนอน · ราคาสูง |
ใช้ยังไงให้ถูก: ถ้าที่ห้องตรวจได้ 145/92 แต่ที่บ้านเฉลี่ย 128/78 นั่นคือ white coat ไม่ใช่ความดันสูงที่ต้องเพิ่มยา · ถ้าห้องตรวจได้ 132/84 แต่ที่บ้าน 142/90 คือ masked hypertension ซึ่งเสี่ยงพอ ๆ กับความดันสูงจริงและมักถูกมองข้าม
4. เจอค่านี้ตรงหน้า ทำอะไรต่อ
| สิ่งที่เจอ | คิดถึงอะไร | ทำอะไรต่อ |
|---|---|---|
| BP ≥180/110 ไม่มีอวัยวะเสียหาย | Pre-critical symptomatic HT (PSH) · เดิมเรียก urgency | ไม่ต้องลดเร็ว · หาตัวกระตุ้น (ปวด เครียด ขาดยา) · ค่อย ๆ ลดใน 24–48 ชม. ด้วยยากิน (เริ่มยามากกว่า 1 ชนิด) · ให้ยากลับบ้านพอถึงวันนัด · นัด 2–4 สัปดาห์ |
| BP สูงมาก + เจ็บอก หอบ ชัก ตามัว ซึม | Hypertensive emergency | ส่ง ฉุกเฉิน ยาฉีดทันที เป้าตามภาวะ เช่น malignant HT ลด MAP 20–25% ใน 2–3 ชม. · ACS/ปอดบวมน้ำ SBP <140 |
| K ต่ำ (แม้จากยาขับปัสสาวะ) · เริ่มเป็น HT อายุ <40 ปี | Primary aldosteronism | ส่งตรวจ aldosterone/renin ratio ก่อนเริ่ม spironolactone |
| Cr ขึ้น >30% หลังเริ่ม RASi | ขาดน้ำ · NSAID · renal artery stenosis | หยุดยา หาสาเหตุ ประเมินหลอดเลือดไต |
| คุมไม่ได้ด้วยยา 3 กลุ่มรวม diuretic | Resistant HT หรือ secondary | ทบทวน adherence และยาที่ดัน BP ก่อน แล้วพิจารณาเพิ่ม spironolactone / ส่งต่อ |
5. เริ่มยาและปรับยาด้วยตัวเลขจริง
- BP สูงกว่าเป้า ≥20/10 mmHg → เริ่มด้วย ยาสองตัวขนาดต่ำ ตั้งแต่แรก อย่าไล่ทีละตัวจนเสียเวลาหลายเดือน
- นัดประเมินซ้ำ 2–4 สัปดาห์ หลังเริ่มหรือปรับยาทุกครั้ง · ส่วนใหญ่ต้องใช้ 2–3 รอบกว่าจะถึงเป้า
- หลังเริ่ม ACEI/ARB ให้เจาะ Cr และ K ใน 1–2 สัปดาห์ · Cr ขึ้นได้ถึง 30% ถือว่ายอมรับได้ ไม่ต้องหยุดยา แต่ถ้าเกิน 30% หรือ K >5.5 ให้หยุดและหาสาเหตุ (ขาดน้ำ, NSAID, renal artery stenosis)
- เพิ่มขนาดยาเดิมได้ประโยชน์น้อยกว่าเพิ่มยาตัวใหม่ — การเพิ่มขนาดเป็นสองเท่าลด BP เพิ่มเพียงราว 20% ของผลเดิม
6. กับดักที่ทำให้คุมความดันไม่ได้ (ตรวจก่อนเพิ่มยาเสมอ)
- ยาที่ผู้ป่วยกินเองแล้วดัน BP ขึ้น: NSAID, สเตียรอยด์, ยาคุมกำเนิด, ยาแก้หวัดที่มี pseudoephedrine, ยาลูกกลอน/สมุนไพรบางชนิด, ชะเอมเทศ
- ไม่ได้ถาม adherence — ถามแบบไม่ตำหนิ เช่น "สัปดาห์ที่ผ่านมาลืมกินกี่วัน" จะได้คำตอบจริงมากกว่าถามว่ากินครบไหม
- ยังใช้ short-acting nifedipine อมใต้ลิ้นเวลา BP สูง — ทำให้ BP ตกเร็วเกินและเสี่ยงสมองขาดเลือด ไม่ควรใช้แล้ว
- ภาวะที่ซ่อนอยู่: นอนกรน/หยุดหายใจขณะหลับ, ดื่มสุรา, กินเค็มจัด, ปวดเรื้อรัง
7. ส่งต่อเมื่อไร
อายุ <30 ปีที่ความดันสูงชัดเจน · สงสัย secondary HT · resistant HT (คุมไม่ได้ด้วยยา 3 กลุ่มรวม diuretic ที่ขนาดเหมาะสม) · BP สูงมากพร้อมอาการของอวัยวะเป้าหมาย · ตั้งครรภ์ · ไตเสื่อมเร็วผิดปกติ
ระดับ Resident FM — หลักฐาน ข้อถกเถียง และแนวทางสากล
Resident
ทำไมตัวเลขของแต่ละแนวทางไม่ตรงกัน
| แนวทาง | เกณฑ์วินิจฉัย | เป้าหมาย | จุดยืน |
|---|---|---|---|
| ไทย 2567 | ≥140/90 | <130/80 (18–64 ปี) · ผ่อนตามวัยในผู้สูงอายุ | คุมให้ถึง <140/90 ให้ได้ก่อน แล้วค่อยลดต่อหากทนได้ |
| AHA/ACC 2025 | ≥130/80 (stage 1) Elevated 120–129/<80 | <130/80 ทุกคน · สนับสนุน SBP <120 | คงเกณฑ์ 130/80 ของฉบับ 2017 แต่เป้าเข้มขึ้น · ใช้ PREVENT ตัดสินเริ่มยาที่ 130–139 |
| ESC 2024 | ≥140/90 (Elevated BP 120–139/70–89) | SBP 120–129 ถ้าทนได้ | เพิ่มหมวดกลาง เพื่อให้เริ่มจัดการความเสี่ยงก่อนถึงเกณฑ์โรค |
| ISH 2026 | ≥140/90 (Elevated BP 130–139/80–89) | <140/90 (Essential) <130/80 (Optimal) | แบ่งสองระดับตามทรัพยากร · ระดับ Optimal รักษาคนที่เป็น Elevated BP ส่วนใหญ่ และใช้ home BP มาตรฐานเป็นวิธีหลัก |
ประเด็นที่ต้องเข้าใจ: ความต่างนี้ไม่ได้มาจากหลักฐานคนละชุด แต่มาจากการตัดสินใจว่าจะตีเส้นที่ไหนระหว่างประโยชน์ที่ลดลงเรื่อย ๆ กับผลเสียที่เพิ่มขึ้น (หน้ามืด ล้ม ไตเสื่อมชั่วคราว) และจากบริบทระบบสุขภาพที่ต่างกัน
ISH 2026 — อ่านอย่างไรเมื่อเทียบกับแนวทางไทย
ISH 2026 (เผยแพร่ออนไลน์ 20 ต.ค. 2026) ไม่ได้ทบทวนหลักฐานใหม่ทั้งหมด แต่สังเคราะห์จากแนวทางฉบับล่าสุดหลายฉบับ แล้วแปลงเป็นสองระดับ คือ Essential (มาตรฐานขั้นต่ำที่ทำได้ทุกที่) และ Optimal (เมื่อมีทรัพยากร) จุดแข็งของฉบับนี้จึงอยู่ที่การนำไปใช้ ไม่ใช่หลักฐานชุดใหม่
- "Elevated BP" ชื่อเดียวกัน แต่ช่วงไม่เท่ากัน — ISH หมายถึง office 130–139/80–89 ส่วน ESC 2024 หมายถึง 120–139/70–89 เวลาอ่านบทความหรือคุยกับคนอื่นต้องถามก่อนว่าใช้นิยามของแนวทางไหน
- Elevated BP ต้องให้ยาไหม — ระดับ Optimal ของ ISH ให้เริ่มยาในคนส่วนใหญ่ที่ยืนยันแล้วว่าอยู่ช่วง 130–139/80–89 (ยาตัวเดียวเป็นหลัก หรือยาคู่ขนาดต่ำในเม็ดเดียวเมื่อเสี่ยงสูงและ SBP ใกล้ 140) เป้า <130/80 แต่ถ้าความเสี่ยง CV ต่ำ ให้ปรับพฤติกรรม 3 เดือนก่อน · แนวทางไทย 2567 เริ่มยาที่ ≥130/80 เฉพาะเมื่อมี CVD เบาหวาน หรือ Thai CV risk ≥10% ผู้ป่วยที่ต้องรักษาตาม ISH Optimal จึงมากกว่ามาก เป็นข้อถกเถียงเดียวกับ ACC/AHA 2017 ข้างบน
- Home BP แบบมาตรฐาน (sHBPM) เป็นวิธีหลักในระดับ Optimal — เฉลี่ย 7 วัน (อย่างน้อย 3 วัน 12 ค่า) · ความดันสูงเมื่อ ≥135/85 · Elevated 130–134/80–84 · เป้า <130/80 ทั้ง office และ home · ISH ย้ำว่าค่าที่วัดแบบไม่เป็นมาตรฐาน ทั้งในห้องตรวจและที่บ้าน ใช้วินิจฉัยหรือปรับยาไม่ได้
- ลำดับยา — เริ่ม A+C ขนาดต่ำในเม็ดเดียว (A = ACEI/ARB, C = DHP-CCB) → A+C เต็มขนาด หรือ A+C+D ขนาดต่ำ → A+C+D เต็มขนาด → ตัวที่สี่ spironolactone · ใช้ A+D แทนเมื่อบวม ทน CCB ไม่ได้ หรือเริ่มมีอาการหัวใจล้มเหลว · ทบทวนทุกเดือนจนคุมได้ และตั้งเป้าคุมให้ได้ภายใน 3 เดือน
- ยากลุ่มใหม่สำหรับ resistant HT (ระดับ Optimal และขึ้นกับการขึ้นทะเบียนในแต่ละประเทศ) — aldosterone synthase inhibitor (baxdrostat, lorundrostat) ระวัง K สูงโดยเฉพาะใน CKD และ Na ต่ำ · aprocitentan (endothelin receptor antagonist) ระวังบวมน้ำและหัวใจล้มเหลวกำเริบ · esaxerenone (non-steroidal MRA ที่มีใช้ในญี่ปุ่น) · ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนในไทยก่อนอ้างถึงกับผู้ป่วย
- การไม่กินยาตามสั่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แก้ได้ — ISH นับ non-adherence (พบ 30–50%) เป็นปัจจัยเสี่ยง CV ก่อนเพิ่มยาตัวที่สามหรือสี่ ต้องตรวจเรื่องนี้ก่อนเสมอ
- กินยาก่อนนอนไม่มีประโยชน์เพิ่ม — ISH ระบุว่าไม่มีหลักฐานว่าการย้ายยามากินก่อนนอนลด CV events ให้กินเวลาที่ผู้ป่วยกินได้สม่ำเสมอ
- คนเอเชียตะวันออก — ความดันไวต่อเกลือมากกว่า เป็นความดันสูงได้ที่ระดับความอ้วนต่ำกว่า เสี่ยง stroke ชนิดเลือดออกและหัวใจล้มเหลวชนิดไม่ขาดเลือดมากกว่า · ใช้จุดตัด BMI และรอบเอวที่ต่ำกว่า แต่การรักษาใช้แนวทางมาตรฐานเดียวกัน
- แบ่งงานให้บุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์ (task-sharing) — พยาบาล เภสัชกร และอาสาสมัครสาธารณสุขดูแลการวินิจฉัย ส่งตรวจ ปรับพฤติกรรม ปรับยา และติดตามได้ · ส่งต่อแพทย์เมื่อเป็น true resistant HT, สงสัย secondary HT, ตั้งครรภ์, มี CVD แล้ว, มีอาการ หรือ emergency
มุมมองเชิงวิพากษ์: ระดับ Essential ของ ISH (เกณฑ์ ≥140/90, เป้า <140/90, เริ่มยาคู่ในเม็ดเดียว) ใกล้กับสิ่งที่ทำได้จริงในเวชปฏิบัติปฐมภูมิไทย ส่วนระดับ Optimal ต้องการ home BP แบบมาตรฐานและการติดตามใกล้ชิด ซึ่งต้องลงทุนทั้งเครื่องวัด การสอนผู้ป่วย และเวลา คำถามที่ควรถามจึงเป็น "ระบบของเรารองรับระดับ Optimal ได้ในผู้ป่วยกลุ่มไหน" มากกว่า "จะใช้ทั้งฉบับหรือไม่"
AHA/ACC 2025 — สิ่งที่เปลี่ยนจากฉบับ 2017
- เริ่มยาที่ ≥130/80 เมื่อมี CVD, เบาหวาน, CKD หรือความเสี่ยง CVD 10 ปีจาก PREVENT ≥7.5% · ความเสี่ยงต่ำให้ปรับพฤติกรรม 3–6 เดือนก่อน · ≥140/90 เริ่มยาทุกราย
- เป้า SBP อย่างน้อย <130 และสนับสนุนให้ถึง <120 · ไม่มีเป้าแยกตามอายุ แต่ปรับรายบุคคลเมื่อเปราะบางหรืออายุขัยจำกัด · เป้า SBP <130 ยังระบุเพื่อป้องกัน MCI และสมองเสื่อม (I, A)
- ยาแรก thiazide-type, DHP-CCB, ACEI หรือ ARB · stage 2 เริ่มยาสองกลุ่ม ควรเป็นเม็ดรวม · stage 1 เริ่มยาเดี่ยวได้ · ห้ามใช้ ACEI + ARB ร่วมกัน
- คัดกรอง PA กว้างขึ้น — resistant HT (ไม่ว่า K เท่าไร), K ต่ำ, OSA, adrenal mass, ประวัติครอบครัว HT อายุน้อยหรือ stroke อายุ <40 ปี และพิจารณาใน stage 2 ทุกราย · ตรวจ ARR โดยไม่ต้องหยุดยาส่วนใหญ่ ยกเว้น MRA — ต่างจากไทย 2567 ที่ให้เปลี่ยนยาที่รบกวนผลก่อน
- ความดันสูงมากแต่ไม่มีอวัยวะเสียหาย รักษาแบบผู้ป่วยนอกด้วยยากิน · ในผู้ป่วยใน ห้ามให้ยาฉีดหรือยากินเพื่อลดความดันเฉียบพลัน (III: Harm)
มุมมองเชิงวิพากษ์: PREVENT สร้างจากประชากรสหรัฐฯ และยังไม่ได้ตรวจสอบความแม่นในคนไทย แนวทางไทยจึงยังใช้ Thai CV risk ที่ ≥10% · การไม่หยุดยาก่อนตรวจ ARR ทำให้คัดกรองได้มากขึ้นจริง แต่ต้องแปลผลโดยรู้ว่ายาตัวไหนดันผลไปทางไหน (ACEI/ARB ทำให้ผลลบลวง beta-blocker ทำให้ผลบวกลวง) · และเป้า <130/80 "ทุกคน" ของ AHA/ACC ใกล้กับไทย 2567 ในผู้ใหญ่ 18–64 ปี ต่างกันที่ผู้สูงอายุ ซึ่งไทยผ่อนเป้าตามวัย
หลักฐานที่อยู่เบื้องหลังเป้าหมายเข้มงวด
- SPRINT (2015) — เป้า SBP <120 เทียบ <140 ในผู้เสี่ยงสูงที่ไม่มีเบาหวาน ลด CV events ~25% และเสียชีวิตทุกสาเหตุ ~27% แต่เพิ่ม hypotension, syncope, electrolyte ผิดปกติ และ AKI
- ข้อจำกัดที่ต้องรู้: SPRINT วัดแบบ unattended automated office BP ซึ่งมักต่ำกว่าการวัดในห้องตรวจปกติราว 5–10 mmHg ดังนั้น "<120 แบบ SPRINT" ไม่เท่ากับ <120 ที่เราวัดกันในคลินิก การยกตัวเลขมาใช้ตรง ๆ จึงเข้มงวดเกินจริง
- ACCORD BP (2010) — ในผู้ป่วยเบาหวาน เป้า <120 ไม่ลด primary endpoint อย่างมีนัยสำคัญ เป็นที่มาของการไม่ผลักเป้าให้ต่ำสุดในทุกกลุ่ม
- STEP (2021, จีน) — ผู้สูงอายุ 60–80 ปี เป้า 110–130 ดีกว่า 130–150 · ใกล้เคียงบริบทเอเชียมากกว่างานฝั่งตะวันตก
ประเด็นที่ยังถกเถียงและต้องใช้วิจารณญาณ
- ยาเม็ดรวม (single-pill combination) — ESC 2024 และ ISH 2026 แนะนำให้เริ่มด้วยยาคู่ในเม็ดเดียวตั้งแต่ต้นในคนส่วนใหญ่ที่ ≥140/90 เพราะช่วยทั้ง adherence และลด therapeutic inertia · ข้อจำกัดในไทยคือรายการยาในบัญชียาหลักและราคา จึงต้องชั่งน้ำหนักเป็นราย ๆ
- Thiazide ตัวไหน — chlorthalidone ออกฤทธิ์ยาวและแรงกว่า HCTZ ในขนาดที่เทียบกัน และเป็นตัวที่ใช้ใน ALLHAT แต่ในไทยที่มีใช้จริงส่วนใหญ่คือ HCTZ ซึ่งต้องระวังว่าที่ขนาดต่ำ (12.5–25 mg) ฤทธิ์ลด BP ตลอด 24 ชั่วโมงด้อยกว่า
- Resistant HT — PATHWAY-2 แสดงว่า spironolactone เหนือกว่า bisoprolol และ doxazosin ในการเป็นยาตัวที่สี่ จึงเป็นตัวเลือกแรกเมื่อคุมไม่ได้ด้วยสามกลุ่ม โดยต้องติดตาม K และ Cr อย่างใกล้ชิด · ISH 2026 ให้ใช้ spironolactone ขนาดต่ำเป็นตัวที่สี่เมื่อ K <4.5 mmol/L และ eGFR ≥30
- Renal denervation — ESC 2024 ให้เป็นทางเลือก (ระดับ IIb) ในผู้ป่วยที่คัดเลือกแล้วเท่านั้น · ISH 2026 ให้ศูนย์เฉพาะทางพิจารณาเมื่อคุมไม่ได้ด้วยยา ≥4 ตัว (รวมยากลุ่ม aldosterone) และ eGFR ≥40 · ยังไม่ใช่ทางเลือกที่เข้าถึงได้จริงในเวชปฏิบัติปฐมภูมิไทย
เอาไปใช้กับผู้ป่วยตรงหน้าอย่างไร
ถามสามข้อ: ผู้ป่วยรายนี้หน้าตาเหมือนคนใน trialที่อ้างถึงหรือไม่ (อายุ โรคร่วม ความเสี่ยง) · เราวัดความดันด้วยวิธีเดียวกับ trial หรือไม่ · และผู้ป่วยทนผลข้างเคียงของการคุมเข้มงวดได้แค่ไหน ในผู้สูงอายุที่เปราะบางหรือมีประวัติล้ม การไล่เป้าให้ต่ำที่สุดมักได้ไม่คุ้มเสีย
อ้างอิง: แนวทาง HT ไทย 2567 (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย) · 2024 ESC Guidelines for elevated BP and hypertension · 2025 AHA/ACC High Blood Pressure Guideline J Am Coll Cardiol 2025 · 2026 ISH Global Hypertension Practice Guidelines J Hypertens 2026 (online ahead of print) · SPRINT N Engl J Med 2015 · ACCORD BP N Engl J Med 2010 · STEP N Engl J Med 2021 · PATHWAY-2 Lancet 2015
ชายไทย อายุ 58 ปี มาตรวจสุขภาพ ไม่มีอาการ ปฏิเสธโรคประจำตัว สูบบุหรี่ 20 pack-years วันนี้ office BP 152/94 และ 150/92 mmHg · BMI 27.5 · รอบเอว 96 ซม.
ขั้นตอนถัดไปที่เหมาะสมที่สุดคือ?
BP อยู่ในช่วง grade 1 (140–159/90–99) และยังไม่มี CVD/HMOD ชัดเจน → ยืนยันด้วย HBPM (7-2-2) หรือ ABPM ก่อนสรุปวินิจฉัย พร้อมส่งตรวจ Cr+eGFR, UACR, lipid, FPG/A1c, ECG และคำนวณ Thai CV risk
ผล: HBPM เฉลี่ย 146/92, UACR 45 mg/g, LDL 165, Thai CV risk 14%
จะเริ่มการรักษาอย่างไร?
มี HMOD (albuminuria) + Thai CV risk >10% → เข้าเกณฑ์เริ่มยาตั้งแต่ grade 1 เริ่ม ยาคู่ที่มี RAAS blocker เช่น ACEI/ARB + CCB (มี albuminuria → A เป็นแกน), คุมเป้า <130/80, ให้ moderate-intensity statin (CV risk ≥10%), TLC และเลิกบุหรี่
จบเคส — เน้นหลัก "ยืนยันก่อน แล้วรักษาตามความเสี่ยงรวม ไม่ใช่แค่ตัวเลข BP"
ตรวจสอบเวอร์ชัน CPG ล่าสุด: 2 พ.ย. 2569 · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ประกอบการตัดสินใจทางคลินิกโดยแพทย์
Diabetes Mellitus
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
- พิจารณา SGLT2i / GLP-1 RA ตั้งแต่วินิจฉัย (ไม่ต้องรอ A1c เกินเป้า) เมื่อมี ASCVD / HF / CKD / อ้วน
- ตั้ง เป้าหมายเฉพาะราย (A1c และ CGM) ตามอายุ/สุขภาพ/การทำงาน
- เสนอ CGM ตั้งแต่แรกวินิจฉัย ในผู้ที่ใช้ insulin หรือยากิน
- CKD + uACR ≥100: เริ่ม SGLT2i + finerenone (nsMRA) พร้อมกันได้
หลักการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน 6 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2566ADA 2026- วินิจฉัย
- FPG ≥126 · HbA1c ≥6.5% · OGTT 2 ชม. ≥200 · random ≥200 + อาการ — ไม่มีอาการต้องยืนยันซ้ำ
- เป้า HbA1c
- <7% ทั่วไป · ผ่อนเป้าในผู้สูงอายุหรือเสี่ยงน้ำตาลต่ำ<7% · <8% ในผู้สูงอายุเปราะบาง
- ยาแรก
- metformin ทุกรายถ้าไม่มีข้อห้ามเลือกตามอวัยวะ: มี ASCVD/HF/CKD ให้ SGLT2i หรือ GLP-1 RA ได้ตั้งแต่ต้น
- ยาตัวที่สอง
- ASCVD → GLP-1 RA หรือ SGLT2i · HF, CKD → SGLT2i · ต้องลดน้ำหนัก → GLP-1 RA · ราคาจำกัด → SU หรือ pioglitazone
- เริ่มอินซูลิน
- HbA1c >10% · มีอาการน้ำตาลสูงหรือน้ำหนักลด · มี ketosis
- ติดตาม
- HbA1c ทุก 3 เดือนจนถึงเป้า · UACR + eGFR, ตา, เท้า อย่างน้อยปีละครั้ง
- เบาหวานระยะสงบ
- A1C <6.5% ≥3 เดือนโดยไม่ใช้ยา · เหมาะกับ T2DM ≤5 ปี, BMI >23, A1C <9, eGFR >45, ไม่ใช้อินซูลิน · ลดน้ำหนัก ≥10% · หยุด SU/SGLT2i วันแรก · หลังสงบตรวจ A1C + ภาวะแทรกซ้อนปีละครั้งนิยามเดียวกัน · ไม่มีเกณฑ์คัดเข้า — ลด >10% อย่างยั่งยืน "อาจสงบ" (8.5 A) · VLCD 800–1,000 kcal ≤3 เดือน · ผ่าตัดถ้า BMI ≥30 (≥27.5 เอเชีย) · กลับเป็นซ้ำ 35–50%รายละเอียด →
ใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง ไทย 2566 ADA 2026 — หากไม่มีอาการชัดเจน ต้อง ยืนยันด้วยการตรวจซ้ำ (test เดิมหรือ test อื่น)
| การตรวจ | Prediabetes | เบาหวาน |
|---|---|---|
| FPG (งดอาหาร ≥8 ชม.) | 100–125 | ≥126 mg/dL* |
| 75g OGTT (2 ชม.) | 140–199 | ≥200 mg/dL* |
| HbA1c | 5.7–6.4% | ≥6.5%* |
| Random PG + อาการ | — | ≥200 mg/dL |
* ต้องตรวจซ้ำยืนยัน (ยกเว้นมี hyperglycemic crisis / random ≥200 + อาการชัด) · A1c ต้องผ่านมาตรฐาน NGSP/DCCT
การจำแนกชนิด Extern
T2 Type 2 DM
- พบบ่อยสุด · มี insulin resistance + β-cell เสื่อม
- มัก adiposity / metabolic syndrome
- ค่อยเป็นค่อยไป มักไม่มี ketosis
T1 Type 1 / อื่น ๆ
- T1DM: ขาด insulin เด็ดขาด, ketosis-prone, autoantibody +
- สงสัยเมื่อ: อายุน้อย/ผอม, น้ำหนักลดเร็ว, DKA
- อื่น ๆ: LADA, MODY, steroid-induced, pancreatic
- ผู้ใหญ่ที่ น้ำหนักเกิน/อ้วน (BMI ≥23 kg/m² แบบ Asia-Pacific) + มีปัจจัยเสี่ยง ≥1 ข้อ
- ปัจจัยเสี่ยง: ประวัติครอบครัวเบาหวาน, HT, DLP, ประวัติ GDM, PCOS, ประวัติ CVD, ไม่ค่อยเคลื่อนไหว
- ทุกคน อายุ ≥35 ปี (ADA) — ไทยพิจารณาคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง/ตามระบบ NCD
- ผู้ที่เคยเป็น prediabetes: ตรวจซ้ำทุกปี
เครื่องมือคัดกรอง: FPG, A1c หรือ 75g OGTT (ถ้าผลก้ำกึ่ง OGTT ไวสุด)
1 แล็บแรกวินิจฉัย
- FPG, A1c
- Creatinine + eGFR
- Lipid profile
- UA → UACR
- LFT (AST/ALT), CBC
- K (ถ้าจะให้ ACEI/ARB), B12 (ถ้าใช้ metformin นาน)
2 ภาวะแทรกซ้อน
- ตา: จอประสาทตา (แรกวินิจฉัย T2)
- ไต: UACR + eGFR
- ปลายประสาท/เท้า: monofilament, foot exam
- หลอดเลือด: ASCVD, PAD
3 โรคร่วม & ความเสี่ยง
- HT, DLP, obesity, MASLD/MASH
- CKD, HF, AF
- 10-yr CV risk → statin
- พฤติกรรม: อาหาร/ออกกำลัง/บุหรี่/สุรา, ยาที่ใช้ (steroid)
ผู้ป่วยทั่วไป ไทย 2566: A1c <7%, FPG/ก่อนอาหาร 80–130, PPG (2 ชม.) <180 mg/dL
↓ เข้มงวดขึ้น (A1c <6.5%)
- เพิ่งวินิจฉัย <5 ปี
- อายุน้อย ไม่มี CVD
- ได้ประโยชน์จากการคุมเข้ม และคุมได้โดยไม่เกิด hypoglycemia
↑ ผ่อนผัน (A1c <8%)
- เคยน้ำตาลต่ำรุนแรง
- อายุมาก / life expectancy จำกัด
- โรคร่วมเยอะ / คุมได้ยาก
แปลง A1c → eAG
- A1c ทุก 3 เดือน (ยังไม่ถึงเป้า/ปรับยา), ทุก 6 เดือน (คุมได้คงที่) — สะท้อนน้ำตาลเฉลี่ย 2–3 เดือน
- SMBG (เจาะปลายนิ้ว) โดยเฉพาะผู้ใช้ insulin/SU เพื่อดู pattern และตรวจ hypoglycemia
- CGM / Time-in-Range (TIR): เป้าหมาย TIR (70–180) >70%, TBR (<70) <4% ADA 2026 — แนะนำตั้งแต่แรกวินิจฉัยในผู้ใช้ insulin/ยากิน
- แปลงเป็น eAG (mg/dL) เทียบกับ SMBG
- A1c = FBS + PPG; เมื่อ A1c >8.5% อิทธิพลจาก FBS มากขึ้น → ใช้ FBS ติดตามได้ดี
- สะท้อนน้ำตาลเดือนล่าสุดมากกว่า 3 เดือนก่อน
- ลดน้ำหนัก 5–7% ของน้ำหนักตัว (หลักฐาน DPP ลดการเกิดเบาหวาน 58%) ADA 2026
- อาหาร: ลดพลังงาน/คาร์บ, plate method, เพิ่มใยอาหาร (ผัก/ผลไม้/ธัญพืช)
- ออกกำลังกาย ≥150 นาที/สัปดาห์ (moderate) + resistance, ลดพฤติกรรมนั่งนาน
- เลิกบุหรี่ · จำกัดแอลกอฮอล์ · นอนหลับเพียงพอ
- ใช้ภาษาแบบ person-centered ("ผู้ป่วยเบาหวาน" ไม่ใช่ "คนเป็นเบาหวาน") ไม่ตีตรา
นิยาม ไทย 2566 ADA 2026 — T2DM อายุ ≥18 ปี ที่ A1C <6.5% ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ใช้ยาลดน้ำตาล (ไทยและ ADA ใช้นิยามเดียวกันจาก consensus 2021) · ภาษาไทยใช้ "โรคเบาหวานระยะสงบ" ไม่เรียกว่า "หาย" เพราะพยาธิสภาพไม่ได้กลับเป็นปกติ กลับเป็นซ้ำได้ และยังต้องตรวจติดตาม
| วิธีที่ทำให้สงบ | ตรวจ A1C เพื่อยืนยันเมื่อ |
|---|---|
| ปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวด | ≥6 เดือนหลังเริ่ม (ถ้ามียาร่วม → ≥3 เดือนหลังหยุดยา) |
| ยา (ใช้ชั่วคราวแล้วหยุด) | ≥3 เดือนหลังหยุดยา |
| ผ่าตัด metabolic surgery | ≥3 เดือนหลังผ่าตัด (ถ้ามียาหลังผ่าตัด → ≥3 เดือนหลังหยุดยา) |
A1C ต้องมาจากห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลหรือกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ · ถ้า A1C เชื่อไม่ได้ (ซีด ธาลัสซีเมีย ไตวาย) ใช้ eA1C/GMI จาก CGM <6.5% หรือ FPG <126 ตรวจซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง · ยืนยันต่อเนื่อง: ตรวจ A1C ไม่ถี่กว่าทุก 3 เดือน และไม่ห่างกว่าปีละครั้ง (consensus 2021)
1 ใครมีโอกาส — เกณฑ์คัดเลือก DMThai 2568
- สมัครใจและมุ่งมั่น · T2DM · อายุ ≥18 ปี · วินิจฉัยมาไม่เกิน 5 ปี · BMI >23
- ไม่ใช้อินซูลิน · A1C <9.0% (จำนวนยาตามดุลยพินิจ) · eGFR >45
- ไม่มี HF รุนแรง/ไม่คงที่ และไม่มีเหตุการณ์หัวใจขาดเลือดใน 6 เดือนที่ผ่านมา
- ปัจจัยทำนายสำเร็จจาก DiRECT / Counterpoint / Counterbalance: อายุ <50 ปี เป็นมาไม่นาน FPG และ A1C ไม่สูงมาก ใช้ยา ≤2 ชนิด ไม่มีวิตกกังวล/ซึมเศร้า และสำคัญที่สุดคือ น้ำหนักลด >15 กก.
- นอกเกณฑ์ก็ลองได้ตามดุลยพินิจ — ประสบการณ์คณะทำงานไทยสำเร็จราว 20–70% แล้วแต่บริบท แม้เป็นมานานหรือ BMI ไม่ถึงอ้วน ไทย 2566
2 เป้าและวิธีลดน้ำหนัก
- เป้าลดน้ำหนัก ≥10% ตั้ง SMART goal ร่วมกับผู้ป่วย · แนวทาง 2566 ตั้ง 10–15% ภายใน 3–6 เดือน · ADA 8.5: ลดน้ำหนักได้เท่าไรก็มีประโยชน์ แต่ต้อง >10% อย่างยั่งยืนจึง "อาจทำให้สงบ" (A)
- อาหารสุขภาพ + จำกัดพลังงาน — จาน 2:1:1 ขนาด 9 นิ้ว (ผักครึ่งจาน · ข้าว/แป้ง GI ต่ำ ¼ · โปรตีน ¼) · ลดลง 500 kcal/วันจากเดิม ≈ 2 กก./เดือนในคนน้ำหนักมาก · ราว 1,200–1,500 kcal/วัน
- คาร์โบไฮเดรตต่ำ — เดือนแรก <50 g/วัน แล้วค่อยเพิ่มทีละ 10–15 g/สัปดาห์ในเดือนที่ 2–3 (ต้องปรับยาตามข้อ 3 ก่อน)
- อาหารทางการแพทย์แทนมื้อ (≤300 kcal/หน่วย) บางมื้อ หรือทุกมื้อแบบ DiRECT · VLCD 200–800 kcal/วัน ไม่เกิน 3–6 เดือน ภายใต้แพทย์/นักกำหนดอาหาร (ผมร่วง นิ่วถุงน้ำดี ขาดน้ำ ขาดสารอาหารรอง · ห้ามในหญิงตั้งครรภ์/ให้นม เด็ก ผู้เสี่ยงทุพโภชนาการ) · ADA 8.12: 800–1,000 kcal/วัน ไม่เกิน 3 เดือน เฉพาะรายคัดเลือก (B)
- IF — ลดน้ำหนักไม่ต่างจากจำกัดพลังงานต่อเนื่อง หลักฐานเรื่องระยะสงบยังน้อย ต้องให้แพทย์ประเมินก่อนถ้าใช้ยาที่เสี่ยงน้ำตาลต่ำ
- ออกกำลังกาย ≥150 นาที/สัปดาห์ อย่างน้อย 3 วัน ทั้งแอโรบิกและแรงต้าน · 1–2 เดือนแรกยังไม่เพิ่มความหนัก · เดิน >10,000 ก้าว/วัน · ช่วงรักษาน้ำหนัก ADA 8.11: 200–300 นาที/สัปดาห์ ชั่งน้ำหนักทุกสัปดาห์ ติดต่อทีมทุกเดือน (A)
3 ปรับยาตั้งแต่วันแรก — จุดที่พลาดแล้วอันตราย
| ยา | ทำอย่างไร | เพราะ |
|---|---|---|
| insulin | ลด 25–50% หรือหยุดทั้ง basal และ bolus ตั้งแต่วันแรก | น้ำตาลต่ำเมื่อกินน้อยลง (2568 ไม่รับรายที่ใช้อินซูลินเข้าโปรแกรม) |
| SU · glinide | หยุดวันแรก | น้ำตาลต่ำ |
| SGLT2i | หยุดเมื่อกินคาร์บต่ำ/ต่ำมาก · ชั่งประโยชน์ไต-หัวใจก่อนหยุด | ขาดน้ำ · euglycemic DKA |
| alpha-glucosidase inhibitor | เลี่ยงเมื่อกินคาร์บต่ำ | ไม่มีคาร์บให้ยาออกฤทธิ์ |
| metformin · pioglitazone · DPP4i · GLP-1 RA | ให้ต่อขนาดเดิม หรือลด/หยุดทีละชนิดทุก 1–2 สัปดาห์ตามน้ำตาล · GLP-1 RA ช่วยลดน้ำหนักและความอยากอาหาร | เสี่ยงน้ำตาลต่ำน้อย |
| ยาลดความดัน · ยาขับปัสสาวะ | diuretic ขนาดสูงลด/ขนาดต่ำหยุดใน 2–4 สัปดาห์แรก · ลด/หยุดยาลดความดันถ้าความดันต่ำหรือหน้ามืดเมื่อลุก | ขาดน้ำ · orthostatic hypotension |
กฎลดยา (DMThai 2568): น้ำตาลเฉลี่ย 2 สัปดาห์ ≤140 mg/dL → ลดยาได้ · >140 โดยไม่มีสาเหตุที่แก้ได้ → คืนยาที่เพิ่งลดกลับขนาดเดิม · ระหว่างปรับให้ SMBG ก่อนอาหาร ก่อนนอน และหลังอาหาร 2 ชม. พร้อมแผนรับมือน้ำตาลต่ำและช่องทางปรึกษา
4 ประเมินก่อนเริ่มและติดตาม
- ก่อนเริ่ม: ชนิดและระยะเวลาเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อน โรคร่วม (OSA, ตับคั่งไขมัน, ข้อเสื่อม) ยาที่ใช้ · น้ำหนัก รอบเอว BP จอตา เท้า · lab: น้ำตาล/A1C, eGFR, UACR, ไขมัน, LFT + FIB-4, CBC (ซีดทำให้ A1C เพี้ยน)
- ระหว่างปรับ: ติดตามใกล้ชิดใน 2 สัปดาห์แรก · พบแพทย์อย่างน้อยทุก 1 เดือน · พยาบาล/นักกำหนดอาหารทุก 2 สัปดาห์ (telehealth ได้) · ดูน้ำหนัก รอบเอว น้ำตาลก่อน-หลังอาหาร A1C และ BP
- รูปแบบบริการ รพ.ชุมชน/รพ.สต. (กรมควบคุมโรค 2566): เดือนที่ 1 ติดตาม 3 ครั้ง · เดือนที่ 3 อีก 1 ครั้ง · SMBG online 2 ครั้ง/สัปดาห์ผ่าน LINE group · เข้าสู่ระยะสงบแล้วนัดปีละครั้ง
- หลังสงบแล้ว: A1C + คัดกรองภาวะแทรกซ้อน (ตา ไต เท้า BP น้ำหนัก) อย่างน้อยปีละครั้ง — ยังไม่มีหลักฐานว่าความเสี่ยงลดจนหยุดคัดกรองได้ · เลี่ยงยาที่ดันน้ำตาล (steroid, antipsychotic บางตัว)
- การกลับเป็นซ้ำ: ADA 2026 — ผู้ที่สงบแล้ว 35–50% กลับเป็นซ้ำในที่สุด คงสงบได้ราว 2–5 ปีขึ้นกับระยะเวลาที่เป็นและ β-cell ที่เหลือ · บอกผู้ป่วยตั้งแต่ต้นว่าไม่ใช่ทุกคนสำเร็จและกลับเป็นซ้ำได้ เพื่อไม่ให้รู้สึกผิดและคงพฤติกรรมเป็นวิถีใหม่ · น้ำหนักกลับขึ้นไม่ใช่ "ความล้มเหลว" — หาตัวกระตุ้นแล้วกลับเข้าแผน
5 Metabolic surgery ADA 2026 Resident
- 8.22 พิจารณาผ่าตัดใน T2DM ที่ BMI ≥30 (≥27.5 ในคนเอเชีย) และเหมาะกับการผ่าตัด (A) · ทำในศูนย์ที่มีทีมสหสาขา (E) · ติดตามสารอาหารรองและน้ำตาลต่ำหลังผ่าตัดระยะยาว (B)
- ข้อมูลเฝ้าสังเกตที่ ADA อ้าง: 5 ปีหลังผ่าตัด น้ำหนักลด 24.1% (RYGB) / 16.1% (VSG) สงบ 86.1% / 83.5% · RCT รวม ARMSS-T2D ที่ 7 ปี สงบ 18% vs 6% ในกลุ่มยา/พฤติกรรม — ภาวะสงบ "เสื่อม" ตามเวลา
- ปัจจัยทำนาย: อายุน้อย เป็นมา <8 ปี ไม่ใช้อินซูลิน และ visceral fat มาก (โดยเฉพาะคนเอเชีย) · ไทย 2566 ระบุว่าผ่าตัดเป็นหนึ่งในสามทาง แต่แนวทางระยะสงบของไทยครอบคลุมเฉพาะการปรับพฤติกรรม
Metformin เป็นยาลำดับแรก ทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม ไทย 2566 ร่วมกับปรับพฤติกรรม — จากนั้นเลือกยาตัวถัดไปตาม โรคร่วม/เป้าหมาย (ไม่ใช่แค่ลดน้ำตาล)
ASCVD / เสี่ยงสูง
- เพิ่ม GLP-1 RA หรือ SGLT2i ที่มีหลักฐาน CV benefit
Heart failure
- เพิ่ม SGLT2i (ลด HF hospitalization)
CKD / albuminuria
- SGLT2i เป็นหลัก; uACR ≥100 พิจารณา + finerenone ADA 2026
อ้วน / ต้องลดน้ำหนัก
- GLP-1 RA / GIP-GLP-1, SGLT2i (ลดน้ำหนัก)
| กลุ่มยา Extern | ลด A1c | จุดเด่น/ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| Metformin | 1–2% | weight neutral, ลด CV, GI side effect, หยุดเมื่อ eGFR<30 |
| Sulfonylurea | 1–2% | ถูก แต่ hypoglycemia + น้ำหนักขึ้น |
| TZD (pioglitazone) | 0.5–1.4% | ดีใน IR/MASLD; บวม/น้ำหนักขึ้น, ห้ามใน HF |
| DPP-4i | ~0.8% | weight neutral, hypoglycemia ต่ำ |
| SGLT2i | ~0.8% | ลดน้ำหนัก/BP, CV+renal+HF benefit; euglycemic DKA, UTI |
| GLP-1 RA | 1–1.5% | ลดน้ำหนักมาก, CV benefit; GI, ฉีด |
แตะการ์ดเพื่อพลิกดูขนาดยาและข้อควรระวัง
- วินิจฉัยแรกที่ A1c >9–10% หรือ FPG >300 + มีอาการ (น้ำหนักลด/ketosis) → เริ่ม insulin ได้เลย
- คุมไม่ได้ตามเป้าแม้ใช้ยากินหลายชนิดเต็มขนาด
- ภาวะเฉียบพลัน: DKA/HHS, เจ็บป่วยรุนแรง, ผ่าตัด, ตั้งครรภ์
- สงสัย T1DM / LADA
| ระบบ | วิธี | ความถี่ |
|---|---|---|
| ตา (retinopathy) | Dilated fundus exam | แรกวินิจฉัย T2 แล้วทุกปี |
| ไต (nephropathy) | UACR + eGFR | ทุกปี (ถี่ขึ้นถ้าผิดปกติ) |
| ปลายประสาท | 10g monofilament, vibration | ทุกปี |
| เท้า | Comprehensive foot exam | ทุกปี (ถี่ขึ้นถ้าเสี่ยง) |
| หัวใจ/หลอดเลือด | ประเมิน CV risk + statin | ทุกปี |
เสริม: ให้วัคซีนตามเกณฑ์ (ไข้หวัดใหญ่, ปอดอักเสบ), ดูแลสุขภาพช่องปาก, ประเมินภาวะซึมเศร้า/ความเครียด
| ระดับ | ค่า | ความหมาย |
|---|---|---|
| Level 1 | <70 mg/dL | เริ่มเตือน |
| Level 2 | <54 mg/dL | ต้องรีบแก้ไข |
| Level 3 | — | รุนแรง ต้องมีคนช่วย |
การแก้ไข (rule of 15): ให้คาร์บออกฤทธิ์เร็ว 15 g (น้ำหวาน/กลูโคส) รอ 15 นาที เจาะซ้ำ ถ้ายังต่ำให้ซ้ำ · รุนแรง/ไม่รู้ตัว → glucagon หรือ IV glucose
ปัจจัยเสี่ยง: ยา SU/insulin, งดอาหาร, ออกกำลังหนัก, CKD, ผู้สูงอายุ, ดื่มสุรา — พิจารณาผ่อนเป้าหมายและเลือกยาที่ hypoglycemia ต่ำ
ระดับ Extern — ใช้จริงที่ห้องตรวจเบาหวาน
Extern
1. เทียบเกณฑ์วินิจฉัย — ใช้ค่าไหนได้บ้าง และต้องยืนยันเมื่อไร
| การตรวจ | เกณฑ์ | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| FPG | ≥126 mg/dL | ถูก หาง่ายทุกที่ | ต้องอดอาหาร ≥8 ชม.จริง · น้ำหวาน/กาแฟใส่นมทำให้ผลเพี้ยน |
| HbA1c | ≥6.5% | ไม่ต้องอดอาหาร สะท้อน 3 เดือน | เชื่อไม่ได้ใน anemia, ธาลัสซีเมีย, CKD ระยะท้าย, หลังให้เลือด, ตั้งครรภ์ |
| OGTT 2 ชม. | ≥200 mg/dL | ไวที่สุด จับ IGT ได้ | ใช้เวลานาน ผู้ป่วยไม่ค่อยร่วมมือ |
| Random + อาการ | ≥200 mg/dL | วินิจฉัยได้ทันทีเมื่อมีอาการชัด | ต้องมีอาการ (ดื่มมาก ปัสสาวะมาก น้ำหนักลด) จริง ๆ |
กฎที่มักพลาด: ถ้าไม่มีอาการ ต้องยืนยันด้วยการตรวจซ้ำอีกครั้ง (ตรวจเดิมซ้ำ หรือตรวจอีกชนิดที่เข้าเกณฑ์ก็ได้) ก่อนติดป้ายว่าเป็นเบาหวาน · ถ้ามีอาการชัดร่วมกับน้ำตาลสูง วินิจฉัยได้เลยไม่ต้องรอซ้ำ
2. เลือกยาตัวที่สองจาก "อวัยวะ" ไม่ใช่จากตัวเลข A1c อย่างเดียว
| ผู้ป่วยรายนี้มี | เลือก | เพราะ | ต้องเฝ้าอะไร |
|---|---|---|---|
| ASCVD / เคย MI, stroke | GLP-1 RA หรือ SGLT2i | ลดเหตุการณ์ CV ได้จริงในงานวิจัย | GLP-1: คลื่นไส้ช่วงปรับขนาด |
| หัวใจล้มเหลว | SGLT2i | ลดการนอน รพ.จาก HF | euglycemic DKA เมื่อป่วย/อดอาหาร |
| CKD / UACR สูง | SGLT2i (+ finerenone ถ้ายังมีโปรตีน) | ชะลอการเสื่อมของไต | eGFR ตกช่วงแรกแบบชั่วคราวเป็นเรื่องปกติ |
| อ้วน ต้องลดน้ำหนัก | GLP-1 RA | ลดน้ำหนักมากที่สุดในกลุ่มยากิน/ฉีด | ราคา · ต้องสอนเทคนิคฉีด |
| ข้อจำกัดด้านราคา | SU หรือ pioglitazone | ราคาถูก ลด A1c ได้ดี | SU: น้ำตาลต่ำ น้ำหนักขึ้น · TZD: บวม ห้ามใน HF |
3. ตารางติดตามที่ควรทำจริงในคลินิก
- A1c ทุก 3 เดือนถ้ายังไม่ถึงเป้า · ทุก 6 เดือนเมื่อคุมได้คงที่
- UACR + eGFR ปีละครั้งเป็นอย่างน้อย (ถี่ขึ้นถ้าผิดปกติ)
- ตรวจตา ปีละครั้งตั้งแต่วินิจฉัย T2DM · ตรวจเท้า ทุกครั้งที่มาถ้าเคยมีแผลหรือชา
- ทบทวนเทคนิคการใช้ยาและ adherenceก่อนสรุปว่ายาไม่ได้ผล
4. กับดักที่พบบ่อย
- ใช้ A1c ตัดสินในคนที่มีภาวะเลือดจางหรือธาลัสซีเมีย ซึ่งพบมากในไทย — ให้ดู FPG/SMBG ประกอบเสมอ
- เพิ่มขนาด metformin จนถึงเพดานแล้วยังไม่ถึงเป้า แต่ไม่ยอมเพิ่มยาตัวที่สอง ปล่อยไว้หลายเดือน
- ลืมหยุด metformin ชั่วคราวเมื่อผู้ป่วยขาดน้ำ ท้องเสีย หรือก่อนฉีดสารทึบรังสี
ระดับ Resident FM — หลักฐาน CVOT และความต่างของแนวทาง
Resident
ไทย 2566 กับ ADA — ต่างกันตรงไหน
| ประเด็น | ไทย 2566 | ADA |
|---|---|---|
| ยาตัวแรก | metformin เป็นหลักในทุกราย | เลือกตามอวัยวะเป้าหมายได้ตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องผ่าน metformin ก่อนในผู้ที่มี ASCVD/CKD/HF |
| เป้า A1c | <7% ทั่วไป · ปรับตามบุคคล | <7% · ผ่อนเป็น <8% ในผู้สูงอายุเปราะบาง |
| แนวคิดหลัก | คุมน้ำตาลเป็นแกน แล้วจัดการความเสี่ยงร่วม | ลดความเสี่ยง CV และไตเป็นแกน โดยน้ำตาลเป็นเป้าหนึ่งในหลายเป้า |
ความต่างนี้สำคัญเวลาสอบและเวลาตัดสินใจจริง: ผู้ป่วย CKD ที่ A1c 6.8% ตามแนวคิด ADA ยังควรได้ SGLT2i เพราะเป้าหมายคือไต ไม่ใช่น้ำตาล ส่วนข้อจำกัดในไทยคือสิทธิการเบิกและราคา จึงต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเมื่อจะสั่ง
เบาหวานระยะสงบ — ไทย 2566/2568 กับ ADA 2026
| ประเด็น | ไทย 2566 + DMThai 2568 | ADA 2026 |
|---|---|---|
| นิยาม | A1C <6.5% ≥3 เดือนโดยไม่ใช้ยา · ปรับพฤติกรรมรอ ≥6 เดือนจึงตรวจ | เท่ากัน (ทั้งคู่ยึด consensus 2021 ฉบับเดียวกัน) |
| การคัดเลือกผู้ป่วย | เกณฑ์ 9 ข้อ: ≤5 ปี · BMI >23 · A1C <9 · eGFR >45 · ไม่ใช้อินซูลิน · ไม่มี HF/IHD เร็ว ๆ นี้ | ไม่มีเกณฑ์คัดเข้า — ให้ลดน้ำหนักทุกราย ลด >10% อย่างยั่งยืนจึง "อาจสงบ" (8.5 A) |
| VLCD | 200–800 kcal/วัน ไม่เกิน 3–6 เดือน | 800–1,000 kcal/วัน ไม่เกิน 3 เดือน เฉพาะรายคัดเลือก (8.12 B) |
| ยาระหว่างลดน้ำหนัก | หยุด SGLT2i เมื่อคาร์บต่ำ · GLP-1 RA "อาจใช้" · ชั่งประโยชน์ไต-หัวใจก่อนหยุด | semaglutide/tirzepatide เป็นยาลดน้ำหนักที่ควรเลือก (8.18 A) และให้ต่อหลังถึงเป้า (8.19 B) |
| ผ่าตัด | กล่าวเป็นหนึ่งในสามทาง ไม่มีเกณฑ์ในแนวทางระยะสงบ | BMI ≥30 (≥27.5 เอเชีย) ที่เหมาะกับการผ่าตัด (8.22 A) |
| หลังสงบ | A1C + คัดกรองภาวะแทรกซ้อนปีละครั้ง · ระวังจอตาแย่ลงเมื่อ A1C ลดเร็ว | เท่ากัน · เตือนว่าสงบ "เสื่อม" ตามเวลา กลับเป็นซ้ำ 35–50% |
- BMI >23 คือการขยายผลนอกข้อมูลวิจัย — DiRECT รับ BMI 27–45 และแนวทางไทย 2566 ใช้ >25 ก่อนที่ฉบับ 2568 จะลดเป็น >23 ตามเกณฑ์อ้วนของคนเอเชีย · ประโยชน์ในผู้ป่วยไทยที่ไม่อ้วนจึงอิงประสบการณ์บริการ (สำเร็จ 20–70%) ไม่ใช่ RCT — ควรสื่อสารระดับความมั่นใจนี้กับผู้ป่วย
- "ไม่ใช้ยา" ตีกันกับ "ให้ยาลดน้ำหนักต่อ" — ADA 8.19 ให้ semaglutide/tirzepatide ต่อหลังถึงเป้า แต่นิยาม remission ต้องไม่มียาลดน้ำตาล · consensus 2021 ยอมรับว่ายาเหล่านี้อาจสั่งด้วยเหตุผลอื่น (น้ำหนัก หัวใจ ไต) ทำให้การตัดสิน remission คลุมเครือ · ไทย 2568 ให้ชั่งประโยชน์ก่อนหยุด GLP-1 RA/SGLT2i → ในเวชระเบียนควรระบุว่ายาตัวใดให้เพื่ออะไร และเรียกภาวะ "คุมได้โดยไม่ใช้ยาลดน้ำตาล" กับ "สงบ" ให้ถูก
- ความคงทนคือจุดอ่อนของทุกแนวทาง — ADA ระบุเองว่า 35–50% กลับเป็นซ้ำ · ตัวเลขสำเร็จของไทยเป็นผลระดับบริการไม่ใช่ RCT และข้อควรระวังเรื่องจอตาแย่ลงเมื่อ A1C ลดเร็ว (>1.5% ใน 3 เดือน) มีเฉพาะในฉบับไทย 2568 — เป็นเหตุผลที่ต้องตรวจจอตาก่อนเริ่มในรายที่มี retinopathy
หลักฐานที่ทำให้แนวทางเปลี่ยน
- UKPDS 34 — metformin ในผู้ป่วยอ้วน ลดเหตุการณ์ CV และการเสียชีวิต เป็นรากฐานที่ทำให้ metformin เป็นยาแรกมากว่า 20 ปี
- EMPA-REG OUTCOME (2015) — empagliflozin ลด CV death และการนอน รพ.จาก HF · เป็นจุดเริ่มของแนวคิด organ-first
- LEADER / SUSTAIN-6 — GLP-1 RA ลด MACE โดยเฉพาะในผู้ที่มี ASCVD อยู่แล้ว
- CREDENCE / DAPA-CKD — SGLT2i ชะลอการเสื่อมของไต แม้ในผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน (DAPA-CKD)
- DAPA-HF / EMPEROR — ประโยชน์ใน HF ทั้งที่ EF ต่ำและ EF คงสภาพ
ประเด็นที่ยังถกเถียง
- metformin ยังต้องเป็นตัวแรกเสมอหรือไม่ — ฝั่งที่ค้านชี้ว่าหลักฐาน CV ของ metformin เก่าและมาจากกลุ่มเล็ก ส่วนฝั่งที่สนับสนุนชี้เรื่องราคา ความปลอดภัยระยะยาว และประสบการณ์ใช้จริง · ในบริบทไทย metformin ยังเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่
- เป้า A1c ที่เข้มงวดเกินไปในผู้สูงอายุ — ACCORD พบว่าการคุมเข้มงวดเพิ่มการเสียชีวิต จึงต้องผ่อนเป้าในผู้ที่เปราะบางหรือมีน้ำตาลต่ำบ่อย
- A1c ในประชากรไทย — ความชุกของธาลัสซีเมียและภาวะเลือดจางสูงกว่าประชากรในงานวิจัยตะวันตก ทำให้ค่า A1c คลาดเคลื่อนได้บ่อยกว่าที่แนวทางสากลคาดไว้
อ้างอิง: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2566 (ฉบับปรับปรุง ก.พ. 2567 · บทที่ 6 เบาหวานระยะสงบ) · หลักการและแนวปฏิบัติเพื่อการดูแลโรคเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบ สมาคมโรคเบาหวานฯ ฉบับปรับปรุง ก.ย. 2568 · แนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด (สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/FM ร่วมกับ DMThai 2566) · แนวทางการดำเนินงาน Remission service กองโรคไม่ติดต่อ 2566 · Riddle MC et al. Consensus report: definition and interpretation of remission in type 2 diabetes Diabetes Care 2021;44:2438–44 · ADA Standards of Care in Diabetes—2026 Section 8 Diabetes Care 2026;49(Suppl 1) · UKPDS 34 Lancet 1998 · EMPA-REG NEJM 2015 · LEADER NEJM 2016 · CREDENCE NEJM 2019 · DAPA-CKD NEJM 2020 · ACCORD NEJM 2008
หญิง 55 ปี BMI 30 มาด้วยปัสสาวะบ่อย 2 เดือน · FPG 168 และ 152 mg/dL, A1c 8.4% · มี HT (BP 138/86) และ UACR 120 mg/g
จะเริ่มการรักษาเบาหวานอย่างไร?
วินิจฉัย T2DM (FPG ≥126 สองครั้ง, A1c ≥6.5%) · มี CKD/albuminuria (uACR 120) → เริ่ม Metformin + SGLT2i (ปกป้องไต/หัวใจ) และเนื่องจาก uACR ≥100 พิจารณาเพิ่ม finerenone · คุม BP <130/80 ด้วย ACEI/ARB
ต้องตรวจคัดกรอง/ติดตามอะไรต่อ?
ส่งตรวจจอประสาทตา, foot exam, lipid + ประเมิน CV risk (ให้ statin), ตรวจ eGFR/K หลังเริ่ม ACEI/ARB, ปรับพฤติกรรม + ลดน้ำหนัก 5–7%, นัด A1c 3 เดือน
จบเคส — "เลือกยาตามอวัยวะที่ต้องปกป้อง ไม่ใช่แค่ตัวเลขน้ำตาล"
ตรวจสอบเวอร์ชัน CPG ล่าสุด: 3 พ.ย. 2569 · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ประกอบการตัดสินใจทางคลินิกโดยแพทย์
Chronic Kidney Disease
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
- SGLT2i ในผู้ป่วย CKD ที่ eGFR ≥20 (ทั้งที่เป็น/ไม่เป็นเบาหวาน) — ให้ต่อแม้ eGFR ลดต่ำกว่า 20
- เป้าหมาย SBP <120 (วัดแบบมาตรฐาน) เมื่อทนได้
- Finerenone (nsMRA) ใน T2DM + eGFR >25 + K ปกติ + albuminuria แม้ได้ RASi เต็มขนาด
- eGFR ใช้สูตร CKD-EPI 2021 (ไม่ใช้เชื้อชาติ); ยืนยันด้วย cystatin C ได้
หลักการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 6 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2565KDIGO 2024- วินิจฉัย
- eGFR <60 หรือ UACR ≥30 mg/g นานกว่า 3 เดือน — เจาะครั้งเดียวยังไม่ใช่ CKD
- เป้า BP
- ACR ≥300 → <130/80 · ACR 30–299 → 130–139/70–89 — ยาหลักคือ ACEI หรือ ARB เมื่อมีโปรตีนรั่วSBP <120 (วัดแบบมาตรฐาน) ถ้าทนได้
- SGLT2i
- แนะนำในผู้ป่วยเบาหวานร่วมโรคไตeGFR ≥20 ร่วมอัลบูมินรั่ว ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานหรือไม่
- RASi
- เริ่มเมื่อ UACR ≥30 · Cr ขึ้นไม่เกิน 30% หลังเริ่มให้ยาต่อ
- ปรับยา
- metformin ลดขนาดที่ eGFR 30–45 หยุดเมื่อ <30 · เลี่ยง NSAID ทุกระดับ
- ส่งต่อ
- eGFR <30 · UACR >300 · eGFR ตก >5/ปี · มีเลือดร่วมกับโปรตีนในปัสสาวะ
CKD = ความผิดปกติโครงสร้าง/หน้าที่ไต >3 เดือน โดยมีข้อใดข้อหนึ่ง ไทย 2565 KDIGO 2024:
- Marker of kidney damage: albuminuria (ACR ≥30), hematuria, electrolyte จาก tubular disorder, ภาพรังสี/พยาธิผิดปกติ, เคยปลูกถ่ายไต
- eGFR <60 mL/min/1.73m² (สูตร CKD-EPI 2021 ไม่ใช้เชื้อชาติ)
จัดระยะแบบ CGA (Cause / GFR category / Albuminuria) — ใช้ heat map บอกความเสี่ยง
| GFR category | eGFR | Albuminuria (ACR mg/g) |
|---|---|---|
| G1 ปกติ/สูง | ≥90 | A1 <30 · A2 30–300 · A3 >300 |
| G2 ลดเล็กน้อย | 60–89 | |
| G3a | 45–59 | |
| G3b | 30–44 | |
| G4 | 15–29 | |
| G5 (ไตวาย) | <15 |
หา stage + ความเสี่ยง (heat map)
คำนวณ eGFR (CKD-EPI 2021)
1 สาเหตุที่พบบ่อย
- เบาหวาน (diabetic kidney disease)
- ความดันโลหิตสูง / nephrosclerosis
- Glomerular disease, obstructive uropathy
- ยา/สารพิษต่อไต (NSAIDs, สมุนไพร)
2 ตรวจประเมิน
- Cr + eGFR, UACR, UA (sediment)
- electrolyte, Ca/PO4, PTH, CBC
- อัลตราซาวด์ไต (ขนาด/ถุงน้ำ/อุดกั้น)
- ทบทวนยา + ประวัติ AKI
3 ปัจจัยเร่งการเสื่อม
- Albuminuria สูง, ความดันคุมไม่ได้
- น้ำตาลคุมไม่ได้, AKI ซ้ำ
- สูบบุหรี่, อ้วน, NSAIDs
- อุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
คุมความดัน
- เป้า office ตาม UACR: ACR ≥300 → <130/80 · ACR 30–299 → 130–139/70–89 (ไทย 2565)
- KDIGO: SBP <120 เมื่อทนได้ (วัดมาตรฐาน)
RASi
- ACEI/ARB เมื่อมี albuminuria — ปรับถึงขนาดสูงสุดที่ทนได้
- ห้ามใช้ ACEI + ARB ร่วมกัน
SGLT2i
- eGFR ≥20 (เป็น/ไม่เป็นเบาหวาน)
- ให้ต่อแม้ eGFR ลดต่ำกว่า 20
เสริม
- Finerenone (T2DM + albuminuria)
- คุมน้ำตาล, เลิกบุหรี่, ลดน้ำหนัก
เริ่มรักษาเมื่อ BP ≥140/90 และกำหนดเป้าหมายตาม UACR ไทย 2565:
| UACR (mg/gCr) | เป้าหมาย BP | ยาที่แนะนำ |
|---|---|---|
| ≥300 | <130/80 | ACEIs / ARBs |
| 30–299 | 130–139/70–89 | กลุ่มใดก็ได้ (นิยม A) |
ข้อบ่งชี้ RASi (KDIGO 2024) Extern
- A3 (ACR >300) ไม่เป็นเบาหวาน → เริ่ม RASi
- A2 (30–300) ไม่เป็นเบาหวาน → พิจารณา RASi
- A2–A3 + เบาหวาน → เริ่ม RASi
- ปรับถึงขนาดสูงสุดที่ทนได้ · ให้ต่อแม้ eGFR <30 ยกเว้น K สูงคุมไม่ได้/ความดันต่ำมีอาการ
| ติดตาม SCr/K หลังเริ่ม–ปรับ RASi Resident | Low | Moderate | High |
|---|---|---|---|
| eGFR | ≥60 | 30–59 | <30 |
| eGFR drop (%) | <15 | 15–30 | >30 |
| Serum K (mmol/L) | ≤4.5 | 4.6–5.0 | >5.0 |
| FU SCr หลังเริ่ม/ปรับยา | 4–12 wk | 2–4 wk | 1–2 wk |
eGFR ลด >30% หลังเริ่ม RASi → ประเมิน volume depletion / renal artery stenosis / NSAIDs ก่อนหยุดยา · L/T-type CCB (manidipine, lercanidipine) ช่วยลดโปรตีนรั่ว
เป็นยา ชะลอไตเสื่อม ที่มีหลักฐานชัด (DAPA-CKD, EMPA-KIDNEY) KDIGO 2024
- T2DM + CKD eGFR ≥20 → ให้ (1A)
- CKD ไม่เป็นเบาหวาน eGFR ≥20 + (ACR ≥200 หรือมี HF) → ให้ (1A); eGFR 20–45 + ACR <200 → พิจารณา (2B)
- เริ่มแล้ว ให้ต่อแม้ eGFR ลดต่ำกว่า 20 จนเริ่มฟอกไต/ไม่ทน
1 Finerenone (nsMRA)
- T2DM + eGFR >25 + K ปกติ + albuminuria (ACR >30) แม้ได้ RASi เต็มขนาด
- ต้องติดตาม K สม่ำเสมอ
2 GLP-1 RA
- T2DM + CKD ที่ยังไม่ถึงเป้าน้ำตาลด้วย metformin + SGLT2i
- เลือกตัวที่มี CV benefit
3 Statin (ตามอายุ)
- อายุ ≥50 + eGFR <60 → statin (±ezetimibe)
- อายุ ≥50 + eGFR ≥60 → statin
- อายุ 18–49 → ถ้ามี CVD/DM/stroke/CV risk >10%
ภาวะซีด (anemia)
- ประเมินเมื่อ Hb ต่ำ; เช็ก iron (TSAT/ferritin)
- เติมธาตุเหล็กก่อน แล้วพิจารณา ESA (เป้า Hb ~10–11.5 ไม่เกิน 13)
CKD-MBD
- ติดตาม Ca, PO4, PTH, vit D
- คุมฟอสเฟต (จำกัดอาหาร + phosphate binder), แก้ vit D พร่อง
Metabolic acidosis
- เป้า serum HCO3 ≥22 mmol/L
- ให้ sodium bicarbonate เมื่อ HCO3 ต่ำ
Hyperkalemia
- จำกัด K ในอาหาร, ทบทวนยา
- K binder เพื่อคง RASi/finerenone ไว้ได้
รวมถึงจัดการภาวะน้ำเกิน/บวม ด้วย loop diuretic และจำกัดโซเดียม
- โปรตีน ~0.8 g/kg/วัน ใน G3–G5 (ไม่จำกัดในผู้ขาดสารอาหาร/sarcopenia; ไม่เกิน 1.3)
- โซเดียม <2 กรัม/วัน (<90 mmol/วัน)
- โพแทสเซียม ปรับตามระดับในเลือด (ไม่จำกัดเกินจำเป็น)
- เลี่ยง NSAIDs, สมุนไพร/อาหารเสริมไม่ทราบส่วนผสม, ระวัง contrast media
- Sick-day rule: หยุดยาเสี่ยง (SADMANS: SGLT2i, ACEI/ARB, diuretic, metformin, NSAIDs ฯลฯ) ชั่วคราวเมื่อขาดน้ำ/เจ็บป่วยเฉียบพลัน
- Metformin: eGFR <45 ลดเหลือ 1000 mg/วัน; eGFR <30 หยุด
- Thiazide: ประสิทธิภาพลดเมื่อ eGFR <30 → เปลี่ยน loop diuretic
- ปรับขนาดยาขับทางไต (บาง SU, gabapentin, DOAC, ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ) ตาม eGFR
- ทบทวนยาเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อ eGFR เปลี่ยน
เกณฑ์ส่งต่อ KDIGO 2024:
- eGFR <30 (G4–G5) หรือ eGFR ลดเร็ว
- ACR ≥300 (A3) หรือ albuminuria มากขึ้นเรื่อย ๆ
- ความดันดื้อ (ต้องใช้ยา ≥3 ชนิด), K สูง/ผิดปกติซ้ำ
- สาเหตุ CKD ไม่ชัด/สงสัย glomerular, นิ่ว/hematuria ซ้ำ
- ความเสี่ยงไตวายใน 5 ปี ≥3–5% (KFRE)
ระดับ Extern — อ่านค่าไตและปรับยาให้ถูก
Extern
1. อ่าน eGFR กับ UACR คู่กันเสมอ — ค่าเดียวบอกไม่ครบ
| สิ่งที่เจอ | แปลว่า | ทำอะไรต่อ |
|---|---|---|
| eGFR ปกติ แต่ UACR 30–300 | ไตเสียหายแล้วแม้การกรองยังดี | เริ่ม RASi · คุม BP · อย่ารอให้ eGFR ตกก่อน |
| eGFR ต่ำ แต่ UACR ปกติ | อาจเป็นจากอายุ/มวลกล้ามเนื้อ หรือโรคหลอดเลือด | ยืนยันซ้ำใน 3 เดือน ก่อนติดป้ายว่าเป็น CKD |
| eGFR ตก 10–20% หลังเริ่ม RASi | การเปลี่ยนแปลงของ hemodynamics ที่คาดไว้ | ให้ยาต่อ · เจาะซ้ำใน 2–4 สัปดาห์ |
| eGFR ตก >30% หรือ K >5.5 | ขาดน้ำ · NSAID · renal artery stenosis | หยุดยา หาสาเหตุ แล้วค่อยพิจารณาเริ่มใหม่ |
| eGFR ตกเร็ว >5 mL/min/ปี | มีโรคที่ยังไม่ได้วินิจฉัย | ตรวจ UA, อัลตราซาวด์ไต, ส่งต่อ nephrologist |
กฎที่ต้องจำ: CKD ต้องมีความผิดปกตินานกว่า 3 เดือน · เจาะครั้งเดียวแล้วบอกว่าเป็น CKD คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด
2. ยาที่ต้องปรับขนาดหรือหยุดเมื่อ eGFR ต่ำ
| ยา | จุดที่ต้องระวัง | ทำอย่างไร |
|---|---|---|
| Metformin | eGFR 30–45 | ลดขนาด (ไม่เกิน ~1000 mg) · หยุดเมื่อ <30 และหยุดชั่วคราวก่อนฉีดสารทึบรังสี |
| SGLT2i | เริ่มได้ถึง eGFR ~20 | ให้ต่อได้แม้ eGFR ตกต่อ จนเข้าสู่การบำบัดทดแทนไต |
| NSAID | ทุกระดับ | เลี่ยงถาวร รวมถึงยาชุดและยาแก้ปวดที่ซื้อเอง |
| Spironolactone | eGFR <30 หรือ K สูง | เลี่ยง หรือใช้พร้อมติดตาม K ใกล้ชิด |
| ยาปฏิชีวนะหลายชนิด, gabapentin, allopurinol | ตามค่า CrCl | ปรับขนาดตามตาราง · เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของผลข้างเคียงในผู้ป่วย CKD |
3. ส่งต่อเมื่อไร
eGFR <30 · UACR >300 · eGFR ตกเร็ว · ปัสสาวะมีเม็ดเลือดแดงร่วมกับโปรตีน · K สูงซ้ำ ๆ · ความดันคุมไม่ได้แม้ใช้ยา 4 กลุ่ม · สงสัยโรคไตจากสาเหตุจำเพาะ (นิ่ว ถุงน้ำ อุดกั้น)
ระดับ Resident FM — KDIGO 2024 และหลักฐาน SGLT2i ในโรคไต
Resident
ไทย 2565 กับ KDIGO 2024
| ประเด็น | ไทย 2565 | KDIGO 2024 |
|---|---|---|
| การจัดกลุ่ม | ใช้ G1–G5 ร่วมกับระดับอัลบูมิน | เน้นตารางความเสี่ยงแบบ heat map (GFR × albuminuria) เพื่อกำหนดความถี่การติดตามและการส่งต่อ |
| SGLT2i | แนะนำในผู้ป่วยเบาหวานร่วมโรคไต | แนะนำทั้งที่เป็นและไม่เป็นเบาหวาน เมื่อ eGFR ≥20 ร่วมกับมีอัลบูมินในปัสสาวะ |
| เป้า BP | <130/80 เมื่อมีโปรตีนรั่ว | SBP <120 (วัดแบบมาตรฐาน) ในผู้ที่ทนได้ |
| การประเมิน | Cr-based eGFR | สนับสนุนใช้ cystatin C ยืนยันเมื่อผล Cr ไม่สอดคล้องกับภาพรวม |
หลักฐานที่เปลี่ยนการรักษา CKD ในรอบ 10 ปี
- CREDENCE (2019) — canagliflozin ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโปรตีนรั่ว ลดการเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้ายและ CV events ~30%
- DAPA-CKD (2020) — ได้ผลแม้ในผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน เป็นจุดที่ทำให้ SGLT2i กลายเป็นยาของโรคไต ไม่ใช่ยาเบาหวานอีกต่อไป
- EMPA-KIDNEY (2023) — ขยายผลไปถึงกลุ่ม eGFR ต่ำและโปรตีนรั่วไม่มาก
- FIDELIO-DKD / FIGARO-DKD — finerenone ลดทั้งผลลัพธ์ทางไตและ CV ในเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มอีกชั้นบน RASi + SGLT2i
ประเด็นที่ต้องคิดเองในบริบทไทย
- สมการ eGFR — สมการที่ใช้กันพัฒนาจากประชากรตะวันตก การนำมาใช้กับคนไทยที่มวลกล้ามเนื้อต่างกันอาจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุผอมมากซึ่ง Cr ต่ำทำให้ eGFR ดูดีเกินจริง
- ค่าใช้จ่ายและสิทธิ — SGLT2i และ finerenone มีหลักฐานดี แต่การเข้าถึงต่างกันตามสิทธิ จึงต้องจัดลำดับว่ายาตัวใดให้ประโยชน์ต่อบาทมากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนั้น
- เป้า BP ที่ต่ำมากของ KDIGO — อ้างอิงการวัดแบบมาตรฐานเหมือน SPRINT การนำไปใช้กับการวัดปกติในคลินิกโดยไม่ปรับความเข้าใจ อาจทำให้ผู้ป่วยได้ยามากเกินและเกิดหน้ามืดหรือล้ม
อ้างอิง: คำแนะนำ CKD ไทย พ.ศ.2565 (สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย) · KDIGO 2024 CKD Guideline · CREDENCE NEJM 2019 · DAPA-CKD NEJM 2020 · EMPA-KIDNEY NEJM 2023 · FIDELIO-DKD NEJM 2020
ชาย 62 ปี เบาหวาน 10 ปี · Cr 1.8 (eGFR ~40, G3b) · UACR 450 mg/g · BP 146/88 · K 4.6 · ได้ metformin + enalapril อยู่
จะปรับการรักษาชะลอไตเสื่อมอย่างไร?
CKD G3b/A3 จากเบาหวาน → เพิ่ม SGLT2i (eGFR ≥20), titrate ACEI ให้ถึงขนาดสูงสุดที่ทนได้ (เป้า BP <130/80), พิจารณา finerenone (eGFR >25, K ปกติ, albuminuria แม้ได้ RASi) พร้อมติดตาม K · ปรับ metformin เหลือ 1000 mg/วัน (eGFR <45)
ต้องติดตามและส่งตรวจอะไร?
ตรวจ Cr + K ที่ 2–4 สัปดาห์หลังปรับ RASi/finerenone, ให้ statin, คุมน้ำตาล, จำกัดโซเดียม/โปรตีน 0.8 g/kg, เลี่ยง NSAIDs, ให้ความรู้ sick-day · ประเมินส่งต่อถ้า eGFR ลดเร็ว
จบเคส — "BP + RASi + SGLT2i (+finerenone) คือเสาหลักชะลอไตเสื่อมในเบาหวาน"
ตรวจสอบเวอร์ชัน CPG ล่าสุด: 15 ก.ย. 2569 · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ประกอบการตัดสินใจทางคลินิกโดยแพทย์
Dyslipidemia
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
หลักการดูแลภาวะไขมันผิดปกติ 6 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง RCPT 2567ESC 2019- เป้า LDL
- เลือกความแรงของ statin ตามความเสี่ยง (Thai CV risk)Very high <55 · High <70 · Moderate <100 และลด ≥50%
- statin แรง
- atorvastatin 40–80 หรือ rosuvastatin 20–40 mg (คนเอเชียเริ่ม rosuvastatin 5–10)
- ไม่ถึงเป้า
- เพิ่ม ezetimibe 10 mg ก่อนยาอื่น
- TG ≥500
- fenofibrate + งดสุราและน้ำตาล เพื่อกันตับอ่อนอักเสบ
- LDL ≥190
- สงสัย FH → high-intensity statin และคัดกรองญาติสายตรง
- ติดตาม
- lipid ซ้ำที่ 4–12 สัปดาห์ · ไม่ต้องเจาะ CK ถ้าไม่มีอาการ
ก่อนวินิจฉัย primary dyslipidemia ควร คัดกรองสาเหตุทุติยภูมิ ที่แก้ไขได้:
| เพิ่ม LDL-C | เพิ่ม TG | |
|---|---|---|
| อาหาร | ไขมันอิ่มตัว/ทรานส์, น้ำหนักขึ้น | คาร์บขัดสี, แอลกอฮอล์, low-fat มาก |
| ยา | diuretic, cyclosporin, steroid, amiodarone | estrogen, steroid, retinoic acid, thiazide, tamoxifen |
| โรค | biliary obstruction, nephrotic | nephrotic, CKD, lipodystrophy |
| เมตาบอลิก | hypothyroid, อ้วน, ตั้งครรภ์ | DM คุมไม่ได้, hypothyroid, อ้วน, ตั้งครรภ์ |
คำนวณ LDL (Friedewald)
ความเสี่ยงสูงมาก
- มี ASCVD แล้ว (CAD, stroke, PAD)
- FH ที่มี ASCVD
ความเสี่ยงสูง
- เบาหวาน + TOD/หลายปัจจัยเสี่ยง
- CKD, FH (LDL ≥190)
- Thai CV risk สูง
ปานกลาง/ต่ำ
- เบาหวานทั่วไป
- Thai CV risk ≥10% (≥35 ปี)
- ความเสี่ยงต่ำ → เน้นพฤติกรรม
ตั้งเป้าตามกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นทั้ง ค่าเป้าหมาย และ % การลด LDL RCPT
| กลุ่ม | เป้า LDL (RCPT) | สากล (ESC/ACC-AHA) | statin |
|---|---|---|---|
| มี ASCVD (2° prevention) | <70 (ลด ≥50%) | <55 | High |
| FH | <100 (ลด ≥50%) | <70 | High |
| DM อายุ ≥40 ปี | <100 | <70 | Mod–High |
| LDL ≥190 | <100–130 (ลด ≥50%) | <70 | High |
| Thai CV risk ≥10% (≥35 ปี) | <130 (ลด ≥50%) | <100 | Low–Mod |
| CKD ≥50 ปี, eGFR <60 | <100 (ลด ≥30%) | <70 | Low–Mod |
หาเป้า LDL ตามความเสี่ยง
เลือก statin ก่อน non-statin เสมอ · ปรับ intensity ให้ถึงเป้า
| ความแรง (mg) | Low | Moderate | High |
|---|---|---|---|
| ลด LDL-C | ~30% | 40–50% | ≥50% |
| Simvastatin | 10 | 20–40 | — |
| Atorvastatin | — | 10–20 | 40–80 |
| Rosuvastatin | — | 5–10 | 20–40 |
| Pitavastatin | 1 | 2–4 | — |
| Pravastatin | 10–20 | 40–80 | — |
- ห้ามใช้ในตั้งครรภ์
- ไม่ใช้ simvastatin 40 mg คู่ amlodipine (โดยเฉพาะ ≥10 mg/วัน)
- ปรับขนาดตาม eGFR (โดยเฉพาะ simvastatin/rosuvastatin)
- ติดตามอาการปวดกล้ามเนื้อ, พิจารณา CK/LFT เมื่อมีอาการ
ลำดับการจัดการ
- ตรวจสอบ adherence + เข้มงวดพฤติกรรม + คุมปัจจัยเสี่ยงอื่น
- เพิ่มเป็น high-intensity statin / ประเมิน statin intolerance
- ยังไม่ถึงเป้า → เพิ่ม non-statin: Ezetimibe (อันดับแรก) → BAS → PCSK9i
1 Ezetimibe
- ยับยั้งการดูดซึม cholesterol (NPC1L1)
- 10 mg OD (ก่อน/หลังอาหารก็ได้)
- เดี่ยว ลด LDL ~18%; คู่ statin ~25%
- คู่ moderate statin มี CV benefit
2 PCSK9 inhibitor Extern
- Antibody ต่อ PCSK9 → เพิ่ม LDL receptor
- Alirocumab 75→150 mg SQ q2wk
- ลด LDL 43–47% (เพิ่มจาก statin สูงสุด)
- ใช้เมื่อเสี่ยงสูงมากและไม่ถึงเป้า
- TG ≥500 mg/dL: หาสาเหตุทุติยภูมิ + ให้ fibrate เพื่อป้องกันตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis)
- TG 150–499: เน้นพฤติกรรม (ลดน้ำหนัก/แอลกอฮอล์/คาร์บ), คุมเบาหวาน, ให้ statin ตามความเสี่ยง ASCVD ก่อน
- พิจารณา non-HDL-C เป็นเป้ารองเมื่อ TG สูง (non-HDL = TC − HDL; เป้า = LDL goal + 30)
- Icosapent ethyl (high-dose EPA) มีหลักฐานลด CV event ในผู้เสี่ยงสูงที่ TG ยังสูงแม้ได้ statin Resident
ระดับ Extern — อ่านผลไขมันและจัดการหน้างาน
Extern
1. เตรียมผู้ป่วยและอ่านผลให้ถูก
- ไม่จำเป็นต้องอดอาหารสำหรับการคัดกรองทั่วไป · ให้อดอาหารเมื่อ TG สูงมากหรือจะตัดสินใจเรื่อง TG โดยเฉพาะ
- LDL ที่ห้องแล็บส่วนใหญ่มาจากการคำนวณ (Friedewald) ซึ่งใช้ไม่ได้เมื่อ TG >400 — ต้องใช้ non-HDL หรือวัด LDL โดยตรง
- non-HDL = TC − HDL เป็นตัวเลขที่ใช้ได้เสมอแม้ TG สูง และเป้าหมายคือ LDL เป้า + 30
- ก่อนตีว่าเป็นไขมันสูงปฐมภูมิ ให้ตัดสาเหตุทุติยภูมิ: ไทรอยด์ต่ำ เบาหวานคุมไม่ได้ โรคไต ตับ สุรา ยาสเตียรอยด์
2. เจอค่านี้ ทำอะไรต่อ
| สิ่งที่เจอ | คิดถึง | ทำอะไร |
|---|---|---|
| TG ≥500 | เสี่ยงตับอ่อนอักเสบ | จัดการ TG ก่อน LDL · fibrate + งดสุรา/น้ำตาล |
| LDL ≥190 | Familial hypercholesterolemia | เริ่ม high-intensity statin · คัดกรองญาติสายตรง |
| ปวดกล้ามเนื้อหลังเริ่ม statin | SAMS | เจาะ CK · หยุดชั่วคราว · เปลี่ยนตัวหรือลดขนาด · ตรวจไทรอยด์และยาที่ตีกัน |
| ALT ขึ้น <3 เท่า | พบได้และมักไม่มีอาการ | ให้ยาต่อ ติดตามซ้ำ · หยุดเมื่อเกิน 3 เท่า |
| LDL ไม่ลดเลยหลัง 6–8 สัปดาห์ | ไม่ได้กินยา หรือมีสาเหตุทุติยภูมิ | ถาม adherence ตรง ๆ ก่อนเพิ่มขนาดหรือเพิ่มยา |
3. ติดตามอย่างไร
เจาะ lipid ซ้ำที่ 4–12 สัปดาห์ หลังเริ่มหรือปรับยา แล้วทุก 3–12 เดือนเมื่อคงที่ · ไม่ต้องเจาะ CK เป็นประจำถ้าไม่มีอาการ · ย้ำกับผู้ป่วยว่า statin เป็นยาที่กินต่อเนื่อง ไม่ใช่กินเป็นคอร์ส
ระดับ Resident FM — ไล่เป้าหรือไล่ความแรง และหลักฐานเบื้องหลัง
Resident
เทียบเป้าหมายและวิธีคิดของแต่ละแนวทาง
| แนวทาง | วิธีคิด | เป้าหมาย |
|---|---|---|
| RCPT / ไทย | ประเมินความเสี่ยงด้วย Thai CV risk แล้วเลือกความแรงของ statin | อิงระดับความเสี่ยง · เน้นการเข้าถึงยาในบัญชียาหลัก |
| ESC/EAS 2019 | ตั้งเป้า LDL เป็นตัวเลข และลดลงจากค่าเดิม ≥50% | Very high <55 · High <70 · Moderate <100 |
| ACC/AHA | เน้นความแรงของ statinตามกลุ่มเสี่ยง มากกว่าการไล่ตามตัวเลขเป้า | ลด LDL ≥50% ในกลุ่มเสี่ยงสูง |
ความต่างนี้อธิบายได้ว่าทำไมบางตำราสั่ง "atorvastatin 40 mg แล้วไม่ต้องไล่เป้า" ขณะที่อีกตำราสั่งให้เพิ่ม ezetimibe จนกว่า LDL จะ <55 ทั้งสองแนวทางอิงหลักฐานชุดเดียวกัน แต่เลือกวิธีแปลงเป็นคำสั่งทางคลินิกต่างกัน
หลักฐานที่ต้องอ้างได้
- 4S (1994) และ WOSCOPS (1995) — statin ลดการเสียชีวิตทั้งใน secondary และ primary prevention
- CTT meta-analysis — ทุก ๆ การลด LDL 1 mmol/L (~39 mg/dL) ลดเหตุการณ์ CV ประมาณ 22% ต่อปีของการรักษา — ตัวเลขนี้ใช้ประมาณประโยชน์รายบุคคลได้
- IMPROVE-IT (2015) — ezetimibe เพิ่มบน statin ลดเหตุการณ์ได้จริง สนับสนุนแนวคิด "lower is better" และยาที่ไม่ใช่ statin ก็มีที่ทาง
- REDUCE-IT (2019) — icosapent ethyl ลดเหตุการณ์ CV ในผู้ที่ TG ยังสูงแม้ได้ statin · มีข้อถกเถียงเรื่อง mineral oil ที่ใช้เป็นยาหลอก
ประเด็นที่ต้องตอบให้ได้
- Statin กับเบาหวานรายใหม่ — เพิ่มความเสี่ยงราว 9–12% แต่ประโยชน์ด้าน CV มากกว่าชัดเจน · ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดยา แต่ควรบอกผู้ป่วยตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้เสียความเชื่อมั่นภายหลัง
- Nocebo effect — การศึกษาแบบ n-of-1 (เช่น SAMSON) พบว่าอาการปวดกล้ามเนื้อจำนวนมากเกิดขึ้นแม้ได้ยาหลอก การรีบตัดสินว่าแพ้ statin ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสป้องกันไปตลอดชีวิต
- ผู้สูงอายุ >75 ปีใน primary prevention — หลักฐานอ่อนกว่า ต้องคุยเรื่องเป้าหมายการดูแลและอายุขัยที่คาดหวัง
อ้างอิง: แนวทาง RCPT · 2019 ESC/EAS Dyslipidaemias · ACC/AHA Blood Cholesterol Guideline · 4S Lancet 1994 · WOSCOPS NEJM 1995 · CTT Lancet 2010 · IMPROVE-IT NEJM 2015 · REDUCE-IT NEJM 2019
ชาย 58 ปี เบาหวาน + HT · LDL 155, HDL 40, TG 180 · ยังไม่มี ASCVD · Thai CV risk 16% · ยังไม่ได้ statin
จะเริ่มการรักษาไขมันอย่างไร?
DM + CV risk สูง → เริ่ม moderate-to-high intensity statin (เช่น atorvastatin 20–40) เป้า LDL <100 (สากลมุ่ง <70) และลด LDL ≥50% · เน้นพฤติกรรม + คุมเบาหวาน/ความดัน
ถ้าติดตามแล้ว LDL 92 ยังไม่ถึงเป้า <70 ทำอย่างไร?
ตรวจ adherence + เข้มพฤติกรรม → ปรับเป็น high-intensity statin → ยังไม่ถึงเป้า เพิ่ม ezetimibe 10 mg (คู่ statin ลด LDL เพิ่ม ~25% และมี CV benefit)
จบเคส — "statin เป็นฐาน ปรับ intensity ให้ถึงเป้า ก่อนเพิ่ม ezetimibe"
ตรวจสอบเวอร์ชัน CPG ล่าสุด: 15 ก.ย. 2569 · ตัวเลขเป้า RCPT 2567 ควรยืนยันกับ PDF ทางการ · เนื้อหาเพื่อการศึกษา
Prediabetes
หลักการดูแล prediabetes 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2566ADA 2026- เกณฑ์
- FPG 100–125 · HbA1c 5.7–6.4% · OGTT 2 ชม. 140–199
- เป้าพฤติกรรม
- ลดน้ำหนัก 5–7% · ออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์ (DPP ลดการเกิดเบาหวาน 58%)
- metformin เมื่อ
- อายุ 30–60 ปี eGFR ≥45 ร่วมกับ BMI ≥27 · FPG ≥110 หรือ A1c ≥6.0% · เคยเป็น GDM — ได้ประโยชน์ชัดสุดเมื่อ BMI ≥35
- ติดตาม
- ตรวจน้ำตาลซ้ำทุก 1 ปี · ประเมินความดัน ไขมัน บุหรี่ ร่วมด้วยเสมอ
Prediabetes = ภาวะน้ำตาลสูงกว่าปกติแต่ไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน — เสี่ยงสูงต่อการเป็นเบาหวานและ CVD ไทย 2566
| ชนิด | เกณฑ์ |
|---|---|
| IFG (impaired fasting glucose) | FPG 100–125 mg/dL |
| IGT (impaired glucose tolerance) | 75g OGTT 2 ชม. 140–199 |
| A1c-defined | A1c 5.7–6.4% |
วิธีตรวจน้ำตาลและจุดตัดที่ต้องแม่น Extern
| การตรวจ | Prediabetes | เบาหวาน |
|---|---|---|
| FPG (งด ≥8 ชม.) | 100–125 | ≥126 * |
| 75g OGTT 2 ชม. | 140–199 | ≥200 * |
| HbA1c | 5.7–6.4% | ≥6.5% * |
| Random PG (RPG) | — | ≥200 + อาการ |
* ต้องยืนยัน ≥2 ครั้ง (ยกเว้น RPG ≥200 ที่มีอาการชัด) · การวินิจฉัยด้วย A1c ยังไม่แนะนำในไทย (ใช้ FPG/OGTT เป็นหลัก) · A1c สะท้อนน้ำตาลเฉลี่ย 3–4 เดือน · glycated albumin/fructosamine สะท้อนช่วงสั้น (2–3 สัปดาห์)
- IFG: ADA 100–125 · WHO 110–125 (WHO ตัดสูงกว่า → sensitivity ต่ำกว่าแต่ specificity สูงกว่า)
- IGT: OGTT 2 ชม. 140–199 (ADA/WHO ตรงกัน — เป็น phenotype ที่ทำนาย CVD ได้ดีสุด)
- A1c-defined: ADA 5.7–6.4% · NICE-UK 6.0–6.4% (NICE เข้มกว่า)
1 ใครควรคัดกรอง
- BMI ≥23 (Asia-Pacific) + ปัจจัยเสี่ยง ≥1
- ประวัติครอบครัวเบาหวาน, HT, DLP
- ประวัติ GDM, PCOS, ประวัติ CVD
- อายุ ≥35 ปี
2 ความเสี่ยงต่อเบาหวาน
- IFG ~6–9%/ปี · IGT ~4–6%/ปี
- IFG+IGT ~15–19%/ปี
- 9 ใน 10 เป็นเบาหวานภายใน 20 ปี
- เพิ่มเสี่ยง CVD ด้วย
| Phenotype | เสี่ยงเป็นเบาหวาน/ปี | เสี่ยง CVD (rel.) |
|---|---|---|
| i-IFG | 6–9% | ↑13–26% |
| i-IGT | 4–6% | ↑30% |
| A1c-defined | 3.3–14% | ↑21–25% |
| IFG + IGT | 15–19% | สูงสุด |
| A1c + IFG/IGT | 20.7–54.1% | สูงสุด |
เมื่อไรพิจารณา metformin
- ล้มเหลวจากการปรับพฤติกรรม (FPG ≥110)
- อายุ 30–60 ปี, eGFR ≥45 ร่วมกับข้อใดข้อหนึ่ง: BMI ≥27, FPG ≥110 หรือ A1c ≥6.0%, ประวัติ GDM
- ขนาด metformin 500–2000 mg/วัน
| Trial | ประเทศ | ระยะ | ลดการเกิด DM (RRR) |
|---|---|---|---|
| DPP (NEJM 2002) | USA | 2.8 ปี | 58% (NNT 21) |
| DPS (NEJM 2001) | Finland | 4 ปี (ติดตามต่อ 7 ปี) | 58% (ระหว่างการศึกษา) · 43% (ติดตาม 7 ปี) |
| Da Qing (Lancet 2008) | China | 6 ปี | 51% |
ระดับ Extern — คัดกรองและจัดการก่อนเป็นเบาหวาน
Extern
1. เทียบเกณฑ์ของแต่ละแนวทาง — คนเดียวกันอาจ "เป็น" หรือ "ไม่เป็น" ขึ้นกับใครนิยาม
| การตรวจ | ADA | WHO | ผลต่อการปฏิบัติ |
|---|---|---|---|
| FPG (IFG) | 100–125 | 110–125 | คนที่ FPG 100–109 จะถูกนับเฉพาะเกณฑ์ ADA |
| OGTT 2 ชม. (IGT) | 140–199 | 140–199 | ตรงกัน · IGT ทำนายเบาหวานและ CVD ได้ดีกว่า IFG |
| HbA1c | 5.7–6.4% | ไม่ใช้เป็นเกณฑ์หลัก | สะดวกแต่คลาดเคลื่อนในภาวะเลือดจาง |
ใช้ยังไง: อย่าเถียงเรื่องชื่อเรียก ให้โฟกัสว่าคนกลุ่มนี้เสี่ยงจะเป็นเบาหวานราว 5–10% ต่อปี และเสี่ยง CVD สูงขึ้นแล้วตั้งแต่ตอนนี้ การจัดการจึงเหมือนกันไม่ว่าจะใช้เกณฑ์ไหน
2. สั่งอะไรและนัดเมื่อไร
- ประเมินความเสี่ยง CV เต็มรูปแบบ: ความดัน ไขมัน รอบเอว บุหรี่ — ไม่ใช่ดูแค่น้ำตาล
- ตรวจน้ำตาลซ้ำทุก 1 ปี (ถ้าเสี่ยงสูงหรือค่าใกล้เกณฑ์เบาหวานให้ถี่ขึ้นเป็น 6 เดือน)
- ตั้งเป้าที่จับต้องได้: ลดน้ำหนัก 5–7% และออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์ — นี่คือตัวเลขจากงานวิจัยจริง ไม่ใช่คำแนะนำลอย ๆ
- พิจารณา metformin เมื่อ: BMI ≥35 · อายุ <60 ปี · เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ · หรือ A1c ยังไต่ขึ้นแม้ปรับพฤติกรรมแล้ว
3. กับดัก
- บอกผู้ป่วยว่า "ยังไม่เป็นอะไร" แล้วไม่นัดติดตาม — ครึ่งหนึ่งจะกลายเป็นเบาหวานในไม่กี่ปี
- ให้ metformin แทนการปรับพฤติกรรม ทั้งที่หลักฐานบอกว่าการปรับพฤติกรรมได้ผลดีกว่า
ระดับ Resident FM — หลักฐานการป้องกันและข้อถกเถียงเรื่องนิยาม
Resident
หลักฐานหลักและตัวเลขที่ควรจำ
| การศึกษา | สิ่งที่ทำ | ลดการเกิดเบาหวาน |
|---|---|---|
| DPP (2002) | ปรับพฤติกรรมเข้มข้น | 58% |
| DPP (2002) | metformin 850 mg bid | 31% |
| Da Qing (จีน) | ปรับพฤติกรรม 6 ปี ติดตาม 30 ปี | ชะลอการเกิดเบาหวานและลดการเสียชีวิต CV ในระยะยาว |
| Finnish DPS | ปรับพฤติกรรม | 58% (ระหว่างการศึกษา) · 43% (ติดตาม 7 ปี) |
จุดที่ต้องอ่านให้ลึก: DPP พบว่าการปรับพฤติกรรมได้ผลเกือบสองเท่าของ metformin และประโยชน์ของ metformin เด่นในกลุ่มอายุน้อย BMI สูง และผู้ที่เคยเป็น GDM ซึ่งเป็นที่มาของเกณฑ์การให้ยาที่ใช้กันอยู่ ส่วน Da Qing เป็นหลักฐานระยะยาวที่สุดที่แสดงว่าการลงทุนกับพฤติกรรมช่วงสั้น ๆ ให้ผลยาวหลายสิบปี
ข้อถกเถียงที่ควรตอบได้
- เกณฑ์ ADA ที่กว้างกว่า WHO ทำให้คนจำนวนมากถูกจัดเป็น prediabetes ทั้งที่จำนวนไม่น้อยจะกลับสู่ปกติเอง มีผู้วิจารณ์ว่าเป็นการขยายนิยามโรคเกินจำเป็น ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นโอกาสคัดกรองความเสี่ยง CV
- IGT กับ IFG ไม่เท่ากัน — IGT สัมพันธ์กับความเสี่ยง CV ชัดกว่า แต่ในทางปฏิบัติแทบไม่มีใครทำ OGTT เพราะใช้เวลานาน จึงเกิดช่องว่างระหว่างหลักฐานกับการปฏิบัติจริง
- บริบทไทย — ทรัพยากรสำหรับโปรแกรมปรับพฤติกรรมเข้มข้นแบบ DPP มีจำกัด การใช้กลุ่ม อสม.และคลินิก NCD จึงเป็นการปรับให้เข้ากับระบบมากกว่าการลอกโปรแกรมมาทั้งชุด
อ้างอิง: DPP NEJM 2002 · DPPOS ระยะยาว · Da Qing 30-year follow-up Lancet Diabetes Endocrinol 2019 · Finnish DPS NEJM 2001 · ADA Standards of Care · WHO diagnostic criteria
Insulin Therapy
หลักการเริ่มอินซูลิน 6 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2566ADA 2026- เริ่ม basal
- 10 หน่วย หรือ 0.1–0.2 หน่วย/กก./วัน ก่อนนอน
- ปรับขนาด
- เพิ่ม 2–4 หน่วย ทุก 3 วัน จน FPG 80–130 mg/dL
- ชนิด basal
- NPH ตามบัญชียาหลักbasal analog — น้ำตาลต่ำกลางคืนน้อยกว่า
- เมื่อ basal ไม่พอ
- basal >0.5 หน่วย/กก. แต่ HbA1c ยังสูง → เพิ่ม prandial 4 หน่วย ที่มื้อหลักพิจารณา GLP-1 RA ก่อนเพิ่ม prandial insulin
- FPG สูง
- ตี 3 ต่ำ = Somogyi → ลด basal · ตี 3 ปกติ = dawn → เพิ่ม basal
- น้ำตาลต่ำ
- กฎ 15/15: น้ำตาล 15 ก. รอ 15 นาที แล้ววัดซ้ำ · ห้ามหยุด basal ในวันป่วย
- วินิจฉัยแรกที่ A1c >9–10% หรือ FPG >300 + มีอาการ → เริ่มได้เลย
- ยากินหลายชนิดเต็มขนาดแล้วยังคุมไม่ได้ (เช่น triple therapy)
- ภาวะเฉียบพลัน (DKA/HHS, เจ็บป่วยรุนแรง, ผ่าตัด), ตั้งครรภ์, สงสัย T1DM/LADA
เป้าหมายทั่วไป: A1c <7%, FPG <130 · ผ่อนผัน (A1c <8%) เมื่อเคยน้ำตาลต่ำ/อายุมาก/โรคร่วมเยอะ/คุมยาก
เป้าหมายของอินซูลิน: คุมน้ำตาลให้ดีโดย ไม่เกิด hypoglycemia/น้ำหนักขึ้นมาก และกระทบวิถีชีวิตน้อยที่สุด
| กลุ่ม | ตัวอย่าง | Onset / Peak / Duration |
|---|---|---|
| Rapid (analog) | Aspart, Lispro, Glulisine | 5–15 min / 0.5–2 h / 3–5 h |
| Short (human) | Regular (RI) | 30–60 min / 2–4 h / 4–8 h |
| Intermediate | NPH | — / 4–8 h / 10–16 h |
| Long (analog) | Glargine, Detemir, Degludec | peakless / 20–24 h |
| Premixed | 70/30 (NPH/RI), BiAsp 70/30 | basal 70% + prandial 30% |
Analog: คุม PPG ดีกว่า, hypoglycemia (โดยเฉพาะกลางคืน) น้อยกว่า, variability น้อยกว่า human
อ่านเพิ่ม: จังหวะฉีด · การเก็บรักษา · resuspension
Extern
ฉีดสัมพันธ์มื้ออาหารอย่างไร
- Rapid analog (aspart/lispro): 0–15 นาทีก่อนอาหาร (ให้ทันทีก่อนกิน/หลังกินได้ในเด็ก/กินไม่แน่นอน)
- Regular (RI): ฉีดก่อนอาหาร 30 นาที (จุดพลาดบ่อย — ฉีดแล้วรีบกินทำให้ mismatch)
- NPH bedtime: ~21:00–23:00 · กินมื้อเย็น/ของว่างพอเพื่อคุม peak 4–8 ชม.กลางคืน
- Long analog: เวลาเดิมทุกวัน (glargine เวลาไหนก็ได้ที่สม่ำเสมอ)
การเก็บรักษา
- ยังไม่เปิด: แช่ตู้เย็น 2–8°C ถึงวันหมดอายุ · ห้ามแช่แข็ง (ถ้าแข็งให้ทิ้ง)
- เปิดใช้แล้ว: อยู่อุณหภูมิห้อง (≤25–30°C) ใช้ภายใน ~1 เดือน (28 วัน) แล้วทิ้ง
- อากาศร้อน (ไทย): อย่าทิ้งในรถ/แดด · ฉีดยาเย็นเจ็บ+ดูดซึมไม่แน่นอน → รอให้อุ่นก่อน
Resuspension (ยาขุ่น = suspension)
NPH และ premixed ทุกชนิดต้องคลึงฝ่ามือ 15–20 ครั้ง + พลิกกลับ ~10 ครั้งจนเป็นน้ำนมเนียนก่อนฉีดทุกครั้ง (คลึงไม่พอ = สาเหตุใหญ่ของ NPH variability) · ยาใส (RI, glargine, detemir, rapid) ไม่ต้องเขย่า ถ้าขุ่น/มีตะกอนให้ทิ้ง · ดูภาพทีละขั้นที่หัวข้อ VII
เข็ม & ปากกา
เข็มปากกา 4 mm ฉีด 90° ได้ทุกคน (ไม่ต้องหยิบผิว) · syringe 12.7 mm ต้องหยิบผิว + ฉีด 45°กัน IM · เปลี่ยนเข็มใหม่ทุกครั้ง · prime 2U ให้เห็นหยด · กดค้าง 6–10 วินาทีก่อนถอนเข็ม (เอกสารกำกับยากำหนดอย่างน้อย 6 วินาที)
เลือก regimen ตาม A1c + eating pattern + ความสามารถปรับยา · A1c <8.5% เริ่ม basal ได้; ≥8.5% ควร premixed/basal+prandial
1 NPH bedtime (basal)
- เริ่ม TDD 0.1–0.2 U/kg (A1c<8), 0.2–0.3 (A1c>8) · range 4–10 U
- Fix fasting first, เป้า FBS <130
- คงยา MFM/SU · off TZD
2 Premixed big meal
- ฉีดก่อนมื้อใหญ่/เย็น (A1c >8.5% ดีกว่า basal)
- 70% NPH (basal) + 30% RI (prandial)
3 Premixed split BID
- เมื่อเกิน 30 U → แบ่งเช้า/เย็น (2/3–1/3 หรือ ½–½)
- ต้อง หยุด SU เมื่อฉีด ≥2 ครั้ง
4 Basal-bolus
- ยืดหยุ่นสุด · TDD 0.4–0.6 U/kg (50% basal + 50% prandial)
- เหมาะ T1DM, brittle, คุมยาก · off SU/TZD
อ่านเพิ่ม: ผสม NPH+RI & แปลง regimen
Extern
ผสม NPH + RI ในเข็มเดียว — "ใสก่อนขุ่น"
- คลึง NPH 15–20 ครั้ง
- ดันลมเท่าขนาด NPH เข้าขวด NPH (ยังไม่ดูดยา) ถอนเข็ม
- ดันลมเท่าขนาด RI เข้าขวด RI
- ดูด RI (ใส) ก่อน → แล้วดูด NPH (ขุ่น) → ฉีดทันที
ห้ามดูดขุ่นก่อนใส (ปนเปื้อน protamine) · glargine/detemir ห้ามผสมกับตัวอื่น · ดูภาพทีละขั้นที่หัวข้อ VII แท็บ "NPH + RI"
การแปลง regimen (ตัวเลขที่ใช้จริง)
- Basal → basal-plus: เพิ่ม prandial 4U มื้อใหญ่ + ลด basal เท่าที่เพิ่ม (คุม TDD คงที่)
- NPH → long analog: ลดขนาดรวม ~20% (analog peakless ดูดซึมดีกว่า) เช่น NPH 20U → glargine ~16U
- NPH 30U hs → premixed 70/30 30U ก่อนเย็น (dose-for-dose)
- Premixed OD → BID: เมื่อ >30U แบ่ง 2/3 เช้า + 1/3 เย็น (human) หรือ ½:½ (biphasic aspart) · titrate ไขว้: pre-dinner สูง → เพิ่มขนาดเช้า, pre-breakfast สูง → เพิ่มขนาดเย็น · หยุด SU เมื่อฉีด ≥2 ครั้ง
- Metformin 1000–2000 mg ลดความต้องการ insulin ~30%
| ขั้นตอน | ไทย | ADA |
|---|---|---|
| Titrate ทุก | 3–7 วัน | 1–2 ครั้ง/สัปดาห์ |
| เพิ่ม (fixed) | 2–4 U | 2–4 U (10–15%) |
| เพิ่ม (adjustable) | FBG>180: +4U · 140–180: +2U · 110–140: +1U | — |
| BG <70 → ลด | 4U หรือ 10–20% | 10–20% |
| BG <40 → ลด | 20–40% | — |
ปรับตาม pre-breakfast SMBG · จำหลัก "Fix Fasting First" แล้วค่อยดู PPG/A1c · ความสำเร็จอยู่ที่การ titrate ไม่ใช่ขนาดเริ่ม
อ่านเพิ่ม: Dawn vs Somogyi · lipohypertrophy · SMBG timing
Extern
น้ำตาลเช้าสูง — Dawn vs Somogyi (เจาะ 02:00–03:00 แยก)
- Dawn: ตี 3 ปกติ/สูง แล้วเช้าสูง (จาก counter-regulatory hormone) → เพิ่ม/เลื่อน basalให้ครอบคลุมเช้ามืด
- Somogyi: ตี 3 ต่ำ แล้วเช้าสูง (rebound หลัง hypo) → ลด basal เย็น + เพิ่มคาร์บก่อนนอน
Lipohypertrophy
ก้อนไต ๆ ใต้ผิวจากฉีดซ้ำที่เดิม + ใช้เข็มซ้ำ → ดูดซึมไม่แน่นอน (เป็นเหตุซ่อนของทั้งน้ำตาลสูงและ hypo) · คลำทุกครั้งที่นัด · ถ้าเจอให้ย้ายไปเนื้อดี → มักลดขนาด 10–20% · ป้องกันด้วยหมุนตำแหน่ง ≥1 cm + เข็มใหม่ทุกครั้ง
SMBG timing — เจาะดูอะไร
- ปรับ basal → เจาะ pre-breakfast (FBS)
- ดู prandial → pre + หลังอาหาร 90–120 นาที (หลัง−ก่อน >100 = insulin mismatch)
- สงสัย nocturnal hypo/Somogyi → เจาะ 02:00–03:00
- TDD = 0.4–0.6 × BW (kg) — 0.3–0.4 ผอม/สูงอายุ/HD · 0.5 ปกติ · 0.6 อ้วน/IR
- ISF (mg/dL ที่ลดต่อ 1U): RI/NPH = 1500/TDD · analog = 1800/TDD
- ICR (g carb ต่อ 1U): RI/NPH = 500/TDD · analog = 450/TDD
คำนวณ TDD / ISF / ICR
1 Sick day
- ห้ามหยุด basal insulin แม้กินไม่ได้ (ป่วย → hormone เครียดขึ้น เสี่ยง DKA)
- เจาะ BG ทุก 2–4 ชม. · เช็ก ketone ถ้า BG >250 หรืออาเจียน
- correction ~10–20% ของ TDD ทุก 2–4 ชม.ถ้าสูง+ketone · จิบน้ำ/น้ำหวานแทนถ้ากินไม่ได้
- หยุด metformin + SGLT2i ชั่วคราวเมื่อป่วยขาดน้ำ · ไป รพ.ถ้าอาเจียนไม่หยุด/ketone มาก/ซึม
2 ผ่าตัด / NPO
- งดมื้อไหน งด prandial มื้อนั้น · ให้ basal 50–80% เช้าวันผ่าตัด (ห้ามงด basal ทั้งหมด)
- NPH เช้า ให้ ~½ ขณะ NPO
- เจาะ q2–4 ชม. เป้า peri-op ~140–180 · IV dextrose ถ้า BG <100 ขณะ NPO
3 ถือศีลอด (Ramadan)
- ประเมินความเสี่ยงก่อน (basal-bolus/hypo unawareness = เสี่ยงสูง)
- Basal OD: ลด 15–30% ให้ตอน Iftar (ละศีลอด)
- Premixed: Iftar ขนาดปกติ · Suhoor (ก่อนรุ่ง) ให้ครึ่งเดียว
- ละศีลอดทันทีถ้า BG <70 หรือ >300 · SMBG ไม่ทำให้เสียศีลอด
4 บริบทไทย/NHSO
- NPH/RI/premixed 70/30 = ยาหลักในสิทธิบัตรทอง ทุกระดับ รพ.
- Analog ถูกจำกัด — มักต้องมีข้อบ่งชี้ (hypo กลางคืนซ้ำ/unawareness) + อนุมัติจากผู้เชี่ยวชาญ
- รพ.เล็กมักไม่มี glargine → algorithm ไทยจึง "เริ่ม NPH เปลี่ยน analog ต่อเมื่อมี hypo"
- สอนทั้ง syringe (12.7 mm) และปากกา (4 mm) · ระวังคาร์บเร็ว: ข้าวต้ม/โจ๊ก/ข้าวเหนียว
ทั้งสามตัวเป็นยาขุ่น (suspension) ต้องผสมให้ขาวขุ่นสม่ำเสมอก่อนฉีดทุกครั้ง — ผสมไม่พอเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ขนาดยาที่ได้แต่ละครั้งไม่เท่ากัน · ใช้ภาพนี้สอนผู้ป่วยและให้ผู้ป่วยทำให้ดูทีละขั้น
เมื่อไรฉีด: ตามเวลาที่แพทย์สั่ง (มักก่อนนอน) · เริ่มออกฤทธิ์ราว 1½ ชม. · ขวดที่เปิดใช้: ไม่แช่ตู้เย็น/ไม่แช่แข็ง เก็บต่ำกว่า 25°C ใช้ได้ 6 สัปดาห์
- ตรวจขวดและเตรียมของ ล้างมือ · ตรวจชื่อยา (NPH เป็นยาขุ่น) วันหมดอายุ และวันที่เปิดขวด · ขวดใหม่ให้ดึงฝาพลาสติกออก ถ้าฝาหลวมหรือหายมาก่อนห้ามใช้ · ใช้ syringe ที่สเกลตรงกับความเข้มข้นของยา (ขวด 100 ยูนิต/มล. ใช้ syringe U-100)
- คลึงขวดระหว่างฝ่ามือ คลึงจนน้ำยาขาวขุ่นสม่ำเสมอทั้งขวด ไม่เหลือชั้นใสหรือตะกอนขาวที่ก้น · ยาที่อุณหภูมิห้องคลึงง่ายกว่า · คลึงแล้วยังไม่ขาวขุ่นสม่ำเสมอ ห้ามใช้
- เช็ดจุกยาง เช็ดจุกยางด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ แล้วรอให้แห้ง
- ดึงลมเข้า syringe เท่าขนาดยา เช่น จะฉีด 20 ยูนิต ให้ดึงลูกสูบถึงขีด 20
- ดันลมเข้าขวด ขวดตั้งตรง ปักเข็มผ่านจุกยาง แล้วดันลมเข้าไปทั้งหมด — ขวดจะไม่เป็นสุญญากาศ ดูดยาได้ง่าย
- คว่ำขวดแล้วดูดยา คว่ำขวดพร้อม syringe ให้ปลายเข็มจมอยู่ในน้ำยา แล้วดึงลูกสูบจนได้ขนาดยา
- ไล่ฟองอากาศ ตรวจขนาดซ้ำ ถอนเข็มออกจากขวด ชี้เข็มขึ้น เคาะกระบอกให้ฟองลอยขึ้นแล้วดันไล่ออก · ตรวจขนาดยาอีกครั้งก่อนฉีด
- หยิบผิว แล้วปักเข็ม ฉีดหน้าท้อง ต้นขาด้านหน้า สะโพก หรือต้นแขน (หน้าท้องดูดซึมเร็วที่สุด) · หยิบผิวขึ้นแล้วปักเข็มเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไม่ให้ถึงกล้ามเนื้อ · syringe เข็ม 12.7 มม. ให้เอียง 45° · ห้ามฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ
- ดันยาจนสุด ค้างเข็ม ≥6 วินาที ดันลูกสูบจนสุด แล้วค้างเข็มไว้ใต้ผิวอย่างน้อย 6 วินาทีให้ได้ยาครบ จึงถอนเข็ม
- ทิ้งเข็มและ syringe ทุกครั้ง ใส่ภาชนะแข็งที่มีฝาปิด ห้ามใช้ซ้ำหรือใช้ร่วมกับผู้อื่น · ครั้งต่อไปเปลี่ยนจุดฉีดในบริเวณเดิม ห่างจุดเดิม ≥1 ซม. กันก้อนไขมันใต้ผิว (lipohypertrophy)
Mixtard 30 = regular insulin 30% + NPH 70% · เมื่อไรฉีด: ก่อนอาหารราว 30 นาที และต้องกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตภายใน 30 นาทีหลังฉีด กันน้ำตาลต่ำ · ขวดที่เปิดใช้: เก็บต่ำกว่า 25°C ใช้ได้ 6 สัปดาห์
- ตรวจขวดและเตรียมของ ล้างมือ · ตรวจชื่อยา (Mixtard 30 เป็นยาขุ่น อย่าสับสนกับ RI ที่เป็นยาใส) วันหมดอายุ และวันที่เปิดขวด · ขวดใหม่ให้ดึงฝาพลาสติกออก ถ้าฝาหลวมหรือหายมาก่อนห้ามใช้ · ใช้ syringe ที่สเกลตรงกับความเข้มข้นของยา (ขวด 100 ยูนิต/มล. ใช้ syringe U-100)
- คลึงขวดระหว่างฝ่ามือ คลึงจนน้ำยาขาวขุ่นสม่ำเสมอทั้งขวด ไม่เหลือชั้นใสหรือตะกอนขาวที่ก้น · ยาที่อุณหภูมิห้องคลึงง่ายกว่า · คลึงแล้วยังไม่ขาวขุ่นสม่ำเสมอ ห้ามใช้
- เช็ดจุกยาง เช็ดจุกยางด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ แล้วรอให้แห้ง
- ดึงลมเข้า syringe เท่าขนาดยา เช่น จะฉีด 20 ยูนิต ให้ดึงลูกสูบถึงขีด 20
- ดันลมเข้าขวด ขวดตั้งตรง ปักเข็มผ่านจุกยาง แล้วดันลมเข้าไปทั้งหมด — ขวดจะไม่เป็นสุญญากาศ ดูดยาได้ง่าย
- คว่ำขวดแล้วดูดยา คว่ำขวดพร้อม syringe ให้ปลายเข็มจมอยู่ในน้ำยา แล้วดึงลูกสูบจนได้ขนาดยา
- ไล่ฟองอากาศ ตรวจขนาดซ้ำ ถอนเข็มออกจากขวด ชี้เข็มขึ้น เคาะกระบอกให้ฟองลอยขึ้นแล้วดันไล่ออก · ตรวจขนาดยาอีกครั้งก่อนฉีด
- หยิบผิว แล้วปักเข็ม ฉีดหน้าท้อง ต้นขาด้านหน้า สะโพก หรือต้นแขน (หน้าท้องดูดซึมเร็วที่สุด) · หยิบผิวขึ้นแล้วปักเข็มเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไม่ให้ถึงกล้ามเนื้อ · syringe เข็ม 12.7 มม. ให้เอียง 45° · ห้ามฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ
- ดันยาจนสุด ค้างเข็ม ≥6 วินาที ดันลูกสูบจนสุด แล้วค้างเข็มไว้ใต้ผิวอย่างน้อย 6 วินาทีให้ได้ยาครบ จึงถอนเข็ม
- ทิ้งเข็มและ syringe ทุกครั้ง ใส่ภาชนะแข็งที่มีฝาปิด ห้ามใช้ซ้ำหรือใช้ร่วมกับผู้อื่น · ครั้งต่อไปเปลี่ยนจุดฉีดในบริเวณเดิม ห่างจุดเดิม ≥1 ซม. กันก้อนไขมันใต้ผิว (lipohypertrophy)
กฎหลัก: ดูดใสก่อนขุ่น (RI ก่อน NPH) และผสมด้วยลำดับเดียวกันทุกครั้ง · ผสมแล้วฉีดทันที · RI ฉีดก่อนอาหาร 30 นาที · ห้ามผสม glargine/detemir กับอินซูลินอื่น
- ตรวจทั้งสองขวด ล้างมือ · RI ต้องใส ไม่มีตะกอน (ถ้าขุ่นห้ามใช้) · NPH เป็นยาขุ่น · ตรวจวันหมดอายุและวันที่เปิดขวด · ใช้ syringe U-100
- คลึงขวด NPH เท่านั้น คลึงขวด NPH ระหว่างฝ่ามือจนขาวขุ่นสม่ำเสมอ · ขวด RI เป็นยาใส ไม่ต้องคลึง
- เช็ดจุกยางทั้งสองขวด เช็ดด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ แล้วรอให้แห้ง
- ดันลมเท่าขนาด NPH เข้าขวด NPH ดึงลมเท่าขนาด NPH (เช่น 14 ยูนิต) ดันเข้าขวด NPH ที่ตั้งตรง แล้วถอนเข็มออก — ยังไม่ดูดยา
- ดันลมเท่าขนาด RI เข้าขวด RI ดึงลมเท่าขนาด RI (เช่น 6 ยูนิต) ดันเข้าขวด RI ที่ตั้งตรง โดยไม่ถอนเข็ม
- คว่ำขวด RI ดูด RI ก่อน คว่ำขวด RI พร้อม syringe ดูด RI ให้ได้ขนาด ไล่ฟองอากาศ ตรวจขนาด แล้วถอนเข็ม — ใสก่อนขุ่น กัน NPH (protamine) ปนเข้าขวด RI
- ปักเข้าขวด NPH คว่ำ ดูด NPH ต่อ ปักเข็มเข้าขวด NPH คว่ำขวด ดูด NPH ต่อจนได้ขนาดรวม (6 + 14 = 20 ยูนิต) · ระวังอย่าดันยาใน syringe กลับเข้าขวด NPH ถ้าดูดเกินให้ทิ้งแล้วเริ่มใหม่
- ไล่ฟอง ตรวจขนาดรวม ฉีดทันที ไล่ฟองอากาศ ตรวจว่าขนาดรวมถูกต้อง แล้วฉีดทันทีหลังผสม · ผสมด้วยลำดับเดียวกันทุกครั้ง
- หยิบผิว แล้วปักเข็ม หยิบผิวขึ้นแล้วปักเข็มเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไม่ให้ถึงกล้ามเนื้อ · syringe เข็ม 12.7 มม. ให้เอียง 45° · หมุนตำแหน่งฉีด
- ดันยาจนสุด ค้างเข็ม ≥6 วินาที ดันลูกสูบจนสุด แล้วค้างเข็มไว้ใต้ผิวอย่างน้อย 6 วินาทีให้ได้ยาครบ จึงถอนเข็ม
- ทิ้งเข็มและ syringe ทุกครั้ง ใส่ภาชนะแข็งที่มีฝาปิด ห้ามใช้ซ้ำหรือใช้ร่วมกับผู้อื่น · ครั้งต่อไปเปลี่ยนจุดฉีด ห่างจุดเดิม ≥1 ซม.
NovoMix 30 = insulin aspart 30% + protamine-aspart 70% · เมื่อไรฉีด: ก่อนอาหารทันที กินภายใน 10 นาที (ฉีดหลังอาหารทันทีได้เมื่อจำเป็น) · ปากกาที่ใช้อยู่: ไม่เข้าตู้เย็น เก็บต่ำกว่า 30°C ใช้ได้ 4 สัปดาห์
- ตรวจปากกา ปล่อยให้ถึงอุณหภูมิห้อง ตรวจชื่อและสีฉลาก (สำคัญมากถ้าใช้อินซูลินหลายชนิด) · ปากกาด้ามใหม่ที่เพิ่งออกจากตู้เย็นให้รอถึงอุณหภูมิห้องก่อน (ผสมยาง่ายกว่า) · ดึงปลอกปากกาออก
- ปากกาใหม่: คลึงระหว่างฝ่ามือ 10 ครั้ง ถือปากกาแนวนอนขนานพื้นขณะคลึง · ทำเฉพาะก่อนใช้ปากกาด้ามใหม่ครั้งแรก
- ขยับขึ้น-ลง 10 ครั้ง ขยับปากกาขึ้น-ลงให้ลูกแก้วในหลอดยาวิ่งสุดปลายทั้งสองด้าน · ด้ามใหม่: ทำต่อจากการคลึง และทำซ้ำทั้งคู่จนขาวขุ่นสม่ำเสมอ · ทุกครั้งก่อนฉีด: ขยับอย่างน้อย 10 ครั้งจนขาวขุ่นสม่ำเสมอ · ต้องเหลือยา ≥12 ยูนิต (ขีดบนสเกลยาเหลือ) ไม่ถึงให้ใช้ด้ามใหม่ · ผสมแล้วทำขั้นต่อไปทันที
- ใส่เข็มใหม่ ฉีกกระดาษปิด หมุนเข็มเข้าให้ตรงและแน่น · ดึงปลอกนอกออกเก็บไว้ใช้ตอนถอดเข็ม · ดึงปลอกในทิ้ง ห้ามสวมปลอกในกลับ (เข็มตำมือ) · ใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง
- ทดสอบการไหล 2 ยูนิต หมุน 2 ยูนิต ชี้เข็มขึ้น เคาะหลอดยาเบา ๆ ให้ฟองลอยขึ้น แล้วกดปุ่มจนสุด (เลขกลับเป็น 0) ต้องเห็นหยดยาที่ปลายเข็ม · ไม่เห็นหยด: เปลี่ยนเข็มแล้วทำซ้ำ ไม่เกิน 6 ครั้ง ยังไม่ออกแปลว่าปากกาเสีย ใช้ด้ามใหม่
- ตั้งขนาดยา ตรวจว่าหน้าปัดอยู่ที่ 0 แล้วหมุนให้เลขขนาดยาตรงตัวชี้ (หมุนกลับเพื่อลดได้ ระวังอย่ากดปุ่มขณะหมุน) · อ่านจากตัวเลขเท่านั้น อย่านับเสียงคลิก และอย่าใช้สเกลยาเหลือวัดขนาด
- ปักเข็มแล้วกดปุ่มจนสุด เข็มปากกา 4 มม. ปักตั้งฉาก 90° ไม่ต้องหยิบผิว · กดปุ่มจนเลข 0 ตรงตัวชี้ · กดปุ่มเฉพาะตอนฉีด การหมุนหน้าปัดไม่ได้ปล่อยยา
- ค้าง ≥6 วินาที แล้วถอนเข็มก่อนปล่อยนิ้ว กดปุ่มค้างจนสุดและให้เข็มอยู่ใต้ผิวอย่างน้อย 6 วินาที · ถอนเข็มออกจากผิวก่อน แล้วจึงปล่อยนิ้วจากปุ่ม · หน้าปัดต้องกลับมาที่ 0 ถ้าค้างก่อนถึง 0 แปลว่าได้ยาไม่ครบ
- ถอดเข็มทิ้ง ปิดฝาปากกา สอดเข็มเข้าปลอกนอกโดยไม่ใช้มือจับปลอก ดันให้สุดแล้วหมุนเข็มออก ทิ้งในภาชนะแข็ง · เก็บปากกาโดยไม่ติดเข็ม และสวมปลอกปากกาไว้กันแสง
อ้างอิง: เอกสารกำกับยาสำหรับผู้ป่วย (EMA) — Insulatard และ Mixtard 30 ชนิดขวด 100 IU/ml · NovoMix 30 FlexPen คู่มือการใช้ปากกา · ความยาวเข็มและมุมฉีดตามหัวข้อ II ของบทนี้
ระดับ Extern — เริ่มและปรับอินซูลินด้วยตัวเลขจริง
Extern
1. เทียบชนิดอินซูลิน — จำจากเวลาออกฤทธิ์ ไม่ใช่จากชื่อการค้า
| ชนิด | เริ่มออกฤทธิ์ | สูงสุด | อยู่นาน | ใช้คุมอะไร |
|---|---|---|---|---|
| Rapid (aspart, lispro) | 10–20 นาที | 1–2 ชม. | 3–5 ชม. | น้ำตาลหลังมื้ออาหาร · ฉีดก่อนกินทันที |
| Regular (RI) | 30–60 นาที | 2–4 ชม. | 6–8 ชม. | หลังมื้ออาหาร · ต้องฉีดก่อนอาหาร 30 นาที |
| NPH | 1–2 ชม. | 4–8 ชม. | 12–16 ชม. | พื้นฐาน · มี peak จึงเสี่ยงน้ำตาลต่ำกลางดึก |
| Basal analog (glargine, detemir, degludec) | 1–2 ชม. | แทบไม่มี peak | 20–42 ชม. | พื้นฐาน · น้ำตาลต่ำกลางคืนน้อยกว่า NPH |
2. เริ่มและปรับขนาดด้วยตัวเลขที่ใช้ได้จริง
- เริ่ม basal 10 หน่วย หรือ 0.1–0.2 หน่วย/กก./วัน ก่อนนอน
- ปรับครั้งละ 2–4 หน่วย ทุก 3 วัน จนกว่า FPG จะถึงเป้า (ราว 80–130 mg/dL) — ยึด FPG เป็นตัวนำ
- ถ้า basal เกิน 0.5 หน่วย/กก./วัน แล้ว FPG ดีแต่ A1c ยังสูง แปลว่าปัญหาอยู่ที่หลังมื้ออาหาร ให้เพิ่ม prandial ไม่ใช่เพิ่ม basal ต่อ
- เริ่ม prandial ที่มื้อที่น้ำตาลขึ้นมากที่สุดก่อน 4 หน่วย หรือ 10% ของ basal
3. เจอแบบนี้ให้คิดถึงอะไร
| สิ่งที่เจอ | คิดถึง | ทำอะไร |
|---|---|---|
| FPG สูง แต่ตอนตี 3 น้ำตาลต่ำ | Somogyi effect | ลด basal มื้อเย็น/ก่อนนอน ไม่ใช่เพิ่ม |
| FPG สูง ตอนตี 3 ปกติ | Dawn phenomenon | เพิ่ม basal หรือเลื่อนเวลาฉีดให้ดึกขึ้น |
| น้ำตาลแกว่งไม่มีแบบแผน | เทคนิคฉีดผิด · lipohypertrophy | คลำตำแหน่งฉีดทุกครั้งที่ประเมิน · สอนหมุนตำแหน่ง |
| น้ำตาลต่ำบ่อยหลังเปลี่ยนมาฉีด | ยังใช้ SU ร่วมอยู่ | หยุดหรือลด SU เมื่อเริ่ม prandial insulin |
4. สิ่งที่ต้องสอนผู้ป่วยทุกราย
เทคนิคฉีดและการหมุนตำแหน่ง · การเก็บยา (ขวดที่ใช้อยู่เก็บอุณหภูมิห้องได้ 28 วัน ขวดสำรองไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา ห้ามช่องแช่แข็ง) · อาการน้ำตาลต่ำและกฎ 15/15 (น้ำตาล 15 กรัม รอ 15 นาที แล้ววัดซ้ำ) · การจัดการวันที่ป่วย (ห้ามหยุด basal แม้กินไม่ได้)
ระดับ Resident FM — เลือกชนิดอินซูลินจากหลักฐานและบริบท
Resident
ไทย 2566 กับ ADA — จุดที่ต่างในทางปฏิบัติ
| ประเด็น | ไทย 2566 | ADA |
|---|---|---|
| ตัวเลือกพื้นฐาน | NPH เป็นหลักด้วยเหตุผลด้านราคาและบัญชียาหลัก | basal analog เป็นตัวเลือกแรกเพราะน้ำตาลต่ำน้อยกว่า |
| ก่อนเริ่มอินซูลิน | พิจารณายากินให้เต็มที่ก่อนในผู้ป่วยส่วนใหญ่ | ถ้า A1c สูงมากหรือมีอาการ ให้เริ่มอินซูลินได้เลย และพิจารณา GLP-1 RA ก่อน prandial insulin |
| การติดตาม | SMBG ตามสิทธิและความจำเป็น | สนับสนุน CGM ในผู้ใช้อินซูลินหลายมื้อ |
หลักฐานเบื้องหลังการเลือกชนิดอินซูลิน
- ORIGIN (2012) — glargine ในผู้ที่มีความเสี่ยง CV ไม่เพิ่มเหตุการณ์ CV และไม่เพิ่มมะเร็ง เป็นหลักฐานความปลอดภัยระยะยาวของ basal analog
- DEVOTE (2017) — degludec เทียบ glargine U100: CV ไม่ต่างกัน แต่ลดน้ำตาลต่ำรุนแรง 40% และลดน้ำตาลต่ำกลางคืนอย่างมีนัยสำคัญ
- meta-analysis เทียบ analog กับ NPH: ลด nocturnal hypoglycemia ชัดเจน แต่ผลต่อ A1c ต่างกันเพียงเล็กน้อย — จุดนี้คือเหตุผลที่แนวทางไทยยังใช้ NPH ได้อย่างมีเหตุผลเมื่อทรัพยากรจำกัด และเป็นคำตอบที่ควรอธิบายได้เวลาถูกถาม
ประเด็นที่ต้องชั่งน้ำหนักเอง
- Basal-bolus หรือ premix — basal-bolus ยืดหยุ่นและคุมได้ดีกว่าในคนที่กินไม่ตรงเวลา ส่วน premix ลดจำนวนเข็มและเหมาะกับผู้ที่กินเป็นเวลาสม่ำเสมอหรือมีคนช่วยฉีด
- GLP-1 RA แทน prandial insulin — ได้ A1c ใกล้เคียงกันโดยน้ำหนักลดและน้ำตาลต่ำน้อยกว่า แต่ราคาสูงกว่ามากในบริบทไทย
- ผู้สูงอายุ — เป้าควรผ่อน และการเลือกสูตรที่ง่ายที่สุดที่ปลอดภัย มักสำคัญกว่าการไล่ A1c ให้ต่ำ
อ้างอิง: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2566 · ADA Standards of Care · ORIGIN NEJM 2012 · DEVOTE NEJM 2017
หญิง 60 ปี อ้วน T2DM 8 ปี · MFM 2550 + glipizide 20 + pioglitazone 45 mg/d คุมอาหาร/ออกกำลังดี · FPG 180, A1c 8%
ต้องเริ่มอินซูลินไหม และ regimen ใด?
ใช้ยา 3 ชนิดยังคุมไม่ได้ + A1c <8.5% → เริ่ม basal (NPH bedtime) เพื่อ fix fasting · MFM 2550 + glipizide + NPH 4U hs (off pioglitazone) เป้า FBS 90–130, A1c <7% · เพิ่ม NPH 2U/สัปดาห์ ถ้า FPG>130 และไม่มี hypo
ถ้า NPH 12U แล้วมี nocturnal hypoglycemia ทำอย่างไร?
ตรวจ injection site + สอนคลึง NPH ก่อนฉีด · เปลี่ยนเป็น long-acting analog (glargine/detemir) ลด nocturnal hypo · หรือเพิ่ม complex carb 15g ก่อนนอน · เช็ก Somogyi/unawareness
จบเคส — "Fix Fasting First, จัดการ hypoglycemia ก่อนปรับเพิ่มยา"
Difficult Diabetes
หลักการเข้าหาเบาหวานที่ดูแลยาก 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2566ADA 2026- ตรวจก่อนเพิ่มยา
- การใช้ยาจริง → เทคนิคฉีด/ก้อนไขมันที่ตำแหน่งฉีด → อาหาร → ยาที่ดันน้ำตาล → โรคแฝง
- สงสัย LADA
- ไม่อ้วน คุมไม่ได้เร็วใน 6–12 เดือน → ตรวจ anti-GAD และ C-peptide
- HbA1c >10%
- เริ่มอินซูลิน แล้วถอยกลับยากินเมื่อพ้นภาวะ glucotoxicity
- ผู้สูงอายุ
- ผ่อนเป้าตามบริบทผู้ป่วยเป้า <8–8.5% และลดยาที่เสี่ยงน้ำตาลต่ำ
- ส่งต่อ
- สงสัย T1DM/LADA · DKA ซ้ำ · น้ำตาลต่ำรุนแรงบ่อย · ตั้งครรภ์
T1 Type 1 DM
- 5–10% · autoimmune, C-peptide ต่ำ
- ketosis-prone, autoantibody + (GAD/IA2/ZnT8)
- ต้องใช้ basal-bolus insulin
1.5 LADA
- อายุ >30, autoantibody +, ไม่ต้องใช้ insulin ≥6 เดือนแรก
- β-cell เสื่อมใน ~5 ปี → ต้อง insulin
- รักษา: MFM (ถ้าอ้วน) → early insulin
KP Ketosis-prone T2
- อ้วน, family Hx T2, DKA โดยไม่มีเหตุกระตุ้น
- autoantibody −, C-peptide >0.9–1.5
- ภายหลังไม่ต้องพึ่ง insulin
MODY Monogenic
- AD ≥2 รุ่น, onset <25 ปี, ผอม
- C-peptide วัดได้, autoantibody −
- พิจารณาตรวจพันธุกรรม
Rx Steroid / Endocrine
- Glucocorticoid, thiazide, phenytoin ฯลฯ
- Cushing, acromegaly, hyperthyroid, pheo
- steroid-induced: น้ำตาลสูงหลังมื้อ/บ่าย → NPH เช้า/prandial
Pan Pancreatic DM (type 3c)
- chronic pancreatitis, ผ่าตัดตับอ่อน
- เสีย α+β cell → brittle (hypo/hyper สลับ)
- Hybrid forms: LADA (slowly-evolving immune-mediated adult) · ketosis-prone T2DM
- Other specific: monogenic β-cell/insulin-action defect · exocrine pancreas disease · endocrinopathy (Cushing/acromegaly/pheo/hyperthyroid) · drug-induced · genetic syndrome
- Drug-induced list: glucocorticoid, thiazide, phenytoin, β-agonist, pentamidine, niacin, interferon-α
LADA เกณฑ์วินิจฉัย R
- ครบ 3 ข้อ: onset >30 ปี · islet autoantibody + · ไม่ต้อง insulin ≥6 เดือน
- อาจเป็น 10–25% ของที่วินิจฉัยว่า T2 · β-cell เสื่อมใน ~5 ปี
- Rx: MFM (ถ้าอ้วน) · พิจารณา early insulin · retinopathy สูงแบบ T1
KP Ketosis-prone (Umpierrez) R
- autoantibody − + C-peptide งด >0.9 (หรือ >1.5 ที่ 6–8 สัปดาห์)
- glucagon-stim C-peptide >1.5 (ตอนแรก), >2.25 ที่ตามผล
- "Flatbush DM" · หลัง DKA มักไม่ต้องพึ่ง insulin (Ann Intern Med 2006)
MODY ตรวจพันธุกรรมเมื่อไร R
- AD ≥2 รุ่น · onset <25 ปี · ผอม · C-peptide วัดได้ ≥3–5 ปี
- ADA 2021: ตรวจพันธุกรรมทันทีถ้าวินิจฉัย <6 เดือน (neonatal DM)
- และเมื่อ DM ที่ไม่เข้าลักษณะ T1/T2 พบต่อเนื่องหลายรุ่น
YT2 Young-onset T2DM R
- อ้วน + FHx ชัด + acanthosis nigricans/acrochordon
- β-cell เสื่อม เร็วกว่าผู้ใหญ่ 3–4 เท่า (UKPDS)
- เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเร็ว → คุมเข้มตั้งแต่ต้น
เบาหวานที่ควบคุมยาก น้ำตาลแกว่งมาก (hypo+hyper) จาก counter-regulation เสีย (ทั้ง α- และ β-cell) — พบใน T1DM, pancreatogenic DM · peak อายุ 15–30 ปี · เพิ่มอัตราตาย
- ประเมิน psychosocial + คัดกรอง eating disorder
- อินซูลิน (พิจารณา rapid/ultra-rapid), SMBG + self-adjust
- ทางเลือกขั้นสูง: insulin pump, islet transplantation
เสี่ยง hypoglycemia สูง (insulin/ยาคั่ง, gluconeogenesis ลด) — เลือกยาที่ hypo ต่ำ + ปรับขนาดตาม eGFR KDIGO 2024
| ยา Extern | CKD3a | CKD3b | CKD4/KT | CKD5 |
|---|---|---|---|---|
| Metformin | 2000 | 1000 | avoid | avoid |
| Glipizide (mg) | 20 | 20 | 20 | avoid eGFR<10 |
| Pioglitazone | 45 | 45 (avoid HF) | 45 (avoid HF) | 45 (avoid HF) |
| Sitagliptin (mg) | 100/50 | 50 | 25 | 25 |
first-line: metformin + SGLT2i (eGFR >30) · A1c เป้า <6.5–8.0% ตามระยะ (ระวัง A1c bias: สูงใน acidosis, ต่ำใน anemia/ESA/เติมเลือด)
- First-line metformin + SGLT2i เมื่อ eGFR >30 (ลด/หยุด SU หรือ insulin เพื่อเปิดทางให้ SGLT2i) · ถ้ายังไม่ถึงเป้าเพิ่ม long-acting GLP-1 RA
- A1c เป้า ยืดหยุ่น <6.5% ถึง <8.0% ตามความเสี่ยง hypo/comorbidity · ใช้ CGM/SMBG ช่วยเมื่อ A1c ไม่น่าเชื่อถือ
- โปรตีน 0.8 g/kg/วัน (non-dialysis, 2C) · ตรวจ Cr, K ภายใน 2–4 สัปดาห์หลังเริ่ม/เพิ่ม ACEI/ARB
| เป้าน้ำตาล | CKD 1–2 | CKD 3–5 ไม่ล้างไต | CKD 3–5 ล้างไต |
|---|---|---|---|
| A1c ที่ยอมรับ | 6.5–7.0% | 6.5–8.0% | 7.0–8.0% |
| ก่อนอาหาร (CPG) | 90–130 | <130–170 | <170 |
| หลังอาหาร (CPG) | <140–180 | <180 | <180 |
1 ผู้สูงอายุ
- เป้าผ่อนผัน (A1c <8% ถ้าเปราะบาง)
- เลี่ยง glibenclamide (hypo สูง) · glipizide เริ่มขนาดต่ำ
- pioglitazone ใช้ได้ถ้าไม่มี HF (ระวังกระดูกหัก/บวม)
- ระวังไต, cognitive, การกิน, ล้ม, สังคม
2 มี ASCVD / เสี่ยงสูง
- นิยามเสี่ยงสูง: ASCVD ชัด หรือ อายุ ≥55 + ตีบหลอดเลือด coronary/carotid/ขา >50% หรือ LVH
- เลือก GLP-1 RA หรือ SGLT2i ที่มี CV benefit ก่อน
- ไม่ผูกกับระดับ A1c (ADA 2026)
ระดับ Extern — ไล่สาเหตุเมื่อคุมน้ำตาลไม่ได้
Extern
1. ไล่สาเหตุตามลำดับ ก่อนจะเพิ่มยา
| ลำดับ | ตรวจสอบอะไร | ถามหรือทำอย่างไร |
|---|---|---|
| 1 | ผู้ป่วยได้กินยาจริงไหม | "สัปดาห์ที่ผ่านมาลืมกินกี่วัน" · นับเม็ดยาที่เหลือ · ถามเรื่องค่าใช้จ่าย |
| 2 | เทคนิคการใช้ยา | ให้ผู้ป่วยสาธิตการฉีด · คลำหาก้อนไขมันแข็งที่ตำแหน่งฉีด |
| 3 | อาหารและเครื่องดื่ม | ถามเจาะจงถึงน้ำหวาน กาแฟเย็น ผลไม้ และของว่างกลางดึก |
| 4 | ยาที่ดันน้ำตาลขึ้น | สเตียรอยด์ (รวมยาชุด/ยาลูกกลอน) · thiazide ขนาดสูง · ยาจิตเวชบางกลุ่ม |
| 5 | ภาวะแทรกซ้อนที่ซ่อนอยู่ | ติดเชื้อเรื้อรัง (วัณโรค แผลเบาหวาน) · ไทรอยด์ · ภาวะซึมเศร้า · นอนกรน |
| 6 | วินิจฉัยถูกหรือไม่ | ผอม อายุน้อย คุมยากตั้งแต่ต้น → คิดถึง LADA หรือ T1DM |
2. เบาะแสที่บอกว่าอาจไม่ใช่ T2DM ทั่วไป
- LADA: อายุ >30 ปี รูปร่างไม่อ้วน คุมได้ช่วงสั้น ๆ แล้วล้มเหลวเร็วภายใน 6–12 เดือน · ตรวจ anti-GAD และ C-peptide
- MODY: มีประวัติครอบครัวชัดเจนสามรุ่น เริ่มอายุน้อย ไม่อ้วน ไม่มี autoantibody
- Ketosis-prone: มาด้วย DKA แต่ต่อมาคุมได้ด้วยยากิน
3. ส่งต่อเมื่อไร
สงสัย T1DM/LADA · เกิด DKA ซ้ำ · น้ำตาลต่ำรุนแรงบ่อยจนปรับสูตรยาเองไม่ได้ · ตั้งครรภ์ · ใช้อินซูลินหลายมื้อแล้วยังคุมไม่ได้ · มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องดูแลร่วมหลายสาขา
ระดับ Resident FM — Clinical inertia และการตัดสินใจที่ยาก
Resident
Clinical inertia — ปัญหาที่วัดได้ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
งานวิจัยในระบบบริการหลายประเทศพบว่าผู้ป่วยที่ A1c เกินเป้ามักต้องรอนานกว่าหนึ่งปี กว่าจะได้รับการปรับการรักษาขั้นต่อไป ทั้งที่ข้อมูลอยู่ตรงหน้าแล้ว สาเหตุมาจากทั้งฝั่งแพทย์ (กลัวน้ำตาลต่ำ เวลาตรวจน้อย) ฝั่งผู้ป่วย (กลัวเข็ม กลัวถูกตัดสิน) และฝั่งระบบ (นัดห่าง ยาไม่พร้อม) การแก้จึงต้องจัดการทั้งสามฝั่ง ไม่ใช่แค่เตือนตัวเองให้ขยันปรับยา
เทียบแนวทางเมื่อคุมไม่ได้
| สถานการณ์ | ไทย 2566 | ADA |
|---|---|---|
| A1c เกินเป้าแม้ใช้ยาหลายตัว | เพิ่มยาตามลำดับและพิจารณาอินซูลิน | ทบทวนเป้าหมายรายบุคคลก่อน แล้วเลือกยาตามโรคร่วม · พิจารณา GLP-1 RA ก่อน prandial insulin |
| A1c สูงมาก (>10%) หรือมีอาการ | เริ่มอินซูลิน | เริ่มอินซูลิน · ถอยกลับมาใช้ยากินได้เมื่อภาวะ glucotoxicity คลี่คลาย |
| ผู้สูงอายุเปราะบาง | ผ่อนเป้าตามบริบท | ผ่อนเป้าเป็น <8–8.5% และลดยาที่เสี่ยงน้ำตาลต่ำ |
จุดที่ resident ต้องตัดสินใจเอง
- Deintensification — ในผู้สูงอายุที่ A1c ต่ำมากทั้งที่ใช้ SU หรืออินซูลิน การลดยาคือการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ใช่การยอมแพ้
- Glucotoxicity — น้ำตาลที่สูงมากกดการทำงานของ beta cell เอง การให้อินซูลินช่วงสั้นแล้วถอยออกจึงเป็นกลยุทธ์ที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่การให้อินซูลินตลอดไป
- ภาวะซึมเศร้าและ diabetes distress — พบร่วมได้ถึงหนึ่งในสามของผู้ป่วยที่คุมไม่ได้ และเป็นสาเหตุที่การเพิ่มยาไม่เคยได้ผลจนกว่าจะจัดการ
อ้างอิง: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2566 · ADA Standards of Care (Older Adults, Glycemic Targets) · วรรณกรรมเรื่อง therapeutic inertia ใน T2DM
Hypertension in Special Settings
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
หลักคิด HT สถานการณ์พิเศษ 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2567ESH 2023 · เทียบ ISH 2026- ตั้งครรภ์
- methyldopa · labetalol · nifedipine ออกฤทธิ์ยาว — ห้าม ACEI/ARBเป้า <140/90 · 140–159/90–109 ใช้ labetalol หรือ nifedipine ออกฤทธิ์ยาวก่อน (methyldopa เป็นทางเลือก) · >160/110 admit ลดให้ <160/105 ใน 2–3 ชม. · หลังคลอดเลี่ยง methyldopa
- ผู้สูงอายุ ≥80 ปี
- SBP 140–150 · ลดถึง 130–139 ได้ถ้าทนได้SBP 140–150 และลดต่ำกว่านั้นได้ถ้าทนได้
- BP ≥180/110 ไม่มีอวัยวะเสียหาย
- PSH (ใช้แทนคำ urgency) — หาตัวกระตุ้น ค่อย ๆ ลดใน 24–48 ชม. ด้วยยากิน นัด 2–4 สัปดาห์ไม่มีอวัยวะถูกทำลาย = ไม่ใช่ emergency · ยากินและนัดติดตามใกล้ชิด ไม่ต้อง admit ไม่ใช้ยาฉีด
- BP สูงมาก + อวัยวะเสียหายเฉียบพลัน
- emergency — ส่งฉุกเฉิน ยาฉีดทันที เป้าตามภาวะ: malignant HT ลด MAP 20–25% ใน 2–3 ชม. · ACS/ปอดบวมน้ำ SBP <140ตัดสินจากอวัยวะถูกทำลายเฉียบพลัน (BP มักราว ≥180/120) · เป้าและเวลาแยกตามภาวะ · labetalol หรือ nicardipine ใช้ได้ในภาวะส่วนใหญ่ดูเป้าแยกตามภาวะ →
- Stable angina / หลัง MI
- เริ่มยาที่ 130–139/85–89 · ACEI และ/หรือ BB · มี angina ใช้ BB และ/หรือ CCB · ชีพจร 60–80 · ห้าม BB + non-DHP CCBเริ่มที่ ≥130/80 · เป้า 120–129/70–79 · BB หลัง MI ใหม่ทุกราย · ไม่เริ่ม BB/non-DHP เมื่อชีพจร <50รายละเอียด →
- Heart failure
- HFrEF และ HFpEF เป้า SBP <130 · HFrEF: ACEI/ARB/ARNI + BB + MRA + SGLT2i ยังสูงเพิ่ม DHP-CCB · เลี่ยง non-DHP CCBHFrEF ยาชุดเดียวกัน · HFpEF ใช้ยาหลักกลุ่มใดก็ได้ + SGLT2i · ลด SBP ถึง 130
- AF
- เป้าเท่า HT ทั่วไป · BB + ACEI/ARB · ชีพจร <110 (มีอาการ <80) · SBP <160 ก่อนเริ่ม anticoagulantเหมือนกัน · digoxin เป็นทางเลือกคุมอัตรา
- CKD ระยะ 3–5
- เริ่มยาที่ ≥140/90 ทุกระยะ · เป้า 120–130/70–79 · ACR ≥30 ใช้ ACEI/ARB ขนาดสูงสุด · eGFR 30–45 ใช้ loop แทน thiazideเป้าแรก <140/90 แล้ว <130/80 ถ้าทนได้ · SGLT2i เมื่อ eGFR ≥20 · finerenone ใน T2DM + albuminuriaรายละเอียด →
- หลัง stroke — ป้องกันซ้ำ
- เริ่มหลังพ้น 72 ชม. อาการคงที่ · ischaemic เป้า 120–130/70–80 (lacunar SBP <130) · haemorrhagic เป้า 130/80 · ระดับ BP สำคัญกว่าชนิดยาเป้าแรก <140/80 แล้ว <130/80 · ไม่ต่ำกว่า SBP 120 · BB ไม่ใช่ยาแรกรายละเอียด →
- โรคอ้วน
- ลดน้ำหนัก ≥5% เป็นพื้นฐาน · ACEI/ARB ก่อน · เลี่ยง BB ที่เพิ่มน้ำหนัก · GLP-1 RA เป็นทางเลือกที่ดีACEI/ARB/CCB ก่อน · ไม่ใช้ GLP-1 RA หรือผ่าตัดเพื่อคุม BP อย่างเดียว (III, C)
- หอบหืด / COPD
- ไม่ได้กล่าวถึงหอบหืด: CCB · ARB มากกว่า ACEI · เลี่ยง BB · COPD: BB β1-selective ใช้ได้
- หลัง stroke — ระยะเฉียบพลัน
- ลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ลดเร็วในระยะเฉียบพลันIschaemic: ลดเมื่อ >220/120 (>185/110 ถ้าให้ยาละลายลิ่มเลือด) ลด MAP ~15% ใน 1 ชม. · Haemorrhagic SBP >180: ลดทันทีให้อยู่ 130–180
จำแนกจาก office BP เทียบกับ home/ambulatory BP — จุดตัด office <140/90, home <135/85 THS
| Phenotype | Office BP | Home/ABPM |
|---|---|---|
| Normotension | <140/90 | <135/85 |
| White-coat HT | ≥140/90 | <135/85 |
| Masked HT | <140/90 | ≥135/85 |
| Sustained HT | ≥140/90 | ≥135/85 |
1 White-coat HT
- พบ 15–30% (มากในผู้สูงอายุ)
- เพิ่มเสี่ยงเป็น sustained HT / T2DM ในอนาคต
- จัดการ: ปรับพฤติกรรม · ให้ยาเมื่อมี TOD/เสี่ยงสูง
- เป้า office <140/90, home 120–130/80
2 Masked HT
- office ปกติ แต่ home/ABPM สูง — พลาดง่าย
- มักมี dysmetabolic risk factors
- จัดการ: ปรับพฤติกรรม · ให้ยาเมื่อมี TOD/เสี่ยงสูง
- เป้า home <135/85 แล้ว 130/80
3 Isolated systolic HT (ISH)
- office SBP ≥140 & DBP <90 (home SBP ≥135 & DBP <85)
- ผู้สูงอายุ: arterial stiffness → เสี่ยง CV สูง
- ผู้ชายอายุน้อย: มัก grade-1, สัมพันธ์การสูบบุหรี่
- ยาแนะนำ: CCB หรือ thiazide
- อายุ <40 ปี ที่ BP >160/100 (young hypertension)
- BP สูงขึ้นเร็ว หรือคุมได้อยู่แล้วกลับสูงขึ้น
- Resistant HT / hypertensive emergency
- Hypokalemia / periodic paralysis (คิดถึง PA)
- อาการชี้เฉพาะ: pheochromocytoma, hyperthyroid, OSA, CKD
1 Renovascular (ARVD/FMD)
- ARVD: atherosclerosis ในผู้สูงอายุ · FMD: หญิงอายุน้อย ("string of beads")
- ACEI/ARB first-line — ห้ามใน bilateral RAS/ไตข้างเดียว
- Stent เฉพาะ high-risk (resistant, flash pulmonary edema, ไตแย่ลง)
2 Primary aldosteronism (PA)
- สาเหตุ secondary ที่พบบ่อยสุด · เพิ่มตามความรุนแรง HT
- คัดกรอง ARR (แก้ K ให้ปกติ, หยุด spironolactone/BB ก่อน)
- ยืนยันด้วย confirmatory test · MRA เป็นยาหลักในราย bilateral
3 Pheochromocytoma
- Triad: ปวดหัว–เหงื่อแตก–ใจสั่น เป็นพัก ๆ + BP แกว่ง
- ตรวจ plasma/urine metanephrines
- Alpha-block (doxazosin) ก่อน beta-block เสมอก่อนผ่าตัด
4 อื่น ๆ
- CKD / renal parenchymal disease
- OSA (นอนกรน, ง่วงกลางวัน, BMI สูง)
- Cushing's, thyroid disease, coarctation
- ยา: NSAIDs, OCP, steroid, stimulant, ชะเอม
นิยาม: BP ไม่ถึงเป้าทั้งที่ใช้ยา ≥3 กลุ่มในขนาดที่เหมาะสม (รวม diuretic) — หรือคุมได้แต่ต้องใช้ ≥4 กลุ่ม THS · พบ 13–16% (ผู้สูงอายุ อ้วน DM CKD)
ลำดับการเพิ่มยา (เมื่อยืนยัน resistant จริง)
| ขั้น | การปรับ |
|---|---|
| Step 1 | เพิ่ม thiazide ให้ถึงขนาดใช้ผล (HCTZ 37.5–50 mg/วัน) · เปลี่ยนเป็น furosemide ถ้า eGFR <40 |
| Step 2 | เพิ่ม spironolactone 25 mg OD → BID (ยาที่ได้ผลดีสุดใน resistant HT) |
| Step 3 | เพิ่ม beta-blocker (หรือ alpha/beta เช่น carvedilol) |
| Step 4 | เพิ่ม alpha-blocker (doxazosin/prazosin) หรือ centrally-acting |
โรคร่วมเป็นตัวกำหนดทั้ง ยาที่ควรเลือก (compelling indication) และ เป้า BP ไทย 2567 ESH 2023 ตารางนี้สรุปให้ดูครั้งเดียว รายละเอียดและระดับคำแนะนำอยู่ในหัวข้อ V–VIII · แถวที่แนวทางไทยไม่ได้ระบุจะเขียนว่า ESH
| โรคร่วม | เป้า office BP | ยาที่เลือกก่อน | เลี่ยง |
|---|---|---|---|
| Chronic stable angina | เท่า HT ทั่วไป (SBP <130) · เริ่มยาที่ 130–139/85–89 | ACEI และ/หรือ BB · มี angina ใช้ BB และ/หรือ CCB · ชีพจร 60–80 | non-DHP CCB ร่วมกับ BB |
| หลัง MI | เท่า CAD · ESH: 120–129/70–79 | ESH: BB หลัง MI ใหม่ทุกรายถ้าไม่มีข้อห้าม + ACEI | non-DHP CCB ร่วมกับ BB |
| HFrEF | SBP <130 | ACEI/ARB/ARNI + BB + MRA + SGLT2i · ยังสูง เพิ่ม DHP-CCB | non-DHP CCB |
| HFpEF | SBP <130 | ยาหลักกลุ่มใดก็ได้ + SGLT2i | — |
| AF | เท่า HT ทั่วไป · SBP <160 ก่อนเริ่ม anticoagulant | BB + ACEI/ARB · ชีพจร <110 (มีอาการ <80) | BB ร่วม non-DHP CCB · non-DHP CCB กับ anticoagulant |
| ชีพจร >80 (sinus) | เท่า HT ทั่วไป | ESH: BB ให้ผลดี | — |
| หอบหืด | เท่า HT ทั่วไป | ESH: CCB · ARB (ACEI ไอ) | BB · หอบหืดรุนแรงเป็นข้อห้าม |
| COPD | เท่า HT ทั่วไป | ESH: ยาตามปกติ · ถ้าต้องใช้ BB เลือก β1-selective | BB ที่ไม่เลือกตัวรับ |
| CKD 3–5 (ACR ≥30) | 120–130/70–79 | ACEI หรือ ARB ขนาดสูงสุดที่ทนได้ | ACEI ร่วม ARB |
| CKD 3–5 (ACR <30) | 120–130/70–79 | ยาหลักกลุ่มใดก็ได้ | ACEI ร่วม ARB |
| หลัง ischaemic stroke/TIA | 120–130/70–80 · lacunar SBP <130 | ระดับ BP สำคัญกว่าชนิดยา · ACEI/ARB + diuretic | ลดมากเกินในหลอดเลือดสมองตีบ |
| หลัง haemorrhagic stroke | 130/80 | ระดับ BP สำคัญกว่าชนิดยา | — |
| โรคอ้วน | เท่า HT ทั่วไป | ลดน้ำหนัก · ACEI/ARB ก่อน · thiazide-like ขนาดต่ำ, CCB ได้ | BB ที่ทำให้น้ำหนักขึ้น |
เป้า HT ทั่วไปตามไทย 2567: อายุ 18–64 ปี <130/80 · 65–79 ปี <140/90 ก่อนแล้ว <130/80 ถ้าทนได้ · ≥80 ปี SBP 140–150, DBP <80 · ไม่ลดต่ำกว่า 120/70 (ตาราง 10 · บทผู้สูงอายุ ตาราง 35 เขียนเป้า 60–79 ปีเป็น 130–140/70–79 แล้ว 120–129/70–79) · BB = beta-blocker
1 HT + เบาหวาน
- ยาหลัก ACEI/ARB (ป้องกัน CV + ไต โดยเฉพาะมี albuminuria)
- ถ้ามี albuminuria พิจารณา manidipine/lercanidipine
- เป้า 120–130/70–79 (อายุ >65: 130–139/70–79)
2 HT + ผู้สูงอายุ/เปราะบาง
- "Start low, go slow" (เริ่มครึ่งขนาด)
- อายุ ≥80: เริ่มยาเมื่อ SBP ≥160 (อาจเริ่มที่ SBP 140–159 บางราย) · อายุ 60–79: เริ่มที่ ≥140/90
- เป้า office: 60–79 ปี 130–140/70–79 · ≥80 ปี SBP 140–150, DBP <80 · ระวัง orthostatic hypotension
- อายุ ≥80 ที่เปราะบาง: monotherapy ก่อน
ตัวช่วยหาเป้า BP ตามผู้ป่วย
ไทย 2567 หมวด 6.1, 6.2 และ 6.11 ไทย 2567 · หัวข้อที่ไทยไม่ได้เขียนไว้ (หลัง MI ระยะยาว, ชีพจรเร็ว) ใช้ ESH 2023 ESH 2023
1 Chronic stable angina
- เริ่มยาเมื่อ BP 130–139 และ/หรือ 85–89 (I, A)
- เป้าเท่า HT ทั่วไป (I, A) — SBP <130 และยอมให้ DBP ต่ำกว่า 80 ได้
- DBP <70 แต่ SBP ยังสูง: ลด SBP ต่ออย่างระวัง (IIa, C) · เฝ้าระวังกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
- ยาหลัก ACEI และ/หรือ beta-blocker · ใช้ ARB เมื่อทน ACEI ไม่ได้ (I, A)
- มี angina: beta-blocker และ/หรือ CCB (DHP หรือ non-DHP) (I, A)
- คุมชีพจร 60–80 ครั้ง/นาที ด้วย beta-blocker หรือ non-DHP CCB (I, B)
- ห้าม non-DHP CCB ร่วมกับ beta-blocker · DHP-CCB ร่วม beta-blocker ได้
2 หลัง MI
- ไทย 2567 ไม่มีหมวดหลัง MI ระยะยาว จึงใช้แนวทาง CAD ข้างต้น
- ESH 2023: beta-blocker ช่วยพยากรณ์โรคหลัง MI ใหม่ ควรให้ทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม และไม่ต้องหยุดถ้าไม่มีปัญหา
- ESH 2023: เริ่มยาที่ ≥130/80 (I, A) · เป้าในเนื้อความ 120–129/70–79
- ESH 2023: ไม่เริ่ม beta-blocker หรือ non-DHP CCB เมื่อชีพจร <50 (III, C)
- ระยะเฉียบพลัน (ACS): ดูตาราง emergency ในหัวข้อ X
3 Heart failure — HFrEF
- เป้า SBP <130 (I, C)
- ACEI หรือ ARB หรือ ARNI + beta-blocker + MRA + SGLT2i ตามที่ทนได้ (I, A)
- diuretic: thiazide/thiazide-like เมื่อคั่งน้ำไม่มาก · loop diuretic เมื่อปอดบวมน้ำหรือ eGFR <30
- ครบ 4 กลุ่มแล้วยังไม่ถึงเป้า: เพิ่ม DHP-CCB (I, B)
- เลี่ยง non-DHP CCB (III, C)
4 Heart failure — HFpEF
- คุม BP ให้ดี (I, A) · เป้า SBP <130 (I, C)
- ใช้ยาลดความดันหลักกลุ่มใดก็ได้ · SGLT2i จำเป็นไม่ว่ามีเบาหวานหรือไม่ (ไม่ใช่ในฐานะยาลดความดัน)
- spironolactone โดยเฉพาะเมื่อ LVEF ค่อนข้างต่ำ (IIb, B)
- ARNI แทน RAS blocker: ตาราง 19 ให้ IIb, B เฉพาะเมื่อสงสัย resistant HT แต่เนื้อความเขียน I, B — ยึดตารางไว้ก่อน
- ไทย 2567 แยกเพียง HFrEF และ HFpEF ไม่มีหมวด HFmrEF
5 Atrial fibrillation
- เกณฑ์เริ่มยาและเป้าเท่า HT ทั่วไป (I, A) · วัดแบบฟังเสียงอย่างน้อย 3 ครั้ง (IIa, B)
- ยากลุ่มใดก็ได้ (I, A) · ACEI/ARB และ beta-blocker ช่วยป้องกัน AF กลับซ้ำ (IIa, B)
- ลำดับที่แนะนำ: beta-blocker + ACEI/ARB → เพิ่ม DHP-CCB หรือ diuretic → ครบ 4 กลุ่ม
- คุมอัตราด้วย beta-blocker ให้ <110 ครั้ง/นาที และ <80 เมื่อมีอาการ (I, B)
- BP ≥140/90 อย่างเดียวพิจารณา anticoagulant ได้แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น (IIa, B) · ลด SBP <160 ก่อนเริ่ม anticoagulant (I, B)
- ห้าม BB ร่วม non-DHP CCB (III, C) · ไม่ใช้ non-DHP CCB ร่วม anticoagulant ถ้าไม่จำเป็น (III, B)
6 ชีพจรขณะพัก >80 (sinus rhythm)
- ไทย 2567 ไม่มีคำแนะนำเฉพาะ · ใน resistant HT ให้เพิ่ม beta-blocker เมื่อชีพจร ≥70
- ESH 2023: ชีพจรขณะพัก >80 เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยง CV และสะท้อน sympathetic activity สูง
- ESH 2023: beta-blocker ให้ผลดีในกลุ่มนี้ (I, C) · หลักฐานว่าการลดชีพจรช่วยมาจาก post hoc analysis เท่านั้น
- ก่อนให้ยา หาสาเหตุที่แก้ได้ เช่น ซีด ไทรอยด์เป็นพิษ ขาดน้ำ กาแฟ ยาพ่นขยายหลอดลม
ไทย 2567 หมวด 6.3 ไทย 2567 · ESH 2023 หมวด 19.1 ESH 2023 · CKD คือ eGFR <60 หรือมีความผิดปกติของไต เช่น albuminuria >30 mg/g นานเกิน 3 เดือน
1 เริ่มยาและเป้า (ทุกระยะ)
- ปรับพฤติกรรม + เริ่มยาเมื่อ BP ≥140/90 ไม่ว่าไตระยะใด (I, A)
- เป้า 120–130/70–79 โดยเฉพาะเมื่อมี albuminuria และเสี่ยง CV สูง (IIa, A) — ไม่มีเป้าแยกระยะ 3, 4, 5
- ESH 2023 เป้าแรก <140/90 (I, A) แล้ว <130/80 ถ้าทนได้ในคนอายุน้อย ACR ≥300 หรือเสี่ยงสูง (II, B) · ไม่ต่ำกว่า 120/70
2 เลือกยาตาม albuminuria
- ACR <30 mg/g: ยาหลักกลุ่มใดก็ได้ — ACEI, ARB, BB, CCB, thiazide (I, B)
- ACR ≥30 mg/g: ACEI หรือ ARB ก่อน (I, A) และปรับถึงขนาดสูงสุดที่ทนได้
- ยาตัวที่สอง: CCB หรือ thiazide/thiazide-like เมื่อ eGFR >45
- ห้าม ACEI ร่วม ARB (III, B)
- เบาหวาน + CKD: SGLT2i (I, A) · finerenone พิจารณาเมื่อ albuminuria >30 ทั้งที่ใช้ ACEI/ARB เต็มขนาด
- ESH 2023: SGLT2i เมื่อ eGFR ≥20 (I, A) · finerenone ใน T2DM ที่มี albuminuria, eGFR ≥25 และ K <5.0 (I, A)
3 Diuretic และ MRA ตาม eGFR
- eGFR >45: thiazide/thiazide-like ได้
- eGFR 30–45: ใช้ loop diuretic แทน thiazide
- eGFR 15–30: chlorthalidone ได้ (IIa, B)
- spironolactone/eplerenone เฉพาะ eGFR ≥30 · ระวังเมื่อ eGFR <45 หรือ K >4.5 · ใน resistant HT ลด BP ได้แต่เสี่ยง K สูงและไตแย่ลง
- ESH 2023: ไม่แนะนำ spironolactone ตั้งแต่ระยะ 3b
4 ติดตามหลังเริ่ม ACEI/ARB
- ตรวจ Cr ภายใน 4 สัปดาห์ หลังเริ่มหรือเพิ่มขนาด · Cr ขึ้น ไม่เกิน 30% ให้ขนาดเดิมต่อ
- ลดขนาดเมื่อความดันต่ำมีอาการ K สูง หรือมีอาการยูรีเมียในระยะ 5
- ให้ potassium binder คุม K <5.5 เพื่อใช้ ACEI/ARB ต่อได้
5 ระยะ 5 ฟอกไต และปลูกถ่ายไต
- ไทย 2567 และ ESH 2023 ไม่มีเป้าหรือยาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยฟอกไต — ดูแลร่วมกับอายุรแพทย์โรคไต
- ปลูกถ่ายไต: เป้า <130/80 (IIb, B) · ยาแรก ACEI, ARB หรือ DHP-CCB (I, A)
- renovascular disease: เป้าเท่า CKD (IIa, B) · ACEI/ARB ได้ภายใต้การติดตามใกล้ชิด (IIb, B)
ไทย 2567 หมวด 6.4 ไทย 2567 · ระยะเฉียบพลันดูตารางในหัวข้อ X · หัวข้อนี้คือการป้องกันซ้ำหลังพ้นระยะเฉียบพลัน
1 หลัง ischaemic stroke / TIA
- เริ่มเมื่ออาการทางระบบประสาทคงที่และพ้น 72 ชม.
- เคยกินยาลดความดันอยู่: ให้ยาเดิมต่อ (I, A) ควรเริ่มก่อนจำหน่าย (IIa, B)
- ไม่เคยกินยา: เริ่มยากินเมื่อ BP >140/90 (IIa, B)
- เป้า 120–130/70–80 (IIb, B) · lacunar stroke ได้ประโยชน์มากสุด SBP <130 ลดเลือดออกในสมอง (IIa, B)
- หลอดเลือดในสมองตีบ: ลดมากเกินอาจเกิด TIA/stroke ซ้ำ ตั้งเป้ารายบุคคล (IIb, C)
- ระดับ BP ที่ลดได้สำคัญกว่าชนิดยา (I, A) · ARB หรือ ACEI + diuretic อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า (IIb, B)
- ESH 2023: เป้าแรก <140/80 แล้ว <130/80 ถ้าทนได้ ไม่ต่ำกว่า SBP 120 · BB ไม่ใช่ยาแรก เว้นมีข้อบ่งชี้
2 หลัง haemorrhagic stroke (sICH)
- เป้าระยะยาว ลงให้ถึง 130/80 เพื่อป้องกันเลือดออกซ้ำ (IIa, B)
- ระดับ BP สำคัญกว่าชนิดยา (I, A) · ไม่มีชนิดยาเฉพาะสำหรับ sICH
- ไทย 2567 ไม่ได้ระบุเวลาเริ่มยาหลังพ้นระยะเฉียบพลัน (หลัก 72 ชม. เขียนไว้เฉพาะ ischaemic stroke)
- ESH 2023 ไม่มีคำแนะนำแยกสำหรับระยะเรื้อรังหลัง ICH
ไทย 2567 ไม่ได้กล่าวถึงหอบหืดและ COPD จึงใช้ ESH 2023 หมวด 20.3–20.4 ESH 2023 · โรคอ้วนใช้ไทย 2567 หมวด 6.8 ไทย 2567
1 หอบหืด
- CCB เหมาะเป็นพิเศษ · เลือก ARB มากกว่า ACEI เพราะ ACEI ทำให้ไอ
- หอบหืดรุนแรงเป็นข้อห้ามของ beta-blocker · หอบหืดทั่วไปต้องระวัง ใช้เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้บังคับ
- ESH ไม่ได้ให้ระดับคำแนะนำในหมวดนี้ (เนื้อความเท่านั้น)
2 COPD
- ใช้แนวทางเลือกยาตามปกติ
- beta-blocker ไม่ใช่ข้อห้ามอีกต่อไป: meta-analysis พบลดการเสียชีวิตทั้งชนิดเลือกและไม่เลือกตัวรับ แต่เฉพาะ β1-selective ลดการกำเริบ
- จึงเลือก β1-selective (เช่น bisoprolol) เมื่อมีข้อบ่งชี้และทนได้
3 โรคอ้วน
- ค้นหาและรักษาโรคร่วม เช่น OSA (I, A) · ใช้ cuff ขนาดที่เหมาะ
- เป้าเท่าคนทั่วไป
- ลดน้ำหนักเป็นพื้นฐาน (I, A): ลด ~1 mmHg ต่อน้ำหนัก 1 กก. · ตั้งเป้าลด ≥5% · หญิง 1,200–1,500 กิโลแคลอรี/วัน ชาย 1,500–1,800 · ออกกำลังปานกลาง ≥150 นาที/สัปดาห์ (200–300 นาทีเพื่อคงน้ำหนัก)
- ยาแรก ACEI หรือ ARB · thiazide-like ขนาดต่ำและ CCB ใช้ได้ · มักใช้ ACEI/ARB + diuretic หรือ CCB
- เลือกยาที่ไม่เพิ่มน้ำหนักหรือความเสี่ยงเมตาบอลิก (I, A) · เลี่ยง beta-blocker ที่ทำให้น้ำหนักขึ้น ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ (carvedilol, nebivolol ใช้ได้)
- GLP-1 RA เป็นทางเลือกที่ดี: น้ำหนัก −8.8 กก. SBP −4.1 · semaglutide 2.4 mg ลด CVD ใน ASCVD (SELECT)
- ผ่าตัดลดน้ำหนัก: BMI ≥40, BMI 35–39.9 มีโรคร่วม หรือเบาหวาน BMI ≥30 คุมน้ำตาลไม่ได้
- ESH 2023: ไม่ใช้ GLP-1 RA, tirzepatide หรือการผ่าตัด เพื่อคุมความดันอย่างเดียว (III, C) แต่ช่วยคุมได้เมื่อลดน้ำหนัก (II, B)
- แยก alerting reaction / white-coat effect (ยืนยัน home/ABPM)
- ทบทวนพฤติกรรม + ยา/อาหารที่ทำ BP สูง (NSAIDs, OCP, ชะเอม, แอลกอฮอล์)
- ตรวจสอบ compliance — ถามผลข้างเคียง เปลี่ยนเป็นยาออกฤทธิ์ยาววันละครั้ง
- คิดถึง secondary HT
- Salt sensitivity — จำกัดเกลือ <2 g Na/วัน
- แอลกอฮอล์
สิ่งที่แยก emergency ออกจากความดันสูงมากธรรมดาคืออวัยวะที่ถูกทำลายเฉียบพลัน ไม่ใช่ตัวเลข ไทย 2567 ISH 2026 ถ้าไม่มีอวัยวะเสียหาย คือ pre-critical symptomatic HT (PSH) ซึ่งแนวทางไทย 2567 ใช้แทนคำ urgency
| ภาวะ | เป้าและเวลา (ไทย 2567) | ยาที่แนะนำ (ไทย 2567) | แนวทางสากลที่ต่างออกไป |
|---|---|---|---|
| Malignant HT | ลด MAP 20–25% ใน 2–3 ชม. | nicardipine, labetalol · nitroprusside ถ้าไม่ได้ผล | ISH: ภายในหลายชั่วโมง |
| Hypertensive encephalopathy | ลด MAP 20–25% เร็วที่สุด | nicardipine, labetalol · nitroprusside ถ้าไม่ได้ผล | — |
| ACS | SBP <140 เร็วที่สุด · ไม่ให้ SBP <110 หรือ DBP <60 | nitroglycerine, labetalol* | — |
| Acute heart failure / ปอดบวมน้ำ | SBP <140 เร็วที่สุด | nitroglycerine, nitroprusside + loop diuretic | — |
| Aortic dissection | SBP <120 และชีพจร <60 เร็วที่สุด | esmolol, labetalol, nicardipine, nitroglycerine · มักต้องใช้ 2 กลุ่ม | AHA/ACC 2025: SBP <120 ในชั่วโมงแรก |
| Ischaemic stroke ที่จะให้ยาละลายลิ่มเลือด/thrombectomy | ลดให้ต่ำกว่า 185/110 ก่อนเริ่ม · หลังทำคุม <180/105 นาน 24 ชม. | nicardipine, labetalol · ห้าม nifedipine ออกฤทธิ์สั้น | — |
| Ischaemic stroke ที่ไม่ทำ reperfusion | ลดเมื่อยัง >220/120 หลังให้พัก ให้ต่ำกว่า 220/120 | เหมือนข้างบน | ISH: ลด MAP ~15% ใน 1 ชม. |
| Intracerebral haemorrhage | SBP >180 ให้ยาฉีด · รุนแรงน้อยถึงปานกลางลดถึง 140 ได้ · ให้ความดันแกว่งน้อยที่สุด | เหมือน ischaemic stroke | ISH: ให้อยู่ระหว่าง 130–180 |
| Severe preeclampsia / eclampsia | ให้ยาลดความดันให้ทันเวลา · MgSO4 กันชักเมื่อมีอวัยวะผิดปกติ | labetalol ฉีด, nifedipine กิน, hydralazine ฉีด | ISH: <160/105 · AHA/ACC 2025: <160/110 ใน 30–60 นาที |
* เลี่ยง labetalol เมื่อปอดคั่งน้ำรุนแรง · ภาวะที่ไม่มีเป้าจำเพาะ AHA/ACC 2025 ให้ลด SBP ไม่เกิน 25% ในชั่วโมงแรก แล้วลดเป็น <160/100 ใน 2–6 ชม. และ 130–140 ใน 24–48 ชม.
ระดับ Extern — เลือกยาตามบริบทผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม
Extern
1. เลือกยาตามบริบทของผู้ป่วย
| กลุ่มผู้ป่วย | เลือก | เลี่ยง | เหตุผลที่ต้องอธิบายได้ |
|---|---|---|---|
| ตั้งครรภ์ | methyldopa · labetalol · nifedipine ออกฤทธิ์ยาว | ACEI/ARB เด็ดขาด | ทำให้ทารกพิการและไตวาย |
| ผู้สูงอายุเปราะบาง | เริ่มขนาดต่ำ ปรับช้า | ยาที่ทำให้ความดันตกท่ายืน | เสี่ยงล้มและกระดูกหัก |
| เบาหวาน + โปรตีนรั่ว | ACEI หรือ ARB | ใช้สองตัวพร้อมกัน | ป้องกันไต แต่ใช้คู่กันเพิ่ม AKI และ K สูง |
| หลังโรคหลอดเลือดสมอง | ลดความดันอย่างค่อยเป็นค่อยไป | ลดเร็วในระยะเฉียบพลัน | อาจทำให้เนื้อสมองขาดเลือดเพิ่ม |
| ผู้ป่วยหอบหืด | CCB · ARB (ACEI ทำให้ไอ) | beta-blocker ที่ไม่เลือกตัวรับ | กระตุ้นการหดตัวของหลอดลม |
2. สถานการณ์ที่ต้องแยกให้ออก
Pre-critical symptomatic HT (PSH) — แนวทางไทย 2567 ใช้แทนคำ urgency — คือความดันสูงมาก อาจมีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ แต่ไม่มีอวัยวะเสียหาย ให้หาตัวกระตุ้น ค่อย ๆ ลดใน 24–48 ชม. ด้วยยากิน และนัด 2–4 สัปดาห์ · Emergency คือมีอวัยวะเสียหายเฉียบพลัน (สมอง หัวใจ ไต ตา หลอดเลือดแดงใหญ่) ต้องให้ยาฉีดทันที โดยเป้าและเวลาขึ้นกับภาวะ · ข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุดคือการรีบลดความดันใน PSH ด้วยยาอมใต้ลิ้น
ระดับ Resident FM — HYVET, CHAP และขอบเขตของหลักฐาน
Resident
เทียบแนวทางในสถานการณ์เฉพาะ
| สถานการณ์ | ไทย 2567 | ESH / ACOG |
|---|---|---|
| ความดันสูงในหญิงตั้งครรภ์ | เริ่มยาเมื่อ ≥140/90 ในกลุ่มเสี่ยง | ACOG: เริ่มที่ ≥140/90 ตามผล CHAP trial |
| ผู้สูงอายุ ≥80 ปี | เป้า SBP 140–150 · ลดถึง 130–139 ได้ถ้าทนได้ | ESH 2023: 140–150 และพิจารณาต่ำกว่านั้นหากทนได้ |
| หลัง stroke เฉียบพลัน | ลดอย่างระมัดระวัง | มีเกณฑ์จำเพาะตามชนิดของ stroke และการให้ยาละลายลิ่มเลือด |
| Stable CAD | เริ่มยาที่ 130–139/85–89 (I, A) · ชีพจร 60–80 (I, B) | ESH: เริ่มที่ ≥130/80 (I, A) · เป้า 120–129/70–79 · ชีพจร 60–80 "ใกล้ 70" · ไม่เริ่ม BB/non-DHP เมื่อ <50 (III, C) |
| หลัง MI | ไม่มีหมวดเฉพาะ ใช้แนวทาง CAD | ESH: BB หลัง MI ใหม่ทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม และไม่ต้องหยุดถ้าทนได้ |
| HFpEF | ARNI เนื้อความ I, B แต่ตาราง 19 IIb, B (ขัดกัน) · spironolactone IIb, B | ESH: ยาหลักทุกกลุ่ม (I, A) · SGLT2i (I, A) · ARNI หรือ spironolactone (II, B) |
| ชีพจร >80 | ไม่มีคำแนะนำ (resistant HT: เพิ่ม BB เมื่อ ≥70) | ESH: เป็นปัจจัยเสี่ยง CV · BB "พิจารณาได้" (I, C) · ไม่กล่าวถึง ivabradine |
| CKD เป้า | 120–130/70–79 (IIa, A) ไม่แยกระยะ | ESH: <140/90 (I, A) แล้ว <130/80 ถ้าทนได้ในคนอายุน้อย ACR ≥300 หรือเสี่ยงสูง (II, B) |
| CKD ยาเสริม | SGLT2i ใน DM + CKD (I, A) · finerenone "อาจพิจารณา" · spironolactone เฉพาะ eGFR ≥30 | ESH: SGLT2i เมื่อ eGFR ≥20 (I, A) · finerenone T2DM + albuminuria, eGFR ≥25, K <5.0 (I, A) · ไม่แนะนำ spironolactone ตั้งแต่ 3b |
| หลัง ischaemic stroke | เป้า 120–130/70–80 (IIb, B) · lacunar SBP <130 (IIa, B) | ESH: <140/80 แล้ว <130/80 · ไม่ต่ำกว่า SBP 120 · เริ่มทันทีหลัง TIA |
| หลัง haemorrhagic stroke | เป้า 130/80 (IIa, B) · ไม่ระบุเวลาเริ่ม | ESH: ไม่มีคำแนะนำระยะเรื้อรัง |
| หอบหืด / COPD | ไม่ได้กล่าวถึง | ESH: หอบหืด CCB, ARB > ACEI, หอบหืดรุนแรงห้าม BB · COPD ใช้ BB β1-selective |
| โรคอ้วน — ยาลดน้ำหนัก | GLP-1 RA "ทางเลือกที่ดี" (SELECT ลด CVD) | ESH: ไม่ใช้ GLP-1 RA, tirzepatide, ผ่าตัด เพื่อคุม BP อย่างเดียว (III, C) แต่ช่วยเมื่อลดน้ำหนัก (II, B) |
หลักฐานที่เปลี่ยนการปฏิบัติ
- HYVET (2008) — ในผู้สูงอายุ ≥80 ปี การรักษาความดันลดการเสียชีวิตและภาวะหัวใจล้มเหลว ลบความเชื่อเดิมว่าไม่ควรรักษาในวัยนี้
- CHAP (2022) — การรักษาความดันสูงระดับอ่อนในหญิงตั้งครรภ์ลดผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์โดยไม่ทำให้ทารกโตช้า เปลี่ยนเกณฑ์การเริ่มยา
- SPS3 — เป้า SBP <130 หลัง lacunar stroke มีแนวโน้มลดเลือดออกในสมอง
จุดที่ต้องใช้วิจารณญาณ
- ผู้สูงอายุที่เปราะบาง — งานวิจัยส่วนใหญ่คัดผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้เข้าร่วม ผลจึงใช้กับผู้ป่วยติดเตียงหรือมีภาวะสมองเสื่อมรุนแรงได้อย่างจำกัด
- ความดันตกท่ายืน — ควรวัดทุกครั้งก่อนเพิ่มยาในผู้สูงอายุ เพราะเป็นตัวทำนายการล้มที่ดีกว่าค่าความดันขณะนั่ง
- หลังคลอด — ความดันมักสูงสุดในวันที่ 3–6 หลังคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ป่วยกลับบ้านแล้ว จึงต้องนัดติดตามให้ชัดเจน
- CKD ระยะ 4–5 กับเป้า 120–130 — หลักฐานที่ไทย 2567 อ้าง (SPRINT) คัดผู้ป่วย eGFR <20 และผู้ป่วยฟอกไตออก เป้านี้จึงเป็นการขยายผลไปยังระยะ 5 โดยไม่มีข้อมูลตรง ESH จึงเขียนเป้าแรกที่ <140/90
- ไทย 2567 ไม่มีหมวดหลัง MI, ชีพจรเร็ว, หอบหืดและ COPD — หนังสือเล่มนี้จึงเติมด้วย ESH 2023 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื้อความไม่มีระดับคำแนะนำ ต้องแจ้งผู้เรียนว่าน้ำหนักหลักฐานต่างจากข้อที่มี class/level
- ยาลดน้ำหนักกับความดัน — ไทย 2567 เขียน GLP-1 RA เป็น "ทางเลือกที่ดี" ส่วน ESH ให้ III, C สำหรับการใช้เพื่อคุม BP อย่างเดียว ทั้งสองไม่ขัดกันถ้าอ่านว่า: ให้ยาเพื่อลดน้ำหนักตามข้อบ่งชี้ของโรคอ้วน แล้วรับผลต่อ BP เป็นผลพลอยได้
ISH 2026 — hypertensive emergency
- นิยามอยู่ที่อวัยวะ ไม่ใช่ตัวเลข — มักพบ BP ราว ≥180/120 แต่ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ต้องมีอวัยวะถูกทำลายเฉียบพลัน (malignant HT, encephalopathy, TMA, stroke, ACS, pulmonary oedema, aortic dissection, severe preeclampsia)
- ตรวจเบื้องต้น — Hb, platelet, Cr, Na, K, LDH, urinalysis + sediment, ตรวจจอตา, ECG · เพิ่ม troponin, CXR, echo, CT/MRI, CTA ตามอาการ
- ตารางเป้าและยาแยกตามภาวะ (ไทย 2567 เทียบ ISH 2026 และ AHA/ACC 2025) อยู่ในหัวข้อ X เพื่อให้เห็นได้ทุกระดับ · ISH ใช้ urapidil เป็นทางเลือกในหลายภาวะ ซึ่งอาจไม่มีในบัญชียาของโรงพยาบาล
- Malignant HT พบสาเหตุทุติยภูมิ 20–40% จึงควรตรวจหาสาเหตุ · หลังพ้นภาวะวิกฤตให้นัดทุกเดือนจนถึงเป้า
ISH 2026 — ตั้งครรภ์ หลังคลอด และให้นมบุตร
- เป้า office BP <140/90 และเลี่ยงไม่ให้ต่ำเกินไป · ใช้เครื่องวัดที่ผ่านการรับรองในหญิงตั้งครรภ์และ preeclampsia
- 140–159/90–109 — ยาแรก labetalol กิน หรือ nifedipine ออกฤทธิ์ยาว · ทางเลือก methyldopa (เพิ่มความเสี่ยงซึมเศร้าหลังคลอด) · metoprolol, bisoprolol และ DHP-CCB ตัวอื่นปลอดภัยแต่ข้อมูลน้อยกว่า · ห้ามใช้ยากลุ่ม RAS blocker
- >160/110 — รับไว้ในโรงพยาบาลทันที ลดให้ <160/105 ภายใน 2–3 ชม. ด้วย labetalol ฉีด (หรือ nicardipine, esmolol, hydralazine, urapidil) หรือ methyldopa, nifedipine, nicardipine ชนิดกิน · พิจารณายุติการตั้งครรภ์
- Preeclampsia หรือความดันสูงรุนแรง ควร admit · ส่งตรวจ CBC, urinalysis, Cr, uric acid, LFT · dipstick บวกให้ส่ง UACR หรือ UPCR
- AHA/ACC 2025 — เลือก labetalol หรือ nifedipine ER · ความดันสูงเรื้อรังขณะตั้งครรภ์รักษาให้ <140/90 · ≥160/110 ยืนยันใน 15 นาทีแล้วลดให้ <160/110 ใน 30–60 นาที · เลี่ยง atenolol, ACEI, ARB, direct renin inhibitor, nitroprusside และ MRA · aspirin 81 mg/วัน
- หลังคลอด — วัด BP ทุกวันในวันที่ 3–7 · ใช้ยาที่แนะนำได้ทุกตัวยกเว้น methyldopa
- ให้นมบุตร — เลือก enalapril, nifedipine ออกฤทธิ์ยาว หรือ amlodipine · beta-blocker ใช้ได้ · ARB มีข้อมูลจำกัด
- ระยะยาว — ตรวจ BP และการทำงานของไตทุกปี เพราะความดันสูงขณะตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยง CV ในอนาคต
- ป้องกัน — ออกกำลังกาย · aspirin 100–150 mg จากสัปดาห์ที่ 12 ถึง 36 ในรายเสี่ยง · calcium ราว 1 g/วัน ถ้ากินแคลเซียม <600 mg/วัน
ISH 2026 — เด็ก อุณหภูมิอากาศ และ AF
- เด็ก — พบราว 4% · วินิจฉัยจาก office BP 2–3 ครั้ง ด้วยเครื่องที่รับรองในเด็กและ cuff ขนาดพอดี · อายุ <16 ปี: grade 1 = ≥P95 ถึง <P95 + 12 mmHg, grade 2 = ≥P95 + 12 mmHg · อายุ ≥16 ปีใช้เกณฑ์ผู้ใหญ่
- หาสาเหตุทุติยภูมิเมื่อ อายุ <6 ปี · อายุ 6–12 ปีที่ไม่อ้วนและไม่มีประวัติครอบครัว · grade 2 ที่ไม่อ้วน · มี HMOD · ความดันสูงเฉียบพลันรุนแรง · มีกลุ่มอาการหรือประวัติครอบครัวของความดันสูงทุติยภูมิ
- Grade 1 ปรับพฤติกรรม 3–6 เดือนก่อนเริ่มยา · เริ่มยาทันทีเมื่อเป็น grade 2, emergency, มีอาการ, DM, CKD หรือ HMOD · เป้า <P90 (อายุ ≥16 ปี <130/80) · CKD <P75 และ <P50 ถ้ามี proteinuria · ส่งต่อกุมารแพทย์
- อากาศร้อน — BP ต่ำลงราว 5 mmHg ในอากาศร้อนและสูงขึ้นในอากาศเย็น · ถ้า BP ต่ำกว่าเป้ามากต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการ ให้พิจารณาลดยา · อากาศร้อนจัด เหงื่อออกมาก และขาดน้ำ เสี่ยงความดันต่ำเมื่อใช้ diuretic หรือ RAS blocker
- AF — คุม SBP <160 ก่อนเริ่ม anticoagulant และคงไว้ <140 · ใช้ beta-blocker คุมอัตราการเต้น <80
มุมมองเชิงวิพากษ์
ISH 2026 ย้ำสิ่งที่บทนี้สอนอยู่แล้ว คือสิ่งที่แยก emergency ออกจากความดันสูงมากธรรมดาคืออวัยวะที่ถูกทำลาย ไม่ใช่ตัวเลข ตัวเลขตัดในบทนี้ (≥180/110) กับของ ISH (ราว ≥180/120) จึงไม่ควรใช้ตัดสินใจเพียงลำพัง และแนวทางไทย 2567 ก็เลิกใช้คำ urgency เปลี่ยนเป็น PSH ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือคำเดิมชวนให้รีบลดความดันด้วยยาฉีด · ยกเว้นกลุ่ม stroke แล้ว เป้าและเวลาในตารางมีหลักฐานจาก RCT จำกัด และยาฉีดบางตัว (เช่น urapidil, esmolol) อาจไม่มีในทุกโรงพยาบาล ควรเทียบกับบัญชียาของโรงพยาบาลก่อนใช้ · ในไทย methyldopa ยังใช้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ข้อแนะนำให้เปลี่ยนยาหลังคลอดจึงเป็นจุดที่ควรเช็กทุกครั้งที่จำหน่าย · ส่วนผลของอากาศร้อนเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุไทยที่ใช้ diuretic ในช่วงหน้าร้อนโดยตรง
อ้างอิง: แนวทาง HT ไทย 2567 หมวด 6.1–6.4, 6.8, 6.11 · ESH 2023 J Hypertens 2023;41:1874–2071 หมวด 17–20 · ESC 2024 · ACOG Practice Bulletin · HYVET NEJM 2008 · CHAP NEJM 2022 · SPS3 Lancet 2013 · ISH 2026 Section 9.4–9.7 · AHA/ACC 2025 · ISH position paper: pregnancy 2026, children 2026
ชาย 58 ปี DM + CKD (eGFR 52, ACR 380) · office BP 158/94 ทั้งที่ใช้ enalapril 20 + amlodipine 10 + HCTZ 25 mg/วัน · home BP เฉลี่ย 150/92 · K 4.2
เข้าเกณฑ์ resistant HT ไหม และควรทำอะไรก่อนเพิ่มยา?
ใช้ ≥3 กลุ่มรวม diuretic แล้วยังไม่ถึงเป้า + home สูงด้วย → resistant HT จริง (ไม่ใช่ white-coat) · เช็ก adherence, เทคนิควัด, NSAIDs/ชะเอม, กินเค็ม · ตรวจ secondary (PA: ARR) · เป้าราย ACR ≥300 = <130/80
ควรเพิ่มยาตัวใด?
Step 2 ของ resistant HT → เพิ่ม spironolactone 25 mg OD (ยาที่ได้ผลดีสุด) · เฝ้าระวัง K และ Cr ที่ 1–4 สัปดาห์ (ใช้ร่วม ACEI + eGFR 52 = เสี่ยง hyperK) · ถ้ายังไม่ถึงเป้าค่อยพิจารณา BB
จบเคส — "ยืนยันดื้อยาจริง → เพิ่ม diuretic ถึงขนาด → spironolactone → เฝ้า K"
Coronary Artery Disease
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
หลักคิด CAD/ACS 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง Thai ACS 2563ESC 2023/24- เจ็บอกเฉียบพลัน
- EKG ใน 10 นาที · ASA 162–325 mg เคี้ยว · ส่ง รพ. ที่ทำ PCI ได้
- STEMI
- PCI ถ้าถึงได้ทัน มิฉะนั้นให้ยาละลายลิ่มเลือดแล้วส่งต่อprimary PCI ภายใน 120 นาทีจากการวินิจฉัย
- ยาทุกราย
- ASA 81 · high-intensity statin · beta-blocker หลัง MI · ACEI/ARB เมื่อมีข้อบ่งชี้ · nitrate อมใต้ลิ้น
- LDL
- high-intensity statin ในทุกรายLDL <55 mg/dL และลด ≥50% จากค่าเดิม
- DAPT หลังใส่ขดลวด (ACS)
- 12 เดือน12 เดือน · สั้นลงเหลือ 3–6 เดือนถ้าเสี่ยงเลือดออกสูง
ACS เกิดจาก plaque disruption → thrombus — แบ่งตาม ECG (ST-elevation) และ troponin Thai ACS 4th Universal Def
| กลุ่ม | ECG | Troponin |
|---|---|---|
| Unstable angina (UA) | ไม่มี ST-elevation | ปกติ |
| NSTEMI | ไม่มี ST-elevation (อาจมี ST-depression/T-inv) | สูง |
| STEMI | ST-elevation | สูง |
1 อาการ
- เจ็บแน่นหน้าอกกลางอก บีบ/หนัก ร้าวแขนซ้าย/คอ/กราม
- STEMI: เจ็บนาน ≥30 นาที + เหงื่อแตก คลื่นไส้
- Anginal equivalents (เหนื่อย จุกลิ้นปี่ เป็นลม): พบมากในผู้หญิง ผู้สูงอายุ เบาหวาน
- ร้าวไป trapezius คิดถึง pericarditis
2 ECG
- ทำภายใน 10 นาทีแรกที่มาถึง
- STEMI: ST-elevation ตามเกณฑ์
- NSTE-ACS: ST-depression ใหม่ / T-inversion ลึก ≥3 mm
- Inferior MI → ตรวจ V4R หา RV infarction
3 Troponin
- hs-cTn: ใช้ 0-h/1-h algorithm rule-in/out
- NSTEMI peak 12–24 ชม. · สูงอยู่ 7–10 วัน
- สูงได้จากภาวะอื่น (myocardial injury): HF, myocarditis, PE, sepsis, CKD, stroke
4 Risk score
- GRACE >140 = high-risk → invasive เร็ว
- TIMI: 7 ข้อ (ดูเครื่องคำนวณด้านล่าง)
- HEART: คัดกรองที่ ER (0–3 low, ≥4 admit)
TIMI Risk Score (NSTE-ACS)
เลือกข้อที่มี (ข้อละ 1 คะแนน)
1 Anti-ischemic
- O₂ เมื่อ SaO₂ <90%
- NTG SL 0.3–0.6 mg → IV ถ้ายังเจ็บ (เลี่ยงถ้าใช้ PDE-5i, RV infarct, SBP<90)
- Beta-blocker กิน คุม HR 50–60 (เลี่ยง shock/Killip III–IV/asthma)
- Morphine 1–5 mg IV ถ้าเจ็บมากดื้อยา
2 Antiplatelet (DAPT)
- ASA load 150–325 mg → 75–100 mg/วัน
- + P2Y12: ticagrelor 180→90 BID หรือ clopidogrel 300–600→75 หรือ prasugrel (เลี่ยงถ้าเคย stroke/TIA)
- DAPT มาตรฐาน 12 เดือน (ปรับตาม bleeding/ischemic risk)
3 Anticoagulant
- Enoxaparin 1 mg/kg SC q12h · หรือ UFH · fondaparinux 2.5 mg SC OD
- เลือกตามแผน invasive และการทำงานของไต
4 Statin แรง
- Atorvastatin 80 หรือ rosuvastatin 40 mg ให้เร็ว
- เป้า LDL <55 mg/dL (เพิ่ม ezetimibe ± PCSK9i ถ้าไม่ถึง)
- ทันที <2 ชม. (very-high): shock, HF จาก ischemia, cardiac arrest, arrhythmia อันตราย, mechanical complication, เจ็บดื้อยา
- เร็ว <24 ชม. (high): ยืนยัน NSTEMI · GRACE >140 · ST/T เปลี่ยนแปลง dynamic
- Selective (non-high): พิจารณาตามความเสี่ยง/ผล noninvasive
เลือกวิธี reperfusion
| สถานการณ์ | เป้าเวลา |
|---|---|
| Primary PCI (รพ.ทำ PCI ได้) | FMC-to-device ≤90 นาที |
| ส่งต่อไปทำ PCI | รวม ≤120 นาที (DIDO ≤30 นาที) |
| คาดว่าส่งต่อ >120 นาที → fibrinolysis | door-to-needle ≤30 นาที แล้วส่งต่อทำ angio 3–24 ชม. |
| Cardiogenic shock | ส่งทำ cath ทันที ไม่ว่าจะช้าแค่ไหน |
ผู้ป่วย stable angina / หลัง ACS ที่คงที่ — เน้นคุมอาการ (anti-anginal) + ลดเหตุการณ์ระยะยาว Thai CCS 2564 ESC 2024
1 Anti-anginal
- First-line: beta-blocker (cardioselective) และ/หรือ non-DHP CCB
- Nitrate ออกฤทธิ์สั้น (ISDN) บรรเทาเฉียบพลัน
- DHP-CCB ออกฤทธิ์ยาว เป็น adjunct (เลี่ยง nifedipine สั้น)
- Second-line: ivabradine, trimetazidine, nicorandil, ranolazine
2 ยาลดเหตุการณ์ (A–B–C–D–E)
- Antiplatelet (ASA) + ACEI (ถ้ามี DM/HT/HF/LV ต่ำ)
- Beta-blocker (โดยเฉพาะหลัง MI/LV ต่ำ)
- Cholesterol: statin แรง เป้า LDL <55
- Diet/DM control · Exercise + เลิกบุหรี่ (cardiac rehab)
3 Vasospastic (Prinzmetal)
- เจ็บขณะพัก + ST-elevation ชั่วคราว
- รักษา CCB + nitrate (CCB first-line)
- เลี่ยง beta-blocker และ ASA (อาจแย่ลง)
ระดับ Extern — แยกเจ็บอกและดูแล CAD ต่อเนื่อง
Extern
1. แยกเจ็บอกที่ต้องรีบ ออกจากที่รอได้
| ลักษณะ | Typical angina | สัญญาณอันตรายที่ต้องส่งทันที |
|---|---|---|
| อาการ | แน่นกลางอก ร้าวกราม/แขนซ้าย | เจ็บขณะพัก >20 นาที · เหงื่อแตก · เป็นลม · หอบ |
| ตัวกระตุ้น | ออกแรง อารมณ์ อากาศเย็น | เกิดเองขณะพักหรือรุนแรงขึ้นเร็วในไม่กี่วัน |
| บรรเทา | พักหรืออมไนเตรตแล้วดีขึ้นใน 5 นาที | อมไนเตรตแล้วไม่ดีขึ้น |
| สิ่งที่ต้องทำ | ประเมินความเสี่ยง นัดตรวจเพิ่ม | EKG ภายใน 10 นาที · ASA 162–325 mg เคี้ยว · ส่ง รพ.ที่ทำ PCI ได้ |
กลุ่มที่อาการไม่ตรงตำรา: ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวาน อาจมาด้วยเหนื่อย อ่อนเพลีย แน่นท้อง คลื่นไส้ แทนที่จะเจ็บอกชัดเจน — การใช้เกณฑ์ typical อย่างเดียวจึงพลาดกลุ่มนี้บ่อย
2. ยาที่ผู้ป่วย CAD ทุกคนควรได้ (ถ้าไม่มีข้อห้าม)
| กลุ่ม | เพื่ออะไร | จุดที่มักพลาด |
|---|---|---|
| ASA 81 mg | ป้องกันการเกิดซ้ำ | หยุดเองเมื่อจะทำฟันหรือผ่าตัดเล็กโดยไม่จำเป็น |
| High-intensity statin | ลดเหตุการณ์ซ้ำ | ให้ขนาดต่ำเกินไป หรือหยุดเมื่อ LDL ลงแล้ว |
| Beta-blocker | ลดอาการและอัตราตายหลัง MI | ไม่ได้ไล่ขนาดขึ้นจนถึงระดับที่ใช้ในงานวิจัย |
| ACEI/ARB | โดยเฉพาะเมื่อมี EF ต่ำ เบาหวาน CKD หรือความดันสูง | ลืมเจาะ Cr และ K หลังเริ่ม |
| ไนเตรตอมใต้ลิ้น | บรรเทาอาการเฉียบพลัน | ไม่ได้สอนวิธีใช้และไม่ได้เตือนเรื่องยาปลุกอารมณ์ทางเพศ ซึ่งห้ามใช้ร่วมกัน |
3. ติดตามอะไรในคลินิกปฐมภูมิ
ถามอาการเจ็บอกเทียบกับครั้งก่อน (ถี่ขึ้น/เบาลง) · ตรวจสอบว่ายังกิน ASA และ statin จริง · คุมความดัน เบาหวาน และบุหรี่ · ประเมินอาการซึมเศร้าซึ่งพบบ่อยหลัง MI และทำให้ผลลัพธ์แย่ลง · ส่งต่อเมื่ออาการเปลี่ยนเป็นแย่ลง หรือเกิดอาการขณะพัก
ระดับ Resident FM — ISCHEMIA และการเลือกระหว่างยา กับการสวนหัวใจ
Resident
เทียบแนวทางไทยกับ ESC
| ประเด็น | Thai ACS | ESC |
|---|---|---|
| STEMI | PCI ถ้าถึงได้ทัน มิฉะนั้นให้ยาละลายลิ่มเลือดแล้วส่งต่อ | Primary PCI ภายใน 120 นาทีจากการวินิจฉัย |
| ชื่อเรียกกลุ่มโรคเรื้อรัง | Stable angina | Chronic coronary syndrome — สื่อว่าเป็นโรคที่ดำเนินต่อเนื่อง ไม่ใช่ภาวะนิ่ง |
| DAPT หลังใส่ขดลวด | ทั่วไป 12 เดือนใน ACS | ปรับตามความเสี่ยงเลือดออก อาจสั้นลงเหลือ 3–6 เดือนในผู้เสี่ยงสูง |
หลักฐานที่เปลี่ยนวิธีคิด
- COURAGE (2007) และ ISCHEMIA (2020) — ในโรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรังที่อาการคงที่ การสวนหัวใจใส่ขดลวดไม่ได้ลดการตายหรือ MI เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยยาที่ดี · ประโยชน์หลักคือบรรเทาอาการ — นี่คือประเด็นที่ควรอธิบายผู้ป่วยที่มาถามว่า "ทำไมหมอไม่สวนหัวใจให้"
- FOURIER / ODYSSEY — การลด LDL ต่อด้วย PCSK9 inhibitor ยังลดเหตุการณ์ได้อีก สนับสนุนแนวคิด lower is better
- COMPASS (2017) — rivaroxaban ขนาดต่ำร่วมกับ ASA ลดเหตุการณ์ในกลุ่มเสี่ยงสูง แลกกับเลือดออกที่เพิ่มขึ้น
จุดที่ต้องใช้วิจารณญาณ
- การแปลผล ISCHEMIA ในบริบทไทย — ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยได้ optimal medical therapy จริงก่อนจะบอกว่าไม่ต้องสวน ซึ่งหมายถึงยาครบกลุ่มและถึงขนาดที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่ได้ยาบางตัว
- ระยะเวลา DAPT — ต้องชั่งระหว่างลิ่มเลือดในขดลวดกับเลือดออก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีประวัติเลือดออกทางเดินอาหาร
- Troponin ที่ขึ้นโดยไม่ใช่ ACS — พบได้ในไตวาย ภาวะติดเชื้อรุนแรง หัวใจล้มเหลว การแปลผลต้องดูแนวโน้มและบริบททางคลินิก ไม่ใช่ค่าตัวเดียว
อ้างอิง: Thai ACS Guideline · ESC ACS Guidelines · ESC Chronic Coronary Syndromes · COURAGE NEJM 2007 · ISCHEMIA NEJM 2020 · FOURIER NEJM 2017 · COMPASS NEJM 2017
ชาย 60 ปี DM สูบบุหรี่ · เจ็บแน่นหน้าอกกลางอก 45 นาที ร้าวแขนซ้าย เหงื่อแตก · BP 135/85 HR 92 · มาถึง ER รพช.ที่ไม่มี cath lab
ขั้นแรกทำอะไร และดูอะไรใน ECG?
ECG ใน 10 นาที + ให้ ASA เคี้ยว 160–325 + P2Y12 load + NTG SL · ECG พบ ST-elevation II, III, aVF → inferior STEMI · ตรวจ V4R หา RV infarct · เจาะ troponin (แต่ไม่รอผลถ้า STEMI ชัด)
รพ.ไม่มี cath lab และส่งต่อใช้เวลา ~150 นาที ควรทำ reperfusion แบบใด?
คาดว่าถึง cath >120 นาที → fibrinolysis ที่นี่เลย door-to-needle ≤30 นาที (ไม่มีข้อห้าม: BP ไม่สูงเกิน, ไม่มี bleeding) แล้วส่งต่อทำ angiography 3–24 ชม. · ถ้ามี RV infarct ให้ระวัง — ให้สารน้ำ เลี่ยง nitrate/morphine เกินขนาด
จบเคส — "STEMI = เวลาคือกล้ามเนื้อ · ส่งต่อ >120 นาที ให้ละลายลิ่มเลือดก่อน"
ยารักษาความดันโลหิตสูง
วิธีใช้บทนี้
หลักเลือกยา 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ทบทวนวรรณกรรมTHS + ESC- คู่ยาที่แนะนำ
- A + C หรือ A + D · สามตัวคือ A + C + D · ห้าม ACEI ร่วมกับ ARB
- ตัวที่สี่
- spironolactone ถ้า K และ eGFR อำนวย (PATHWAY-2)
- thiazide
- HCTZ ตามบัญชียาหลักthiazide-like (chlorthalidone, indapamide) ก่อน HCTZ
- ตรวจหลังเริ่มยา
- ACEI/ARB: Cr, K ที่ 1–2 สัปดาห์ · thiazide: K, Na, กรดยูริกที่ 2–4 สัปดาห์
- บวมจาก amlodipine
- เพิ่ม RASi ได้ผลดีกว่าเพิ่มยาขับปัสสาวะ
ยับยั้ง ACE → ลด angiotensin II + เพิ่ม bradykinin (จึงเกิดไอแห้ง) · ลด aldosterone · ลด glomerular pressure (ปกป้องไต) THS
1 Captopril
- ออกฤทธิ์เอง (มี -SH) · half-life สั้น ~2 ชม. · วันละ 2–3 ครั้ง
- HT: เริ่ม 12.5–25 mg BID–TID → สูงสุด 150 mg/วัน
- HF: 6.25–12.5 mg TID → เป้า 50 mg TID
- กินก่อนอาหาร 1 ชม. · ผื่น/รสเปลี่ยนพบมากกว่าตัวอื่น
2 Enalapril
- Prodrug → enalaprilat (half-life ~11 ชม.) · วันละ 1–2 ครั้ง
- HT: เริ่ม 5 mg OD → 10–20 mg/วัน → สูงสุด 40 mg/วัน
- HF: เริ่ม 2.5 mg → เป้า 10–20 mg BID
- ผู้ใช้ diuretic/ขาดน้ำ/CrCl<30 เริ่ม 2.5 mg
Compelling: HFrEF · post-MI (LV ต่ำ) · DM/CKD ที่มี proteinuria · LVH · ติดตาม Cr/eGFR + K ก่อนเริ่ม, 1–2 สัปดาห์, แล้วทุก 3–6 เดือน
อ่านเพิ่ม: ประวัติ & กลไกโดยละเอียด
Extern
ประวัติและวิวัฒนาการ
เริ่มจากการค้นพบ renin (Tigerstedt & Bergman, 1898) และ angiotensin (1940) · Goldblatt (1934) แสดงว่าการผูกหลอดเลือดแดงไตทำให้ความดันสูง · พิษงู Bothrops jararaca นำสู่ teprotide (ACE inhibitor ตัวแรก แต่ให้ทางหลอดเลือดดำเท่านั้น) · Cushman & Ondetti (Squibb, 1975) พัฒนา captopril เป็น ACEI ชนิดกินตัวแรกด้วยหลัก rational drug design · ตามด้วย enalapril, lisinopril ที่ออกฤทธิ์นานกว่า
กลไกระดับโมเลกุล (2 ทาง)
- ยับยั้งการสร้าง angiotensin II: ACE เปลี่ยน AngI (10 aa) → AngII (8 aa); ACEI จับ active site (zinc) จึงหยุดการสร้าง AngII ซึ่งเป็นสารบีบหลอดเลือดแรง
- ยับยั้งการสลาย bradykinin: ACE (= kininase II) สลาย bradykinin ด้วย เมื่อถูกยับยั้ง bradykinin เพิ่มขึ้น → ขยายหลอดเลือด + สร้าง NO/prostacyclin (แต่ก็เป็นเหตุของไอแห้ง/angioedema)
ผลทางสรีรวิทยา
- ลด AngII → ลด vasoconstriction + ลด aldosterone (ขับ Na/น้ำ)
- ลด cardiac/vascular remodeling
- ไต: ขยาย efferent arteriole มากกว่า afferent → ลด glomerular pressure → ลด proteinuria ชะลอไตเสื่อม
3 กลุ่มย่อยตามโครงสร้าง
- Sulfhydryl (captopril): active เอง, half-life สั้น, ให้ 2–3 ครั้ง/วัน, ผื่น/รสเปลี่ยนพบมากกว่า
- Carboxyl (enalapril = prodrug → enalaprilat, lisinopril): ออกฤทธิ์นาน 1–2 ครั้ง/วัน
- Phosphorus (fosinopril): ขับทั้งไต+ตับ เหมาะเมื่อไตบกพร่อง
บล็อก AT1 receptor โดยตรง → ประโยชน์คล้าย ACEI แต่ ไอแห้ง/angioedema น้อยกว่ามาก (ไม่เพิ่ม bradykinin) · เป็นทางเลือกเมื่อทน ACEI ไม่ได้ THS
1 Losartan
- Active metabolite EXP3174 (แรงกว่า 10–40 เท่า, half-life 6–9 ชม.)
- HT: เริ่ม 50 mg OD → 100 mg OD (ผู้ใช้ diuretic/ขาดน้ำ เริ่ม 25 mg)
- มีฤทธิ์ลดกรดยูริกเล็กน้อย
2 Valsartan
- Half-life ~6 ชม. · HT: เริ่ม 80 mg OD → 160 mg OD → สูงสุด 320 mg/วัน
- HF: เริ่ม 40 mg BID → เป้า 160 mg BID
- Post-MI: เริ่ม 20 mg BID → 160 mg BID
Compelling: เหมือน ACEI (DM/CKD proteinuria, HFrEF, post-MI, LVH) โดยเฉพาะผู้ที่ไอจาก ACEI
อ่านเพิ่ม: ประวัติ & กลไกโดยละเอียด
Extern
ประวัติ
พัฒนาในทศวรรษ 1970–80 หลังพบตัวรับ angiotensin II ≥2 ชนิด — AT1 (รับผิดชอบผลส่วนใหญ่: บีบหลอดเลือด, หลั่ง aldosterone, remodeling) และ AT2 (ผลตรงข้าม) · ARB บล็อกที่ตัวรับ AT1 โดยตรง แทนที่จะยับยั้งเอนไซม์ ACE
กลไกระดับโมเลกุล
- บล็อก AT1 แบบจำเพาะ (competitive/insurmountable) — บางตัวแม้ AngII สูงก็แย่งไม่ได้
- AngII ที่เพิ่มขึ้นไปกระตุ้น AT2 → ขยายหลอดเลือด, ต้านการโต
- ไม่ยุ่งกับ bradykinin → ไอแห้ง/angioedema น้อยกว่า ACEI มาก
ความต่างในกลุ่ม (เลือกใช้)
- Losartan: reversible + active metabolite EXP3174 (แรงกว่า 10–40 เท่า) · มีฤทธิ์ ขับกรดยูริก (ดีถ้ายูริกสูง)
- Telmisartan: half-life นานสุด ~24 ชม., ขับทางตับ >97%, กระตุ้น PPAR-γ เล็กน้อย (ผลดี metabolic)
- Candesartan: ขับทั้งไต+ตับ · Azilsartan: ฤทธิ์ AT1 แรงสุดในกลุ่ม
ผลต่อไตเหมือน ACEI (ขยาย efferent → ลด proteinuria) · โดยรวมประโยชน์ทางคลินิกใกล้เคียง ACEI
บล็อก L-type Ca channel ที่หลอดเลือด → vasodilation · ดีในผู้สูงอายุ/ISH · ลด stroke · ไม่มีผลเสียต่อ metabolic · เลี่ยง short-acting nifedipine (reflex tachycardia) THS
1 Amlodipine
- Half-life ยาว 35–50 ชม. → OD, ค่อย ๆ ลด BP
- HT: เริ่ม 5 mg OD → สูงสุด 10 mg/วัน (สูงอายุ/ตับ เริ่ม 2.5)
2 Nifedipine SR/XL
- SR (12 ชม.): 10–20 mg BID → สูงสุด 120 mg/วัน
- XL/GITS (24 ชม.): 30 mg OD → 60–90 mg OD
3 Felodipine
- 2.5–5 mg OD → สูงสุด 20 mg/วัน (สูงอายุ/ตับ เริ่ม 2.5)
4 Manidipine / Lercanidipine
- 10 mg OD → 20 mg OD
- บวมข้อเท้าน้อยกว่า · เหมาะเมื่อมี albuminuria (ขยายทั้ง afferent+efferent)
Compelling: ISH ผู้สูงอายุ · CAD (ยาว, adjunct) · ตั้งครรภ์ (nifedipine long-acting)
อ่านเพิ่ม: ประวัติ & กลไกโดยละเอียด
Extern
ประวัติ
Nifedipine เป็น DHP ตัวแรก (ยุโรป 1975) แบบ immediate-release ต้องกินหลายครั้ง + เกิด reflex tachycardia จึงพัฒนา SR/XL(GITS) ให้ปล่อยยาช้า · Amlodipine (Pfizer, FDA 1992) half-life ยาว 35–50 ชม. กลายเป็น CCB ที่ใช้แพร่หลายสุด
กลไก
- บล็อก L-type Ca channel (α1 subunit) ที่ open/inactivated state → กันแคลเซียมเข้าเซลล์
- จำเพาะต่อหลอดเลือด > หัวใจ → ขยายหลอดเลือดเด่น (ลด afterload) ไม่กด contractility มาก
- ขยาย coronary → เพิ่มเลือดเลี้ยงหัวใจ · ขยาย afferent arteriole (ต่างจาก ACEI/ARB)
Short-acting vs Long-acting
- Short-acting (nifedipine IR): half-life 2–5 ชม., เกิด reflex tachycardia — ไม่แนะนำใน HT เรื้อรัง
- Long-acting (amlodipine, nifedipine SR/XL, felodipine, lercanidipine): half-life 12–50 ชม., ค่อย ๆ ลด BP, AE น้อยกว่า — เป็นตัวเลือกหลัก
ความต่างในกลุ่ม
- Amlodipine/felodipine/lercanidipine: vascular selectivity สูง · lercanidipine lipophilic สุด
- Manidipine: บล็อกทั้ง L- และ T-type → อาจปกป้องไตเพิ่ม (ดีเมื่อมี albuminuria)
- Amlodipine/lercanidipine มีฤทธิ์ antioxidant
1 HCTZ (thiazide)
- ยับยั้ง Na-Cl cotransporter ที่ DCT · ราคาถูกสุด
- HT: เริ่ม 12.5 mg OD → 25 mg OD (>25 mg ไม่เพิ่มผล แต่เพิ่ม AE)
- บวมน้ำ: 25–100 mg/วัน
- Chlorthalidone ออกฤทธิ์ยาวกว่า (half-life 40–60 ชม.)
2 Furosemide (loop)
- ยับยั้ง Na-K-2Cl ที่ loop of Henle
- เริ่ม 20–40 mg OD–BID → สูงสุด 600 mg/วัน
- ใช้แทน thiazide เมื่อ eGFR <30 · HF/CKD ระยะลุกลาม
Compelling: ISH ผู้สูงอายุ · ป้องกัน stroke (คู่ ACEI/ARB) — ติดตาม Na, K, กรดยูริก
อ่านเพิ่ม: ประวัติ & กลไกโดยละเอียด
Extern
ประวัติ
Chlorothiazide (Merck, 1957–58) เป็น thiazide ตัวแรก จากการพัฒนายายับยั้ง carbonic anhydrase · HCTZ (1959) แรงกว่า ใช้ขนาดต่ำกว่า · Furosemide (Hoechst, 1962→ใช้ 1966) เป็น loop diuretic · อดีตใช้ HCTZ 50–100 mg (hypokalemia มาก) ปัจจุบันใช้ขนาดต่ำ 12.5–25 mg
กลไก
- Thiazide: ยับยั้ง Na-Cl cotransporter (NCC) ที่ distal convoluted tubule → ขับ Na/น้ำ · ระยะยาวยังขยายหลอดเลือดโดยตรง + ลดการตอบสนองต่อ vasoconstrictor
- Loop: ยับยั้ง Na-K-2Cl (NKCC2) ที่ thick ascending limb (ดูดกลับ Na 25–30%) → ขับปัสสาวะแรงกว่ามาก
Thiazide vs Loop
- ฤทธิ์: thiazide ปานกลาง (นาน 12–24 ชม.) · loop แรงมาก (สั้น 4–6 ชม.)
- ไตเสื่อม: thiazide ได้ผลน้อยเมื่อ eGFR <30 → เปลี่ยนเป็น loop
- HT: thiazide เป็นยาเลือกแรก · loop ใช้เมื่อมี volume overload/HF/CKD ลุกลาม
ผลข้างเคียง metabolic (thiazide)
hypokalemia (Na ที่ไม่ถูกดูดไปแลก K ที่ collecting duct) · hyperglycemia (ลดหลั่ง insulin) · เพิ่ม LDL/TG เล็กน้อย · hyperuricemia (กระตุ้นเก๊าท์) — ขนาดต่ำช่วยลด AE เหล่านี้มาก
บล็อก β-adrenergic → ลด HR/contractility/renin · ไม่ใช่ยาเริ่มแรกใน HT ทั่วไป (ยกเว้นมี compelling: post-MI, HFrEF, angina, AF, tachycardia) THS
1 Propranolol (non-selective)
- IR: 40 mg BID → 120–240 mg/วัน (สูงสุด 640) · ER: 80 mg OD
- Lipophilic → ผ่านสมอง (ฝันร้าย/นอนไม่หลับ) · ใช้ migraine, tremor, thyrotoxicosis
2 Atenolol (β1-selective)
- 25–50 mg OD → 100 mg OD (ปรับตาม GFR: <15 ให้ ≤25)
- Hydrophilic, half-life สั้น — อาจคุมไม่ครบ 24 ชม.
3 Metoprolol (β1-selective)
- Tartrate: 50 mg BID → สูงสุด 450/วัน
- Succinate XL: 25–50 mg OD → สูงสุด 400/วัน (HF เริ่ม 12.5–25 → เป้า 200 OD)
4 Carvedilol (α+β)
- HT: 6.25 mg BID → สูงสุด 50 mg BID
- HF: 3.125 mg BID ค่อยเพิ่ม → <85 kg 25 BID / ≥85 kg 50 BID
- มี vasodilation, ผลดี metabolic กว่าตัวอื่น
Compelling: post-MI · HFrEF (carvedilol, metoprolol succinate, bisoprolol) · angina · AF rate control
อ่านเพิ่ม: กลไก & การจำแนกโดยละเอียด
Extern
ตัวรับ β
- β1 (หัวใจ, ไต): เพิ่ม HR/contractility/conduction + หลั่ง renin
- β2 (ปอด, หลอดเลือด, ตับ, ตับอ่อน): ขยายหลอดลม/หลอดเลือด, glycogenolysis (บล็อกจึงบังอาการ hypoglycemia + หดหลอดลม)
- β3 (เซลล์ไขมัน): lipolysis
ลด BP อย่างไร
ลด cardiac output (บล็อก β1 หัวใจ) · ลดการหลั่ง renin (β1 ไต) → ลด AngII/aldosterone · ตัว lipophilic ลด central sympathetic · ปรับ baroreceptor
จำแนกที่ต้องรู้
- Cardioselective (β1) — atenolol, metoprolol, bisoprolol: AE ต่อปอด/หลอดเลือดน้อยกว่า (แต่ selectivity หายเมื่อขนาดสูง)
- Non-selective — propranolol: เลี่ยงใน asthma/COPD · ใช้ migraine, tremor, thyrotoxicosis
- ISA (pindolol): ลด HR น้อยกว่า — ห้ามใน post-MI/HF
- Lipophilic (propranolol, metoprolol): ผ่านสมอง (ฝันร้าย), first-pass สูง, half-life สั้น · Hydrophilic (atenolol): ขับทางไต, CNS AE น้อย
- α+β (carvedilol, labetalol): ขยายหลอดเลือดเพิ่ม, ผลดี metabolic; carvedilol มี antioxidant
MRA Spironolactone
- บล็อก aldosterone receptor · เริ่ม 25 mg OD → สูงสุด 100 mg/วัน
- ยาเด่นใน resistant HT (step 2) + HFrEF รุนแรง
- AE: hyperkalemia · gynecomastia · ห้ามเมื่อ K สูง/ไตแย่
Vaso Hydralazine
- ขยายหลอดเลือดแดงตรง · 10 mg QID (หรือ 25 BID) → สูงสุด 300 mg/วัน
- ปลอดภัยในตั้งครรภ์ · HF: คู่กับ isosorbide dinitrate
- AE: reflex tachycardia · บวมน้ำ · drug-induced lupus · เลี่ยงใน CAD
Cen Methyldopa
- Central α2-agonist · 250 mg BID–TID → 500–2000 mg/วัน (สูงสุด 3000)
- ยาเลือกแรกในตั้งครรภ์ · ปลอดภัยใน CKD
- AE: ง่วง/อ่อนเพลีย · ตับอักเสบ · hemolytic anemia (Coombs+)
α Prazosin / Doxazosin
- บล็อก α1 · Prazosin 1 mg BID–TID (ก่อนนอน) → 6–15 mg/วัน
- Doxazosin 1 mg OD → 4–8 mg OD (ออกฤทธิ์ยาวกว่า)
- ดีเมื่อมีต่อมลูกหมากโต (BPH) · AE: first-dose/orthostatic hypotension · เพิ่มเสี่ยง HF (ALLHAT)
อ่านเพิ่ม: กลไก & จุดจำทางคลินิก
Extern
Spironolactone (MRA)
บล็อก aldosterone receptor ที่ collecting duct → ขับ Na/เก็บ K · หลักฐาน RALES (ลดตายใน severe HFrEF) · ตรวจ K และ Cr ก่อนเริ่มและวันที่ 7 แล้วทุก ~3 เดือน · ห้ามเมื่อ K >5.0 หรือไตแย่ · gynecomastia จากฤทธิ์ต่อ receptor อื่น (eplerenone จำเพาะกว่า ไม่ค่อยเกิด)
Hydralazine (direct vasodilator)
ขยายหลอดเลือดแดงตรง → reflex tachycardia + คั่งน้ำ (มักให้คู่ BB + diuretic) · คู่กับ isosorbide dinitrate มีหลักฐานใน HF (A-HeFT, โดยเฉพาะ African-American) · ปลอดภัยในตั้งครรภ์ · ระวัง drug-induced lupus (ANA+) · เลี่ยงใน CAD (กระตุ้น angina)
Methyldopa (central α2-agonist)
ลด sympathetic outflow จากสมอง · ยาเลือกแรกในตั้งครรภ์ + ปลอดภัยใน CKD · AE: ง่วง/อ่อนเพลีย, ตับอักเสบ, Coombs+ hemolytic anemia · ห้ามในโรคตับที่ยัง active
Alpha-blockers (prazosin/doxazosin)
บล็อก α1 หลอดเลือด · ให้ครั้งแรกก่อนนอนกัน first-dose hypotension · doxazosin ออกฤทธิ์ยาว OD · ดีเมื่อมี BPH + ผลดีต่อไขมัน · ALLHAT: เพิ่มเสี่ยง HF จึงไม่ใช่ยาเดี่ยวเลือกแรก
| สภาวะ (Compelling) | ยาเลือกแรก | ยาเสริม |
|---|---|---|
| HFrEF | ACEI/ARB + BB (carvedilol/metoprolol succ./bisoprolol) | MRA, diuretic |
| หลัง MI | BB + ACEI/ARB | MRA (LVEF ≤40% + อาการ/DM) |
| CAD (angina) | BB + CCB (long-acting) | ACEI/ARB |
| DM + proteinuria | ACEI/ARB | diuretic, CCB |
| CKD + proteinuria | ACEI/ARB | diuretic, CCB |
| Stroke | ACEI/ARB + thiazide | CCB |
| ISH ผู้สูงอายุ | thiazide + CCB (long-acting) | ACEI/ARB |
| ตั้งครรภ์ | Methyldopa, Labetalol, Nifedipine (ยาว) | Hydralazine |
| ชาย + ต่อมลูกหมากโต | Alpha-blocker | ตามข้อบ่งชี้ |
| Resistant HT | Spironolactone | Hydralazine, Clonidine |
ตัวช่วยเลือกยาตาม compelling indication
ระดับ Extern — เลือกและจับคู่ยาความดันหน้างาน
Extern
1. เทียบสี่กลุ่มหลักในแง่ที่ใช้ตัดสินใจจริง
| กลุ่ม | เลือกเมื่อ | เลี่ยงเมื่อ | ผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยมักบ่น |
|---|---|---|---|
| A — ACEI/ARB | เบาหวาน · โปรตีนรั่ว · หัวใจล้มเหลว · หลัง MI | ตั้งครรภ์ · K สูง · angioedema เดิม | ACEI: ไอแห้ง (เปลี่ยนเป็น ARB ได้) |
| B — Beta-blocker | หลัง MI · หัวใจล้มเหลว · AF ที่ต้องคุมอัตรา | หืดที่ยังคุมไม่ได้ · หัวใจเต้นช้า · block | อ่อนเพลีย · มือเท้าเย็น · ฝันร้าย |
| C — CCB | ผู้สูงอายุ · ความดันซิสโตลิกเดี่ยว · ใช้ได้ในหืด | HFrEF (กลุ่ม verapamil/diltiazem) | บวมข้อเท้า (ลดได้ด้วยการเพิ่ม RASi ไม่ใช่เพิ่มยาขับปัสสาวะ) |
| D — Thiazide | ผู้สูงอายุ · ใช้เสริมเมื่อคุมไม่ได้ | เกาต์ที่กำเริบบ่อย · K ต่ำซ้ำ | ปัสสาวะบ่อยช่วงแรก · ตะคริวจาก K ต่ำ |
2. จับคู่ยาอย่างไรให้ถูกหลัก
- คู่ที่แนะนำ: A + C หรือ A + D · เมื่อต้องใช้สามตัวคือ A + C + D
- ห้ามใช้ ACEI ร่วมกับ ARB — เพิ่ม AKI และ K สูงโดยไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม
- ตัวที่สี่เมื่อยังคุมไม่ได้คือ spironolactone (ถ้า K และ eGFR อำนวย)
- ผู้ป่วยผิวดำแอฟริกันตอบสนองต่อ C และ D ได้ดีกว่า A เมื่อใช้เดี่ยว ซึ่งเป็นจุดที่ข้อสอบชอบถาม
3. ตรวจอะไรหลังเริ่มยาแต่ละกลุ่ม
ACEI/ARB: Cr และ K ที่ 1–2 สัปดาห์ · Thiazide: K, Na, กรดยูริกที่ 2–4 สัปดาห์ · Spironolactone: K ที่ 1 สัปดาห์และ 1 เดือน · Beta-blocker: ชีพจรและอาการเหนื่อยเมื่อไล่ขนาด · ทุกกลุ่มให้ถามเรื่องหน้ามืดเวลาลุกยืน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
ระดับ Resident FM — ALLHAT, ACCOMPLISH และจุดยืนที่ต่างกัน
Resident
หลักฐานที่กำหนดว่ายากลุ่มไหนควรเป็นตัวแรก
- ALLHAT (2002) — chlorthalidone ไม่ด้อยกว่า amlodipine และ lisinopril ในผลลัพธ์หลัก และดีกว่าในเรื่องหัวใจล้มเหลว เป็นที่มาที่ทำให้ thiazide ยังอยู่ในแถวหน้าแม้จะเป็นยาเก่า
- ACCOMPLISH (2008) — benazepril + amlodipine เหนือกว่า benazepril + HCTZ ในผลลัพธ์ CV ~20% ทำให้คู่ A+C ได้รับความนิยมมากขึ้นในผู้ที่เสี่ยงสูง
- LIFE (2002) — losartan ดีกว่า atenolol ในผู้ที่มี LVH โดยเฉพาะการลด stroke ร่วมกับ meta-analysis อื่น ทำให้ beta-blocker ถอยจากการเป็นยาตัวแรกในความดันสูงทั่วไป
- PATHWAY-2 (2015) — spironolactone เหนือกว่า bisoprolol และ doxazosin ในฐานะยาตัวที่สี่
เทียบจุดยืนของแนวทาง
| ประเด็น | ไทย | ESC / NICE |
|---|---|---|
| การเริ่มยา | เริ่มตัวเดียวแล้วปรับขึ้น หรือเริ่มคู่เมื่อสูงกว่าเป้ามาก | ESC แนะนำเริ่มด้วยยาคู่ในเม็ดเดียวเป็นค่าเริ่มต้น |
| Beta-blocker | ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้จำเพาะ | NICE จัดไว้เป็นทางเลือกหลัง A/C/D ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ |
| Thiazide ที่แนะนำ | HCTZ ตามที่มีในบัญชียาหลัก | สนับสนุนthiazide-like (chlorthalidone, indapamide) มากกว่า HCTZ |
ประเด็นที่ต้องตอบได้
- HCTZ ขนาดต่ำเพียงพอหรือไม่ — ที่ 12.5–25 mg ฤทธิ์ลดความดันตลอด 24 ชั่วโมงด้อยกว่า chlorthalidone เมื่อในไทยเข้าถึง chlorthalidone ได้จำกัด การเพิ่มยากลุ่มอื่นจึงมักสมเหตุสมผลกว่าการดันขนาด HCTZ ขึ้น
- บวมข้อเท้าจาก amlodipine — เกิดจากการขยายหลอดเลือดแดงมากกว่าหลอดเลือดดำ การเพิ่ม RASi ช่วยลดอาการได้ดีกว่าการให้ยาขับปัสสาวะ
- Chronotherapy — คำถามว่าควรกินยาก่อนนอนหรือไม่ ยังไม่มีข้อสรุป งานวิจัยขนาดใหญ่ล่าสุด (TIME) ไม่พบความต่างของผลลัพธ์ CV
อ้างอิง: ALLHAT JAMA 2002 · ACCOMPLISH NEJM 2008 · LIFE Lancet 2002 · PATHWAY-2 Lancet 2015 · TIME Lancet 2022 · ESC 2024 · NICE NG136
บทนี้เรียบเรียงจาก "รายงานทบทวนวรรณกรรม: ยารักษาความดันโลหิตสูงสำหรับเวชปฏิบัติปฐมภูมิ" (CHANON) ซึ่งอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ [1]–[67] · รายการด้านล่างเป็นการศึกษาหลัก/แนวทางที่ถูกอ้างในรายงาน
- Tigerstedt R, Bergman P. Renin การค้นพบระบบ renin-angiotensin. 1898.
- Ondetti MA, Cushman DW, et al. Design of captopril (rational drug design). Science/Biochemistry 1977.
- CONSENSUS Trial Study Group. Enalapril in severe congestive heart failure. N Engl J Med 1987.
- SOLVD Investigators. Enalapril — mortality/hospitalization in HFrEF (symptomatic + asymptomatic). N Engl J Med 1991/1992.
- SAVE (captopril post-MI, LV dysfunction). N Engl J Med 1992.
- AIRE / TRACE / ISIS-4 / GISSI-3 — ACE inhibitors ในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน.
- HOPE Study (ramipril, high CV risk). N Engl J Med 2000; EUROPA (perindopril, stable CAD). Lancet 2003.
- LIFE Study — losartan vs atenolol ในผู้มี LVH. Lancet 2002.
- RENAAL / IDNT — ARB ชะลอ diabetic nephropathy. N Engl J Med 2001.
- Val-HeFT / VALIANT — valsartan ใน heart failure / post-MI.
- ALLHAT — chlorthalidone vs amlodipine vs lisinopril. JAMA 2002.
- RALES — spironolactone ใน severe HFrEF. N Engl J Med 1999.
- A-HeFT — hydralazine + isosorbide dinitrate ใน HF. N Engl J Med 2004.
- แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย (THS).
- 2023 ESH Guidelines / 2024 ESC Guidelines for elevated BP and hypertension.
หมายเหตุ: รายงานต้นฉบับใช้การอ้างอิงแบบหมายเลข [1]–[67] ในเนื้อหา — รายการข้างต้นสรุปการศึกษา/แนวทางหลักที่ถูกอ้างถึง เพื่อให้ผู้เรียนสืบค้นต่อได้ · ควรตรวจสอบฉบับล่าสุดของแต่ละแนวทางก่อนใช้ทางคลินิก
Heart Failure
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
- ตัด HFmrEF ออก — นิยาม HFrEF ขยายเป็น LVEF ต่ำ–ถึง <50%, HFpEF = ≥50%
- เปลี่ยนคำ "acute HF" → "decompensated HF (DHF)"
- MRA เพิ่ม finerenone เป็นทางเลือก · เริ่ม SGLT2i ตั้งแต่ในโรงพยาบาลหลัง stabilize
- HFpEF + BMI ≥30: พิจารณา semaglutide/tirzepatide
หลักคิด Heart Failure 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง Thai HFCTESC 2026- HFrEF
- ARNI/ACEI/ARB + beta-blocker + MRA + SGLT2i — เริ่มขนาดต่ำให้ครบสี่กลุ่มก่อน แล้วไล่ขนาด
- SGLT2i
- แนะนำใน HFrEFแนะนำทุกช่วง EF รวม HFpEF
- ARNI
- ใช้เมื่อยังมีอาการแม้ได้ ACEIใช้แทน ACEI ได้ตั้งแต่ต้นในผู้ที่เหมาะสม
- น้ำหนักขึ้น
- เพิ่ม >2 กก. ใน 3 วัน → ปรับยาขับปัสสาวะหรือมาพบแพทย์
- เลี่ยง
- NSAID · pioglitazone · verapamil/diltiazem ใน HFrEF · เว้น 36 ชม. เมื่อเปลี่ยน ACEI เป็น ARNI
HF = กลุ่มอาการทางคลินิกจากความผิดปกติของโครงสร้าง/การทำงานของหัวใจ ร่วมกับ หลักฐานอย่างน้อย 1: congestion ที่ตรวจพบ หรือ natriuretic peptide สูง (Universal Definition 2021) Thai HFCT ESC
| ชนิด | LVEF | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| HFrEF (reduced) | ≤40% | ~ครึ่งของผู้ป่วย · ตอบสนอง GDMT ชัด |
| HFmrEF (mildly reduced) | 41–49% | ESC 2026 ตัดหมวดนี้ (รวมเป็น HFrEF) |
| HFpEF (preserved) | ≥50% | ~ครึ่งของผู้ป่วย · มัก HTN/อ้วน/สูงอายุ |
| HFrecEF (recovered) | เคย ≤40% → ปกติ | อย่าหยุดยา (กลับเป็นซ้ำได้ถึง 50% ใน 6 เดือน) |
อ่านเพิ่ม: สาเหตุ & ปัจจัยกระตุ้น
Extern
สาเหตุหลัก (ประเทศพัฒนา)
- CAD ~2/3 ของผู้ป่วย HF · HTN มีส่วนถึง 75% · DM 10–40%
- เพศ (Framingham): หญิง HTN เด่น (59%) · ชาย HTN (39%) ≈ prior MI (34%)
HFrEF vs HFpEF
- HFrEF (eccentric hypertrophy จาก volume overload): CAD, nonischemic (amyloid/sarcoid, familial, tachycardia-induced), valvular, toxic (เคมีบำบัด, แอลกอฮอล์), myocarditis
- HFpEF (concentric จาก pressure overload): HTN (พบสุด), AS, restrictive CMP, HCM, สูงอายุ, อ้วน, ESRD
ปัจจัยกระตุ้น decompensation (ต้องซักและแนะนำ)
NSAIDs (พบบ่อยสุดและเลี่ยงได้) · ไม่กินยาสม่ำเสมอ · กินเค็ม/น้ำมาก · แอลกอฮอล์ · HTN คุมไม่ได้ · ischemia · arrhythmia (โดยเฉพาะ AF) · ติดเชื้อ · PE · anemia/ขาดธาตุเหล็ก · OSA ที่ไม่ได้รักษา
อาการ/อาการแสดงไม่ sensitive/specific → ต้องสงสัยในผู้สูงอายุ + เสี่ยง CVD และยืนยันด้วย NP + echo
1 อาการ
- เหนื่อยเวลาออกแรง · orthopnea (นอนราบ 1–2 นาที) · PND (ต้องนั่ง 30+ นาที) · bendopnea
- Congestion: น้ำหนักขึ้น, บวมขา, จุกใต้ชายโครงขวา, อิ่มเร็ว
- Low output: อ่อนเพลีย, สับสน, ปัสสาวะน้อย · nocturia
2 อาการแสดง
- ↑JVP (ปกติ ≤8 cm H₂O ที่ 45°) · hepatojugular reflux
- S3 (volume overload, พยากรณ์แย่) · S4 (HFpEF)
- Apex เคลื่อน · rales · pleural effusion 2 ข้าง · pitting edema · ตับโต
3 Natriuretic peptide
- BNP/NT-proBNP สูงตาม wall stress · ค่าต่ำมากช่วย exclude HF (ในคนไม่อ้วน)
- False LOW: อ้วน (pitfall สำคัญสุด)
- False HIGH: สูงอายุ, หญิง, CKD, AF, PE, PAH
4 ตรวจเพิ่ม
- Lab: CBC, BUN/Cr/electrolyte, TSH, glucose/A1c, lipid, UA, iron study
- ECG · CXR (CT ratio >0.5)
- Echo (2D+Doppler) = จำเป็น — วัด LVEF, ลิ้น, ห้องหัวใจ, เยื่อหุ้ม
| เสา | ยา | เริ่ม | เป้า |
|---|---|---|---|
| 1. RAASi (ARNI ก่อน) | Sacubitril-valsartan (ARNI) | 100 mg BID | 200 mg BID |
| Enalapril / Losartan | 2.5 BID / 50 QD | 10–20 BID / 150 QD | |
| 2. Beta-blocker (3 ตัวเท่านั้น) | Carvedilol / Bisoprolol / Metoprolol succinate | 3.125 BID / 1.25 / 12.5–25 | 25–50 BID / 10 / 200 |
| 3. MRA | Spironolactone / Eplerenone | 12.5–25 QD / 25 QD | 25–50 / 50 |
| 4. SGLT2i | Dapagliflozin / Empagliflozin | 10 mg QD (ได้ผลไม่ขึ้นกับเบาหวาน) | |
อ้างอิงขนาดยา GDMT (เริ่ม → เป้า)
- ARNI: PARADIGM-HF — ลด CV death/HFH 20%, all-cause mortality 16% (เหนือ enalapril)
- SGLT2i: DAPA-HF (26%↓), EMPEROR-Reduced (25%↓) — คลาสแรกที่ได้ประโยชน์ทั่วทั้ง EF spectrum
- MRA: RALES (spironolactone), EMPHASIS-HF (eplerenone) · BB: +35% mortality บน ACEI
- Implementation: STRONG-HF (titrate เร็ว + follow-up เร็ว ลด death/readmission)
- ESC 2026: MRA เพิ่ม finerenone 10–20→20–40 mg/วัน
1 HFpEF
- พื้นฐาน: decongestion (เลี่ยง over-diuresis) + คุม BP + จัดการ AF + comorbidity
- SGLT2i = ตัวเปลี่ยนเกม (dapa/empa 10 mg) — EMPEROR-Preserved, DELIVER
- อ้วน + ไม่เบาหวาน: semaglutide (STEP-HFpEF) · ESC 2026: BMI≥30 พิจารณา semaglutide/tirzepatide
2 Device therapy
- ICD (primary prevention): LVEF ≤35% + NYHA II–III บน GDMT ≥3 เดือน · post-MI LVEF ≤30% รอ ≥40 วัน
- CRT: LVEF ≤35% + QRS >149 ms + LBBB + มีอาการ
- SCD เป็นสาเหตุตาย ~50% ของผู้ป่วย HF
3 ADHF — 4 phenotype
- Hypertensive: vasodilator + diuretic + O₂/NIV
- Volume overload: diuretic + vasodilator
- Pulmonary edema: vasodilator + diuretic + NIV
- Cardiogenic shock: inotrope + MCS (IABP/VAD)
4 ส่งต่อเมื่อไร
- Cardiogenic shock → CCU ด่วน
- NYHA IV แม้ GDMT เต็มที่, admit ซ้ำ, ทน GDMT ไม่ได้
- peak VO₂ <12–14 → advanced HF/transplant
- LBBB+QRS>150 → EP (CRT) · severe functional MR → TEER
อ่านเพิ่ม: หลักฐาน HFpEF & ADHF
Resident
HFpEF trials
- บวก: EMPEROR-Preserved, DELIVER (SGLT2i) · STEP-HFpEF (semaglutide)
- ก้ำกึ่ง: PARAGON-HF (ARNI, p=0.06; ได้ผลใน EF ต่ำ+หญิง) · TOPCAT (spironolactone ลบรวม, สัญญาณใน Americas)
- ลบ: CHARM-Preserved, I-PRESERVE, RELAX (sildenafil)
ADHF
- IV vasodilator: NTG 10–20→200 µg/min · nitroprusside 0.3–5 µg/kg/min
- Inotrope (shock เท่านั้น): dobutamine 2–20, milrinone 0.375–0.75 µg/kg/min
- หลักฐาน: ADVOR (acetazolamide เสริม) · TRANSFORM-HF (torsemide = furosemide) · routine inotrope เป็นอันตราย (OPTIME-CHF)
- Predischarge: euvolemia + เริ่ม/restart 4 เสา + นัด follow-up ใน 2 สัปดาห์
ระดับ Extern — สี่เสาหลักและการประเมินน้ำเกิน
Extern
1. สี่เสาหลักของ HFrEF และลำดับที่ควรเริ่ม
| เสา | ตัวอย่างยา | เริ่ม/เป้าหมาย | ระวัง |
|---|---|---|---|
| ARNI / ACEI / ARB | sacubitril-valsartan, enalapril | เริ่มต่ำแล้วไล่ขึ้นทุก 2 สัปดาห์ | ความดันต่ำ · K สูง · เว้น 36 ชม.เมื่อเปลี่ยนจาก ACEI เป็น ARNI |
| Beta-blocker | bisoprolol, carvedilol, metoprolol succinate | เริ่มเมื่อไม่มีภาวะน้ำเกินแล้ว | อาการแย่ลงชั่วคราวช่วงไล่ขนาด |
| MRA | spironolactone | เมื่อ eGFR ≥30 และ K <5.0 | เจาะ K ที่ 1 และ 4 สัปดาห์ |
| SGLT2i | dapagliflozin, empagliflozin | เริ่มได้เลย ไม่ต้องไล่ขนาด | euglycemic DKA · การติดเชื้ออวัยวะเพศ |
หลักที่เปลี่ยนไป: ปัจจุบันเน้นเริ่มยาทั้งสี่กลุ่มในขนาดต่ำให้ครบก่อน แล้วค่อยไล่ขนาดขึ้น ดีกว่าการไล่ยาตัวแรกจนสุดแล้วค่อยเพิ่มตัวถัดไป เพราะประโยชน์ของแต่ละกลุ่มเกิดเร็วและไม่ขึ้นต่อกัน
2. ประเมินภาวะน้ำเกินที่ข้างเตียง
- ชั่งน้ำหนักทุกวันที่บ้าน — เพิ่ม >2 กก.ใน 3 วัน คือสัญญาณเตือนให้ปรับยาขับปัสสาวะหรือมาพบแพทย์
- ดู JVP, ฟังปอด, กดบวมหน้าแข้ง, คลำตับ · ถามเรื่องนอนราบไม่ได้และตื่นกลางคืนเพราะหอบ
- ปรับ furosemide ตามน้ำหนักและอาการ ไม่ใช่ให้ขนาดเดิมตลอดไป · สอนผู้ป่วยเรื่องขนาดยาที่ปรับเองได้ในกรอบที่ตกลงกัน
3. สิ่งที่ต้องเลี่ยงในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว
NSAID (ทำให้คั่งน้ำและไตแย่) · pioglitazone · verapamil/diltiazem ใน HFrEF · ยาสมุนไพรที่มีโซเดียมสูง · การหยุด beta-blocker ทันทีเมื่ออาการแย่ ซึ่งมักทำให้แย่ลงกว่าเดิม
ระดับ Resident FM — หลักฐานรายเสาและนิยาม EF ที่เปลี่ยนไป
Resident
เทียบแนวทางและนิยามที่เปลี่ยนไป
| ประเด็น | Thai HFCT | ESC / AHA |
|---|---|---|
| การแบ่งตาม EF | HFrEF / HFpEF เป็นหลัก | เพิ่ม HFmrEF (EF 41–49%) และ HFimpEF (EF ที่ดีขึ้นแล้ว) |
| SGLT2i | แนะนำใน HFrEF | แนะนำทุกช่วง EF รวม HFpEF (จาก EMPEROR-Preserved และ DELIVER) |
| ARNI | ใช้เมื่อยังมีอาการแม้ได้ ACEI | พิจารณาใช้แทน ACEI ได้ตั้งแต่ต้นในผู้ป่วยที่เหมาะสม |
หลักฐานรายเสา
- PARADIGM-HF (2014) — ARNI เหนือกว่า enalapril ลดการเสียชีวิตจาก CV และการนอน รพ. ~20%
- DAPA-HF (2019) / EMPEROR-Reduced (2020) — SGLT2i ลดผลลัพธ์รวมใน HFrEF โดยได้ผลทั้งในผู้ที่เป็นและไม่เป็นเบาหวาน
- EMPEROR-Preserved (2021) / DELIVER (2022) — ขยายประโยชน์ไปถึง HFpEF ซึ่งก่อนหน้านี้แทบไม่มีการรักษาที่เปลี่ยนผลลัพธ์
- RALES / EMPHASIS-HF — MRA ลดการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
- STRONG-HF (2022) — การไล่ขนาดยาอย่างเร็วพร้อมนัดติดตามถี่หลังออกจาก รพ. ลดการกลับมานอนซ้ำและการเสียชีวิต
ประเด็นที่ต้องตัดสินใจเอง
- ความดันต่ำจนไล่ยาไม่ขึ้น — ให้จัดลำดับว่ายาตัวใดให้ประโยชน์ต่อหน่วยความดันที่เสียไปมากที่สุด โดยทั่วไป SGLT2i กระทบความดันน้อยที่สุด จึงเป็นตัวที่ควรคงไว้
- Digoxin — ลดการนอน รพ.แต่ไม่ลดการเสียชีวิต (DIG trial) · ยังมีที่ทางในผู้ที่อาการมากแม้ได้สี่เสาครบ โดยต้องระวังระดับยาในผู้สูงอายุและผู้ที่ไตเสื่อม
- HFpEF — การรักษายังเน้นจัดการโรคร่วม (ความดัน อ้วน AF) มากกว่ายาเฉพาะ และต้องแยกสาเหตุที่รักษาจำเพาะได้ เช่น amyloidosis
อ้างอิง: Thai HFCT Heart Failure Guideline · ESC Heart Failure Guidelines · AHA/ACC/HFSA Guideline · PARADIGM-HF NEJM 2014 · DAPA-HF NEJM 2019 · EMPEROR-Preserved NEJM 2021 · DELIVER NEJM 2022 · STRONG-HF Lancet 2022
ชาย 65 ปี HT + prior MI · เหนื่อยมากขึ้น 3 วัน นอนราบไม่ได้ ขาบวม 2 ข้าง · BP 155/95 HR 98 · crackles ทั้ง 2 ข้าง, JVP สูง, S3 · เพิ่งซื้อ NSAIDs กินเองแก้ปวดเข่า
วินิจฉัยเบื้องต้นและทำอะไรต่อ?
ADHF phenotype hypertensive/volume overload · ส่ง NT-proBNP + echo (LVEF) + ECG/CXR + electrolyte · จัดการ: O₂/NIV ถ้าจำเป็น, IV furosemide, vasodilator (NTG) คุม afterload · หยุด NSAIDs (ปัจจัยกระตุ้นที่เลี่ยงได้)
Echo พบ LVEF 30% — วางแผนยาระยะยาวอย่างไร?
HFrEF (LVEF 30%) → เริ่ม 4 เสาหลักพร้อมกัน: ARNI (หรือ ACEI ก่อนถ้าราคา) + BB (carvedilol/bisoprolol/metoprolol succ.) + MRA (spironolactone) + SGLT2i (dapagliflozin) · titrate ทุก 2 สัปดาห์ เฝ้า K⁺/Cr/BP · ประเมิน ICD เมื่อ LVEF ยัง ≤35% หลัง GDMT ≥3 เดือน · นัด follow-up ใน 2 สัปดาห์
จบเคส — "decongest ให้ euvolemia + หยุดตัวกระตุ้น + เริ่ม 4 เสาหลักเร็ว"
ยารักษาโรคเบาหวาน
วิธีใช้บทนี้
หลักเลือกยาเบาหวาน 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ทบทวนวรรณกรรมไทย 2566 + ADA- ยาแรก
- metformin แล้วเลือกตัวที่สองเลือกตามโรคร่วมได้ตั้งแต่ต้น (ADA/EASD)
- เลือกตามอวัยวะ
- HF, CKD → SGLT2i · ASCVD หรือต้องลดน้ำหนัก → GLP-1 RA
- ผู้สูงอายุ
- เลี่ยง glibenclamide และ SU ที่ออกฤทธิ์ยาว
- ปรับตามไต
- metformin ลดที่ eGFR 30–45 หยุด <30 · SGLT2i เริ่มได้ถึง eGFR ~20 · linagliptin ไม่ต้องปรับ
- คู่ที่ควรเลี่ยง
- SU + insulin (ลด SU) · DPP-4i + GLP-1 RA · TZD ใน HF
กระตุ้น AMPK → ลด hepatic gluconeogenesis + เพิ่ม insulin sensitivity · ยาแรกของ T2DM ทุกราย · ลด A1c 1.0–1.5% · น้ำหนักคงที่/ลด · hypo ต่ำมาก · ราคาถูก ไทย 2566
1 ขนาด & วิธีใช้
- เริ่ม 500 mg OD–BID พร้อม/หลังอาหาร (ลด GI SE)
- ค่อยเพิ่มทีละ 500 mg → สูงสุด 2000–2550 mg/วัน (แบ่ง 2–3 ครั้ง)
- สูตร XR วันละครั้ง ลด GI SE
2 ปรับตามไต
- eGFR ≥45 ใช้ได้เต็ม · 30–45 ลดขนาด (max ~1000) ไม่เริ่มใหม่
- ห้ามถ้า eGFR <30 · หยุดก่อนฉีดสารทึบรังสี/ผ่าตัดใหญ่
Compelling: ทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม · อ้วน · insulin resistance · ป้องกันเบาหวาน (prediabetes เสี่ยงสูง)
อ่านเพิ่ม: ประวัติ & กลไกโดยละเอียด
Extern
ประวัติ
มาจากสมุนไพร Galega officinalis (French lilac, มี guanidine) · biguanide พัฒนายุค 1920s · metformin ใช้คลินิกปี 1957 (Jean Sterne) · UKPDS (1998) ยืนยันลด CV outcome ในผู้ป่วยอ้วน → กลายเป็นยาแรก
กลไก
- ยับยั้ง mitochondrial complex I → ↑AMP/ATP ratio → กระตุ้น AMPK
- ลด hepatic gluconeogenesis (กลไกหลัก) · เพิ่ม glucose uptake ที่กล้ามเนื้อ
- กลไกไม่ผ่าน AMPK: ลด glucagon signaling, ปรับ gut microbiome/incretin, ลด intestinal glucose absorption
ประโยชน์นอกจากลดน้ำตาล
น้ำหนักลดเล็กน้อย · ลด LDL/TG เล็กน้อย · ป้องกันเบาหวาน (DPP) · ไม่ทำให้เกิด hypoglycemia เมื่อใช้เดี่ยว
ปิด KATP channel ที่ β-cell → กระตุ้นการหลั่ง insulin (ไม่ขึ้นกับน้ำตาล จึงเสี่ยง hypoglycemia) · ลด A1c 1.0–1.5% · น้ำหนักขึ้น 1–3 kg · ราคาถูก ไทย 2566
1 ขนาด & วิธีใช้
- เริ่ม 2.5–5 mg OD ก่อนอาหาร 30 นาที → สูงสุด 40 mg/วัน (แบ่ง 2 ครั้ง)
- สูตร XL: 5 mg OD → สูงสุด 20 mg
- เลือก short-acting (glipizide/gliclazide) · เลี่ยง glibenclamide (hypo นาน)
2 ข้อควรระวัง
- hypo เสี่ยงในผู้สูงอายุ, CKD, อดอาหาร
- CKD: glipizide ใช้ได้ถ้า eGFR >10 · gliclazide >30
- ไม่มี CV benefit ชัดเจน
Compelling: มีข้อห้าม metformin · งบจำกัด · น้ำหนักปกติ/ผอม
กระตุ้น PPAR-γ → เพิ่ม insulin sensitivity (กล้ามเนื้อ/ตับ/ไขมัน) · ลด A1c 0.5–1.4% · hypo ต่ำมาก · แต่ น้ำหนักขึ้น 2–4 kg + บวมน้ำ ไทย 2566
1 ขนาด
- เริ่ม 15–30 mg OD (ไม่ต้องคำนึงมื้ออาหาร) → สูงสุด 45 mg/วัน
- durability ดี (คุมได้นาน)
2 จุดเด่น/ข้อจำกัด
- ดีใน insulin resistance สูง, NAFLD/NASH
- PROactive: ลด MI/stroke ซ้ำ (จำกัด) — ดีถ้ามีประวัติ stroke/TIA
- เสี่ยงกระดูกหัก (หญิงวัยหมดประจำเดือน), กระเพาะปัสสาวะ
Compelling: insulin resistance สูง · NAFLD/NASH · ประวัติ stroke/TIA
1 DPP-4i (Sitagliptin)
- ยับยั้ง DPP-4 → เพิ่ม GLP-1/GIP → หลั่ง insulin ตามน้ำตาล + ลด glucagon
- 100 mg OD · ลด A1c 0.5–0.8% · น้ำหนักคงที่ · hypo ต่ำ
- ปรับตามไต: eGFR 30–50 → 50 mg · <30 → 25 mg (linagliptin ไม่ต้องปรับ)
- AE: ปวดข้อ, ระวัง pancreatitis · เลี่ยง saxagliptin ใน HF
2 GLP-1 RA (Liraglutide)
- กระตุ้น GLP-1 receptor → insulin ตามน้ำตาล + ลด glucagon + ชะลอ gastric emptying + อิ่ม
- เริ่ม 0.6 mg SC OD → 1.2–1.8 mg (ลด A1c 1.0–1.5%) · Saxenda 3.0 mg สำหรับอ้วน
- ลดน้ำหนักมาก 2–4 kg · CV benefit (LEADER) · hypo ต่ำ
- AE: คลื่นไส้/อาเจียน (ค่อยเพิ่มขนาด) · ระวัง pancreatitis/ถุงน้ำดี
Compelling: DPP-4i → เสี่ยง hypo/สูงอายุ/ไตวาย · GLP-1 RA → ASCVD, อ้วน (BMI≥30), ต้องการลดน้ำหนักมาก
อ่านเพิ่ม: ระบบ incretin & ความต่างในกลุ่ม
Extern
Incretin effect
น้ำตาลที่กินเข้าไปกระตุ้น insulin มากกว่าน้ำตาลทาง IV (เพราะ GLP-1/GIP จากลำไส้) · ในเบาหวาน incretin effect ลดลง · DPP-4 ย่อย GLP-1 เร็ว (half-life ~2 นาที) → DPP-4i ยับยั้งการย่อย, GLP-1 RA เป็น analog ที่ทน DPP-4
DPP-4i แต่ละตัว
- Sitagliptin/vildagliptin/saxagliptin: ปรับขนาดตามไต
- Linagliptin: ขับทางตับ ไม่ต้องปรับตามไต (ดีใน CKD)
GLP-1 RA แต่ละตัว
- Liraglutide (OD), dulaglutide/semaglutide (สัปดาห์ละครั้ง)
- Semaglutide/tirzepatide (GLP-1/GIP) ลดน้ำหนักได้มากที่สุด
ยับยั้ง SGLT-2 ที่ proximal tubule → ขับกลูโคสทางปัสสาวะ (ไม่ขึ้นกับ insulin) · ลด A1c 0.5–0.8% · ลดน้ำหนัก 2–3 kg + ลด BP · hypo ต่ำ · ประโยชน์ต่อหัวใจและไตเด่นชัด ไทย 2566 CVOT
1 ขนาด
- Dapagliflozin 10 mg OD (บางกลุ่มเริ่ม 5) · Empagliflozin 10 mg → 25 mg OD
- เริ่มได้จนถึง eGFR ต่ำ (renal/HF indication) แต่ฤทธิ์ลดน้ำตาลจะน้อยลงเมื่อ eGFR ต่ำ
2 ประโยชน์พิเศษ
- ลด CV death + ลด HF hospitalization
- ชะลอ CKD, ลด albuminuria
- ลด BP, ลดกรดยูริก
Compelling: ASCVD · Heart failure · CKD · ต้องการลดน้ำหนัก
ลด A1c ได้ไม่จำกัด (แรงสุด) · เสี่ยง hypo + น้ำหนักขึ้น · ใช้เมื่อยากินคุมไม่ได้ หรือ A1c สูงมาก/มีอาการ ไทย 2566
| ชนิด | Onset | Peak | Duration |
|---|---|---|---|
| Rapid (Aspart/NovoRapid) | 10–20 น. | 1–3 ชม. | 3–5 ชม. |
| Short (Regular/RI) | 30–60 น. | 2–4 ชม. | 6–8 ชม. |
| Intermediate (NPH) | 1–2 ชม. | 4–8 ชม. | 12–18 ชม. |
| Long (Glargine) | 1–2 ชม. | ไม่มี peak | 20–24 ชม. |
| Premixed (Mixtard 30/70) | 30–60 น. | 2–8 ชม. | 12–18 ชม. |
| Premixed (NovoMix 30) | 10–20 น. | 1–4 ชม. | 12–18 ชม. |
Compelling: T1DM · DKA/HHS · ตั้งครรภ์ · T2DM คุมไม่ได้ด้วยยากิน · A1c >10% / FBS >300 + อาการ
| กลุ่มยา | ลด A1c | น้ำหนัก | Hypo | เด่น |
|---|---|---|---|---|
| Metformin | 1.0–1.5 | ลด/คงที่ | ต่ำมาก | ยาแรก, ถูก |
| SU (glipizide) | 1.0–1.5 | +1–3 kg | ปานกลาง–สูง | ถูก |
| TZD (pioglitazone) | 0.5–1.4 | +2–4 kg | ต่ำมาก | IR, NAFLD |
| DPP-4i | 0.5–0.8 | คงที่ | ต่ำมาก | ปลอดภัย, CKD |
| SGLT2i | 0.5–0.8 | −2–3 kg | ต่ำมาก | CV/ไต/HF |
| GLP-1 RA | 1.0–1.5 | −2–4 kg | ต่ำมาก | CV, ลดน้ำหนัก |
| Insulin | ไม่จำกัด | +2–4 kg | ปานกลาง–สูง | คุมน้ำตาลดีสุด |
| สถานการณ์ | แนะนำ | เลี่ยง |
|---|---|---|
| เพิ่งวินิจฉัย | Metformin + ปรับพฤติกรรม | — |
| ASCVD | Metformin + SGLT2i หรือ GLP-1 RA | — |
| Heart failure | Metformin + SGLT2i | TZD |
| CKD | SGLT2i (ถ้า eGFR เหมาะสม) | Metformin (eGFR<30) |
| อ้วน | Metformin + GLP-1 RA/SGLT2i | SU, TZD, insulin |
| เสี่ยง hypo/สูงอายุ | DPP-4i, GLP-1 RA, SGLT2i | SU (โดยเฉพาะ glyburide) |
| งบจำกัด | Metformin + SU | ยากลุ่มใหม่ราคาแพง |
| NAFLD | Metformin + pioglitazone/GLP-1 RA | — |
ตัวช่วยเลือกยาตามสถานการณ์
ระดับ Extern — เทียบยาเบาหวานในมุมที่ใช้เลือกจริง
Extern
1. เทียบยาแต่ละกลุ่มในมุมที่ใช้เลือกจริง
| กลุ่ม | ลด A1c | น้ำหนัก | น้ำตาลต่ำ | จุดขายและจุดต้องระวัง |
|---|---|---|---|---|
| Metformin | 1–1.5% | คงที่/ลดเล็กน้อย | ต่ำมาก | ราคาถูก · ระวัง eGFR <30 และอาการทางเดินอาหาร |
| SGLT2i | 0.5–1% | ลด 2–3 กก. | ต่ำ | ได้ทั้งหัวใจและไต · euglycemic DKA, การติดเชื้ออวัยวะเพศ |
| GLP-1 RA | 1–1.5% | ลดมากที่สุด | ต่ำ | ลด CV events · คลื่นไส้ช่วงปรับขนาด · ราคาสูง |
| DPP-4i | 0.5–0.8% | คงที่ | ต่ำ | ทนง่ายในผู้สูงอายุ · ไม่มีประโยชน์ CV เพิ่ม · เลี่ยง saxagliptin ใน HF |
| SU | 1–1.5% | เพิ่ม | สูง | ราคาถูก ออกฤทธิ์เร็ว · เลี่ยง glibenclamide ในผู้สูงอายุและ CKD |
| TZD | 1–1.5% | เพิ่ม | ต่ำ | ดีใน insulin resistance และ MASLD · ห้ามใน HF · บวม กระดูกพรุน |
2. คู่ที่ควรเลี่ยงและเหตุผล
- SU + insulin — เพิ่มความเสี่ยงน้ำตาลต่ำอย่างมาก ให้ลดหรือหยุด SU เมื่อเริ่ม prandial insulin
- DPP-4i + GLP-1 RA — กลไกซ้ำกัน ไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม
- TZD ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว — ทำให้คั่งน้ำและอาการแย่ลง
3. ปรับยาเมื่อไตเสื่อม
ตรวจ eGFR ก่อนสั่งยาทุกครั้งในผู้ป่วยเบาหวาน · metformin ลดขนาดที่ 30–45 และหยุดที่ <30 · SU ส่วนใหญ่ต้องลดขนาด · DPP-4i ปรับตาม eGFR ยกเว้น linagliptin ที่ไม่ต้องปรับ · SGLT2i เริ่มได้ถึง eGFR ~20 และให้ต่อได้แม้ค่าลดลงอีก
ระดับ Resident FM — CVOT และการเลือกยาแบบ organ-first
Resident
CVOT เปลี่ยนวิธีเลือกยาอย่างไร
ก่อนปี 2008 ยาเบาหวานถูกอนุมัติจากการลดน้ำตาลเป็นหลัก หลังกรณี rosiglitazone ที่มีข้อกังวลด้าน CV หน่วยงานกำกับจึงกำหนดให้ยาใหม่ต้องพิสูจน์ความปลอดภัยด้าน CV ผลที่ตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจคือเราได้ข้อมูล ที่แสดงว่ายาบางกลุ่มให้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่ปลอดภัย ซึ่งพลิกวิธีเลือกยาทั้งหมดมาเป็นแบบ organ-first
| การศึกษา | ยา | ผลลัพธ์เด่น |
|---|---|---|
| EMPA-REG (2015) | empagliflozin | ลด CV death และการนอน รพ.จาก HF |
| LEADER (2016) | liraglutide | ลด MACE ในผู้ที่มี ASCVD |
| SUSTAIN-6 (2016) | semaglutide | ลด MACE โดยเฉพาะ stroke |
| DECLARE (2019) | dapagliflozin | ลดการนอน รพ.จาก HF แม้ในกลุ่มที่ยังไม่มี ASCVD |
| CREDENCE (2019) | canagliflozin | ลดผลลัพธ์ทางไตในผู้มีโปรตีนรั่ว |
เทียบแนวทางไทยกับ ADA/EASD
| ประเด็น | ไทย 2566 | ADA/EASD |
|---|---|---|
| ลำดับยา | metformin แล้วจึงเลือกตัวที่สอง | เลือกตามโรคร่วมได้ตั้งแต่ต้น แม้ยังไม่ได้ใช้ metformin |
| เกณฑ์ตัดสิน | ระดับ A1c เป็นแกนหลัก | ผลลัพธ์ CV/ไต และน้ำหนัก เป็นแกนร่วมกับ A1c |
| การเข้าถึง | บัญชียาหลักเป็นข้อจำกัดจริงในการสั่ง | สมมติว่าเข้าถึงยากลุ่มใหม่ได้ |
ประเด็นที่ควรตอบได้
- ประโยชน์ CV ของ SGLT2i เป็น class effect หรือไม่ — ด้านหัวใจล้มเหลวและไตค่อนข้างสม่ำเสมอทั้งกลุ่ม ส่วนด้าน MACE เด่นชัดเฉพาะบางตัวและบางประชากร
- GLP-1 RA ชนิดกินกับชนิดฉีด — ชนิดกินต้องกินขณะท้องว่างพร้อมน้ำเปล่าปริมาณน้อยและรออย่างน้อย 30 นาที ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผลจริงในเวชปฏิบัติอาจด้อยกว่าผลในงานวิจัย
- SU ยังมีที่ทางหรือไม่ — ในระบบที่ทรัพยากรจำกัด SU ยังลด A1c ได้ดีและราคาถูกมาก คำตอบจึงไม่ใช่การเลิกใช้ แต่คือการเลือกตัวที่ปลอดภัยกว่าและหลีกเลี่ยงในกลุ่มเสี่ยงน้ำตาลต่ำ
อ้างอิง: แนวทางเบาหวานไทย พ.ศ.2566 · ADA/EASD Consensus Report · EMPA-REG NEJM 2015 · LEADER NEJM 2016 · SUSTAIN-6 NEJM 2016 · DECLARE NEJM 2019 · CREDENCE NEJM 2019
บทนี้เรียบเรียงจาก "รายงานทบทวนวรรณกรรม: ยารักษาโรคเบาหวานสำหรับเวชปฏิบัติปฐมภูมิ" (CHANON) ซึ่งอ้างอิงวรรณกรรม 84 รายการ · ด้านล่างเป็นการศึกษา/แนวทางหลักที่ใช้ในคลินิก (รายการเต็มอยู่ในรายงานต้นฉบับ)
- แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2566 — สมาคมโรคเบาหวานฯ / RCPT / เครือข่ายเบาหวานไทย.
- ADA. Standards of Care in Diabetes; ADA/EASD Consensus Report on management of hyperglycemia in T2DM.
- UKPDS 34 — metformin ลด CV outcome ในผู้ป่วยอ้วน. Lancet 1998.
- Bailey CJ. Metformin: historical overview. Diabetologia 2017;60:1566–76.
- PROactive — pioglitazone ลด MI/stroke ซ้ำ. Lancet 2005.
- SAVOR-TIMI 53 / EXAMINE / TECOS — CV safety ของ DPP-4 inhibitors.
- LEADER — liraglutide ลด CV events. N Engl J Med 2016; SUSTAIN-6 (semaglutide).
- EMPA-REG OUTCOME — empagliflozin ลด CV death/HF hospitalization. N Engl J Med 2015.
- CANVAS (canagliflozin) · DECLARE-TIMI 58 (dapagliflozin) — CVOT ของ SGLT2i.
- DAPA-CKD / CREDENCE — SGLT2i ชะลอ CKD; DAPA-HF / EMPEROR — SGLT2i ใน heart failure.
หมายเหตุ: รายงานต้นฉบับใช้การอ้างอิงแบบหมายเลข [1]–[84] · รายการข้างต้นสรุปการศึกษา/แนวทางหลักที่ถูกอ้างถึงเพื่อให้สืบค้นต่อได้ · ควรตรวจสอบฉบับล่าสุดของแต่ละแนวทางก่อนใช้ทางคลินิก
Atrial Fibrillation
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
- ใช้กรอบ AF-CARE (holistic) — ลด CV death, stroke, major bleeding
- เปลี่ยน CHA₂DS₂-VASc → CHA₂DS₂-VA (ตัดคะแนนเพศออก — เพศเป็น modifier ไม่ใช่ตัวขับหลัก)
- ไม่ใช้ bleeding score มาตัดสินว่าจะให้/ไม่ให้ยากันเลือดแข็ง
AF-CARE = "3 อ." + ประเมินซ้ำ
Quick Update Review
ตามแนวทาง Thai AF 2568ESC 2024- ประเมินความเสี่ยง
- CHA₂DS₂-VA: ≥2 แนะนำยากันเลือดแข็ง · =1 พิจารณาเป็นราย
- ยาที่เลือก
- DOAC ก่อน warfarin — ยกเว้นลิ้นหัวใจเทียมชนิดโลหะ หรือ mitral stenosis ปานกลางถึงรุนแรง
- ขนาด DOAC
- ปรับตามอายุ น้ำหนัก และ Cr — อย่าลดขนาดโดยไม่เข้าเกณฑ์
- คุมอัตรา
- beta-blocker หรือ diltiazem/verapamil · เป้าขณะพัก <110
- คุมจังหวะ
- พิจารณาเป็นรายในผู้ที่ยังมีอาการเร็วภายใน 1 ปีแรกในผู้ที่เหมาะสม (EAST-AFNET 4)
AF = หัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว ไม่มี P wave ชัด · จังหวะ irregularly irregular · พบ ~2% ในคนอายุ >65 ปี Thai AF 2568
| ชนิด (ตามระยะเวลา) | นิยาม |
|---|---|
| First-diagnosed | วินิจฉัยครั้งแรก ยังแยกชนิดไม่ได้ |
| Paroxysmal | ≤ 7 วัน (หายเองหรือรักษาจนหาย) |
| Persistent | > 7 วัน |
| Long-standing persistent | > 12 เดือน แต่ยังมุ่ง rhythm control |
| Permanent | ยอมรับ ไม่ทำ rhythm control ต่อ |
อ่านเพิ่ม: พยาธิสรีรวิทยา & สาเหตุ
Extern
Trigger + Substrate
- Trigger: จุดกำเนิดผิดปกติจาก pulmonary vein sleeves (เป็นพื้นฐานของ PVI ablation)
- Substrate: atrial remodeling (fibrosis, dilatation, refractory period สั้น) → "AF begets AF" ยิ่งเป็นยิ่งลุกลาม paroxysmal → persistent → permanent
Thrombogenesis (ทำไมต้องกันเลือดแข็ง)
Virchow's triad ที่ left atrial appendage: stasis (เสีย atrial contraction) + endothelial dysfunction + hypercoagulable → cardioembolic stroke (มักก้อนใหญ่ พิการ/ตายสูงกว่า stroke ทั่วไป)
สาเหตุ/ปัจจัยร่วม
HTN (พบสุด) · HF · valvular (โดยเฉพาะ MS/RHD สำคัญในไทย) · hyperthyroid · อ้วน · OSA · แอลกอฮอล์ (holiday heart) · อายุมาก · PE · sepsis
ประเมินความเสี่ยง stroke ด้วย CHA₂DS₂-VA (ตัดคะแนนเพศออกจาก VASc) → ตัดสินใจให้ยากันเลือดแข็ง Thai AF 2568 ESC 2024
คำนวณ CHA₂DS₂-VA
เลือกข้อที่มี
- ≥2 คะแนน → เสี่ยงสูง (≥2%/ปี) → ให้ OAC (Class I)
- =1 คะแนน → พิจารณา OAC (Class IIa)
- =0 → ไม่ให้ · ห้ามใช้ ASA/clopidogrel ป้องกัน stroke (Class III)
- ให้ OAC เสมอไม่ว่าคะแนนเท่าไร: mechanical valve, moderate-severe rheumatic MS, HCM, cardiac amyloidosis
- Atrial flutter: ประเมิน & ให้ยาเหมือน AF
DOAC (ตัวเลือกแรก) — ขนาดและการปรับตามไต
| DOAC | ขนาดมาตรฐาน | ลดขนาดเมื่อ |
|---|---|---|
| Dabigatran (anti-IIa) | 150 mg BID | 110 BID ถ้า อายุ ≥80 หรือใช้ verapamil |
| Rivaroxaban (anti-Xa) | 20 mg OD พร้อมอาหาร | 15 mg OD ถ้า CrCl 15–49 |
| Apixaban (anti-Xa) | 5 mg BID | 2.5 BID ถ้า ≥2/3: อายุ≥80, นน.≤60, SCr≥1.5 |
| Edoxaban (anti-Xa) | 60 mg OD | 30 OD ถ้า CrCl 15–50, นน.<60, หรือ P-gp inhibitor |
1 Rate control
- เป้า resting HR <110 (lenient) · ไม่ต่ำกว่า 50–60
- LVEF >40%: BB หรือ non-DHP CCB (verapamil/diltiazem) หรือ digoxin
- LVEF ≤40%: BB หรือ digoxin เท่านั้น (ห้าม non-DHP CCB)
- Digoxin 0.0625–0.125 mg OD (ระวัง CKD, เช็ก level)
2 Rhythm control (AAD)
- ไม่มีโรคหัวใจ: flecainide/propafenone/dronedarone
- CAD/HTN heart dis. (ไม่มี HF รุนแรง): dronedarone
- HFrEF รุนแรง (NYHA III–IV) → amiodarone เท่านั้น
- flecainide/propafenone ต้องให้ AV-nodal blocker ร่วม กัน 1:1 AFL
- ให้ fast-acting anticoagulant (UFH/LMWH/DOAC) ก่อนเสมอ
- Conventional: OAC ≥3 สัปดาห์ก่อน (warfarin INR≥2 ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ หรือ DOAC ต่อเนื่อง) + ≥4 สัปดาห์หลัง
- TEE-guided: ไม่มีลิ่ม → cardiovert เลย + OAC ≥4 สัปดาห์หลัง · มีลิ่ม → OAC ≥3 สัปดาห์ แล้ว re-image
- AF <24 ชม. เสี่ยงต่ำ → อาจงด OAC หลัง cardioversion
- OAC ระยะยาวตัดสินด้วย CHA₂DS₂-VA ไม่ใช่ผลของ rhythm
อ่านเพิ่ม: หลักฐาน rate vs rhythm & ablation
Resident
- AFFIRM: ใน AF เรื้อรัง rhythm control (ยา) ไม่ได้เหนือ rate control ด้านอัตราตาย
- RACE II: lenient (<110) non-inferior ต่อ strict (<80) → ที่มาของเป้า <110
- EAST-AFNET 4: ใน AF ระยะแรก (<1 ปี) early rhythm control ลด CV death/stroke/HF-ACS hospitalization → เหตุผลของการมุ่ง rhythm เร็วขึ้น
- CASTLE-AF/CASTLE-HTx: ablation ใน AF+HFrEF ลดอัตราตาย/HF hospitalization (Class I B)
- RATE-AF: digoxin ให้ผล QoL ไม่ต่างจาก bisoprolol แต่ผลข้างเคียงน้อยกว่า
1 ปัจจัยเสี่ยง/ไลฟ์สไตล์
- แอลกอฮอล์: ลด <30 g/สัปดาห์ ลด AF recurrence ชัด (Class I B)
- ออกกำลัง moderate 210 นาที/สัปดาห์ (U-shaped — มากไปเพิ่ม AF)
- คุม HTN, เบาหวาน, น้ำหนัก · OSA → CPAP
2 Hyperthyroid-AF
- ใช้ propranolol (บล็อก T4→T3 ส่วนปลาย)
- ~62% กลับ SR เองหลัง euthyroid (¾ ภายใน 3 สัปดาห์)
- ยังไม่หายหลัง euthyroid ≥4 เดือน → เลื่อน cardioversion ถึง 16 สัปดาห์
3 WPW + AF (preexcited)
- ไม่คงที่ → electrical cardioversion
- ห้าม AV-nodal blocker ทุกชนิด (adenosine, verapamil, diltiazem, BB, digoxin, IV amiodarone)
- รักษาถาวร: ablation accessory pathway (สำเร็จ ≥95%)
4 Ablation (PVI)
- Symptomatic AF ที่ดื้อ/แพ้ AAD → catheter ablation (Class I A)
- AF + HFrEF ตามเกณฑ์ → ablation (Class I B)
- OAC ≥3 สัปดาห์ก่อน + ต่อระยะยาวไม่ว่าสำเร็จหรือไม่
ระดับ Extern — ลำดับการจัดการและการเลือกยากันเลือดแข็ง
Extern
1. ลำดับการจัดการ AF ที่ห้องตรวจ
| ขั้น | ทำอะไร | รายละเอียดที่ต้องไม่ลืม |
|---|---|---|
| 1 | ยืนยันด้วย EKG 12 lead | คลำชีพจรไม่สม่ำเสมออย่างเดียวยังไม่พอวินิจฉัย |
| 2 | ประเมินว่าเสถียรหรือไม่ | ความดันตก เจ็บอก หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึม → ส่งฉุกเฉินทันที |
| 3 | หาสาเหตุกระตุ้น | ไทรอยด์เป็นพิษ · ติดเชื้อ · สุรา · ภาวะขาดน้ำ · นอนกรน |
| 4 | ประเมินความเสี่ยงหลอดเลือดสมอง | คำนวณ CHA₂DS₂-VA แล้วตัดสินใจเรื่องยาต้านการแข็งตัวของเลือด |
| 5 | คุมอัตราการเต้น | beta-blocker หรือ CCB ที่ไม่ใช่ dihydropyridine · เป้าขณะพักราว <110 ในผู้ที่ไม่มีอาการ |
2. ยาต้านการแข็งตัวของเลือด — เลือกและเลี่ยงข้อผิดพลาด
- DOAC เป็นตัวเลือกแรกในผู้ป่วยส่วนใหญ่ · warfarin ยังจำเป็นในลิ้นหัวใจเทียมชนิดโลหะและ mitral stenosis ระดับปานกลางถึงรุนแรง
- ปรับขนาด DOAC ตามอายุ น้ำหนัก และ Cr — การให้ขนาดต่ำโดยไม่เข้าเกณฑ์ทำให้ป้องกันไม่พอ ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยกว่าการให้ขนาดสูงเกิน
- ยาต้านเกล็ดเลือดใช้แทนไม่ได้ · การให้ ASA อย่างเดียวใน AF ไม่เพียงพอและไม่แนะนำแล้ว
- ประเมินความเสี่ยงเลือดออกเพื่อแก้ปัจจัยที่แก้ได้ (ความดัน สุรา NSAID) ไม่ใช่เพื่อหาเหตุผลไม่ให้ยา
3. ส่งต่อเมื่อไร
AF ที่มีอาการมากแม้คุมอัตราได้ · สงสัยจะได้ประโยชน์จากการคุมจังหวะ (อายุน้อย เพิ่งเป็น หัวใจล้มเหลว) · AF ร่วมกับลิ้นหัวใจผิดปกติ · หัวใจเต้นช้าสลับเร็ว · มีข้อห้ามต่อยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ระดับ Resident FM — CHA₂DS₂-VA, EAST-AFNET 4 และกรอบ AF-CARE
Resident
เทียบแนวทางและการเปลี่ยนนิยามคะแนน
| ประเด็น | Thai AF | ESC 2024 |
|---|---|---|
| คะแนนความเสี่ยง | บทนี้ยึด CHA₂DS₂-VA ตามแนวทางปัจจุบัน · ระบบเดิมใช้ CHA₂DS₂-VASc | CHA₂DS₂-VA — ตัดเพศออก เพราะเพศหญิงเป็นตัวปรับความเสี่ยงตามอายุ ไม่ใช่ปัจจัยอิสระ |
| กรอบการดูแล | เน้นคุมอัตรา จังหวะ และป้องกันลิ่มเลือด | กรอบ AF-CARE: จัดการโรคร่วม · หลีกเลี่ยงลิ่มเลือด · ลดอาการ · ประเมินซ้ำ |
| การคุมจังหวะ | พิจารณาเป็นราย ๆ | สนับสนุนการคุมจังหวะตั้งแต่ระยะแรกในผู้ที่เหมาะสม |
หลักฐานที่ต้องอ้างได้
- AFFIRM (2002) — คุมอัตรากับคุมจังหวะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันในยุคที่ยังใช้ยาต้านจังหวะเป็นหลัก
- EAST-AFNET 4 (2020) — การคุมจังหวะภายใน 1 ปีแรกหลังวินิจฉัย ลดผลลัพธ์รวมทาง CV · เป็นเหตุผลที่แนวทางใหม่ขยับมาสนับสนุนการคุมจังหวะเร็วขึ้น
- RE-LY, ROCKET-AF, ARISTOTLE, ENGAGE AF — DOAC ไม่ด้อยกว่าหรือดีกว่า warfarin และลดเลือดออกในสมองอย่างสม่ำเสมอทุกการศึกษา
- CASTLE-AF — การจี้ไฟฟ้าหัวใจในผู้ป่วย AF ร่วมกับหัวใจล้มเหลว ลดการเสียชีวิตและการนอน รพ.
ประเด็นที่ต้องใช้วิจารณญาณ
- ผู้สูงอายุที่เคยล้ม — ความกลัวการล้มมักถูกใช้เป็นเหตุผลไม่ให้ยา ทั้งที่การคำนวณแสดงว่าต้องล้มบ่อยมากผิดปกติกว่าประโยชน์ของการป้องกันหลอดเลือดสมองจะหมดไป
- AF ที่ตรวจพบจากอุปกรณ์สวมใส่ — ช่วงเวลาที่สั้นมากยังไม่มีข้อสรุปชัดว่าต้องให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือไม่ ต้องดูระยะเวลารวมและความเสี่ยงพื้นฐานประกอบ
- บริบทไทย — การติดตาม INR ในพื้นที่ห่างไกลทำได้ยาก ทำให้ DOAC มีข้อได้เปรียบเชิงระบบ แม้ราคาต่อเม็ดจะสูงกว่า
อ้างอิง: Thai AF Guideline · 2024 ESC Guidelines for the management of atrial fibrillation · AFFIRM NEJM 2002 · EAST-AFNET 4 NEJM 2020 · RE-LY/ROCKET-AF/ARISTOTLE/ENGAGE AF · CASTLE-AF NEJM 2018
หญิง 72 ปี HT + DM · ใจสั่น เหนื่อยง่าย 2 สัปดาห์ · ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ HR 120 · ECG: irregularly irregular ไม่มี P wave → AF · BP 140/85 · LVEF 55%
คำนวณ CHA₂DS₂-VA และตัดสินใจเรื่องยากันเลือดแข็ง?
CHA₂DS₂-VA = H(1) + A อายุ 72 ปี (65–74)(1) + D(1) = 3 คะแนน → เสี่ยงสูง → ให้ DOAC (เช่น apixaban 5 mg BID — เช็ก อายุ/นน./SCr ว่าต้องลดขนาดไหม) · ไม่ใช้ ASA
HR 120 มีอาการ — จัดการ rate/rhythm อย่างไร?
LVEF >40% → เริ่ม rate control: beta-blocker (เช่น bisoprolol) หรือ non-DHP CCB เป้า HR <110 · ยังมีอาการ/AF ระยะแรก → พิจารณา rhythm control (ถ้าจะ cardiovert + AF>24 ชม. ต้อง OAC ≥3 สัปดาห์ก่อน หรือ TEE) · C: คุม HT/DM, ตรวจ TFT, ลดแอลกอฮอล์, ประเมิน OSA
จบเคส — "AF-CARE: กันอัมพาตก่อน (DOAC) → คุมอาการ → รักษาโรคร่วม → ประเมินซ้ำ"
Asthma
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
หลักคิดโรคหืด 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง Thai 2560GINA 2026- ยาบรรเทา
- ICS ประจำ + SABA เมื่อสูตรผสมเบิกไม่ได้ — ห้าม SABA เดี่ยวICS-formoterol เมื่อมีอาการ (track 1) — ห้าม SABA เดี่ยว
- ประเมิน control
- ใน 4 สัปดาห์: อาการกลางวัน >2/สัปดาห์ · ตื่นกลางคืน · ใช้ยาบรรเทา >2/สัปดาห์ · กิจกรรมถูกจำกัด
- ก่อนเพิ่มยา
- ให้ผู้ป่วยสาธิตการพ่น · ถามการใช้ยาสม่ำเสมอ · หาสิ่งกระตุ้น
- กำเริบ
- SABA ทุก 20 นาทีในชั่วโมงแรก · prednisolone 40–50 mg/วัน 5–7 วัน
- ส่งต่อทันที
- พูดได้เป็นคำ · ใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ · ไม่ได้ยินเสียงหวีด · ซึม
Triad: airway obstruction (reversible) + hyperresponsiveness + inflammation (มัก eosinophilic) · อาการเป็นพัก ๆ สัมพันธ์ trigger แย่ลงกลางคืน/เช้ามืด Thai 2560
1 อาการ
- wheeze, เหนื่อย, ไอ (อาจเป็นอาการเดียว = cough-variant), แน่นอก
- ตรวจตอนกำเริบ: expiratory wheeze, prolonged expiration
- "Silent chest" = ใกล้ respiratory failure (ฉุกเฉิน)
2 Spirometry
- FEV1/FVC ต่ำกว่าปกติ · DLCO ปกติ (แยกจาก COPD)
- Reversibility: FEV1 เพิ่ม ≥12% และ ≥200 mL หลัง BD (เกณฑ์ใหม่ ≥10% ของ predicted)
- PEFR variability >20% · methacholine challenge ถ้า spiro ปกติ
ประเมินการคุมโรค (4 สัปดาห์ที่ผ่านมา)
เลือกข้อที่ "เกิน" เกณฑ์
GINA แบ่งเป็น 2 tracks · Track 1 (แนะนำ): ใช้ ICS-formoterol เป็นทั้งยาควบคุมและยาบรรเทา (MART) · Track 2: ICS ประจำ + ยาบรรเทา (ICS-SABA หรือ SABA) GINA 2026
| Step | Track 1 — ยาควบคุม | ยาบรรเทา |
|---|---|---|
| 1–2 | ICS-formoterol ขนาดต่ำ เมื่อจำเป็น (as-needed) | ICS-formoterol ต่ำ |
| 3 | ICS-formoterol ต่ำ ประจำ (MART) | ICS-formoterol ต่ำ |
| 4 | ICS-formoterol ปานกลาง ประจำ (MART) | ICS-formoterol ต่ำ |
| 5 | ICS สูง + LABA + เพิ่ม LAMA ± biologic | เหมือนเดิม |
อ่านเพิ่ม: ทำไม AIR/MART & biologics
Resident
ทำไมไม่ใช้ SABA เดี่ยว
SABA แก้ bronchospasm แต่ไม่แตะ inflammation · ใช้ SABA บ่อย = marker คุมไม่ดี + เพิ่มอัตราตายเอง · regular β2-agonist → tachyphylaxis, เพิ่ม airway reactivity · ICS-formoterol PRN ให้ ICS ทันทีที่อาการกำเริบ (หลักฐาน SYGMA 1/2, Novel START)
Biologics (severe asthma, step 5)
- Omalizumab (anti-IgE): IgE ≥30 + แพ้ perennial allergen
- Mepolizumab/benralizumab (anti-IL-5): Eos ≥300 + exacerbation
- Dupilumab (anti-IL-4Rα): Eos ≥150 หรือ FeNO ≥25
- Tezepelumab (anti-TSLP): ได้ผลแม้ biomarker ไม่สูง
Phenotype พิเศษ
AERD: หืด + nasal polyp + แพ้ ASA/NSAID → เลี่ยง NSAID, ใช้ LTRA · ABPA: IgE >1000, central bronchiectasis → itraconazole + OCS
1 รักษาเบื้องต้น
- O₂ เป้า SpO₂ ≥94%
- Nebulized albuterol 2.5–5 mg ทุก 20 นาที × 3
- เพิ่ม ipratropium 0.5 mg ทุก 20 นาที × 3 (รายรุนแรง)
- Systemic steroid: prednisolone 40–60 mg/วัน × 5–7 วัน (หรือ IV methylprednisolone 60–80 mg q6h)
- รายรุนแรง: IV MgSO₄ 2 g ใน 20 นาที
2 สัญญาณอันตราย → ใส่ท่อ
- silent chest, เขียว, สับสน, bradycardia, ความดันตก
- PaCO₂ ปกติ/สูงในคนที่ยังหอบมาก = ใกล้ respiratory failure (ปกติหืดจะ hypocapnic)
- Ventilation: low RR/TV, permissive hypercapnia
ระดับ Extern — ประเมิน control และแก้ที่เทคนิคก่อนเพิ่มยา
Extern
1. ประเมิน control ด้วยคำถามสี่ข้อ ก่อนจะเพิ่มยา
| ถามถึง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา | ควบคุมได้ | ควบคุมได้บางส่วน | ควบคุมไม่ได้ |
|---|---|---|---|
| อาการกลางวัน >2 ครั้ง/สัปดาห์ ตื่นกลางคืนเพราะหอบ ใช้ยาบรรเทา >2 ครั้ง/สัปดาห์ กิจกรรมถูกจำกัด |
ไม่มีเลย | มี 1–2 ข้อ | มี 3–4 ข้อ |
ก่อนขยับขั้นการรักษา ให้ตรวจสามอย่างเสมอ: เทคนิคการพ่นยา (ให้ผู้ป่วยสาธิตจริง) · การใช้ยาสม่ำเสมอ · สิ่งกระตุ้นที่ยังเจออยู่ (ควันบุหรี่ ฝุ่น สัตว์เลี้ยง GERD ยา NSAID/beta-blocker)
2. หลักที่เปลี่ยนไปและต้องทำให้ถูก
- ไม่ใช้ SABA เดี่ยว ๆ อีกต่อไป ผู้ป่วยทุกรายต้องได้ยาที่มีสเตียรอยด์สูดร่วมด้วย เพราะการใช้ SABA เดี่ยวสัมพันธ์กับการกำเริบรุนแรงและการเสียชีวิต
- ทางเลือกที่แนะนำสำหรับอาการไม่บ่อยคือ ICS-formoterol เมื่อมีอาการ ซึ่งใช้เป็นทั้งยาบรรเทาและยาควบคุม
- ใช้ spacer กับยาพ่นชนิด MDI เสมอ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ · บ้วนปากหลังพ่น ICS เพื่อลดเชื้อราในช่องปาก
- ประเมินความเสี่ยงกำเริบ แยกจากอาการปัจจุบัน — เคยกำเริบจนต้องใช้สเตียรอยด์กินในปีที่ผ่านมาคือปัจจัยทำนายที่แรงที่สุด
3. กำเริบเฉียบพลัน — ทำอะไรก่อนหลัง
SABA พ่นซ้ำได้ทุก 20 นาทีในชั่วโมงแรก · สเตียรอยด์กิน prednisolone 40–50 mg/วัน 5–7 วัน (ไม่ต้อง taper ถ้าใช้สั้น) · ให้ออกซิเจนตามระดับความอิ่มตัว · สัญญาณอันตราย: พูดเป็นคำ นั่งโน้มตัว ใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ เงียบลงจนไม่ได้ยินเสียงหวีด ซึม → ส่งต่อทันที · ก่อนกลับบ้านต้องทบทวนเทคนิคพ่นยาและให้แผนปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษร
ระดับ Resident FM — ทำไม GINA เลิกใช้ SABA เดี่ยว
Resident
เทียบแนวทางไทยกับ GINA
| ประเด็น | แนวทางไทย | GINA |
|---|---|---|
| ยาบรรเทา | ยังมีการใช้ SABA ในทางปฏิบัติอยู่มาก | ICS-formoterol เป็นยาบรรเทาที่แนะนำ (track 1) · ไม่แนะนำ SABA เดี่ยวในทุกกรณี |
| การจัดขั้น | จัดขั้น 1–5 ตามความรุนแรง | แบ่งเป็น 2 track ตามชนิดยาบรรเทาที่ใช้ เพื่อลดความสับสนเวลาขยับขั้น |
| ข้อจำกัด | ยาสูตรผสมบางตัวเข้าถึงได้จำกัดตามบัญชียาหลัก | ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเข้าถึงยาสูตรผสมได้ |
หลักฐานที่ทำให้ GINA เปลี่ยนจุดยืนเรื่อง SABA
- SYGMA 1 และ 2 (2018) — budesonide-formoterol เมื่อมีอาการ ลดการกำเริบรุนแรงได้ดีกว่า SABA เดี่ยว และใกล้เคียงกับการใช้ ICS ทุกวัน โดยใช้สเตียรอยด์รวมน้อยกว่า
- Novel START (2019) — ยืนยันผลในเวชปฏิบัติจริงที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ยาสม่ำเสมอ
- ข้อมูลระบาดวิทยาก่อนหน้า: การใช้ SABA เกิน 3 กระบอกต่อปีสัมพันธ์กับการกำเริบและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่ต้องคิดต่อ
- ช่องว่างระหว่างแนวทางกับการเข้าถึงยา — เมื่อสูตรผสมเบิกไม่ได้ ทางออกที่สมเหตุสมผลคือให้ ICS สม่ำเสมอร่วมกับ SABA ไม่ใช่ปล่อยให้ใช้ SABA เดี่ยว และควรบันทึกเหตุผลไว้
- Severe asthma — เมื่อคุมไม่ได้แม้ใช้ขั้นสูงและเทคนิคถูกต้อง ให้ประเมิน phenotype (eosinophil, IgE) เพื่อพิจารณา biologic และส่งต่อ
- การวินิจฉัยเกินจริง — ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ถูกตีว่าเป็นหืดไม่มีหลักฐาน variable airflow limitation จริง การยืนยันด้วย spirometry จึงสำคัญก่อนรักษายาว
อ้างอิง: แนวทางการดูแลโรคหืดของไทย (สมาคมอุรเวชช์) · GINA Strategy Report · SYGMA 1/2 NEJM 2018 · Novel START NEJM 2019
หญิง 28 ปี เป็นหืด · 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไอ/แน่นอกกลางวัน 4 ครั้ง/สัปดาห์ ตื่นกลางคืน 1 ครั้ง ใช้ยาพ่น SABA เกือบทุกวัน · ปัจจุบันใช้ salbutamol MDI อย่างเดียว
ประเมินการคุมโรค และปัญหาการรักษาปัจจุบันคืออะไร?
คุมไม่ได้ (อาการกลางวัน >2/สัปดาห์ + ใช้ยาบรรเทา >2/สัปดาห์) · ปัญหาสำคัญ = ใช้ SABA เดี่ยว ไม่มี ICS (แก้แค่ bronchospasm ไม่แตะ inflammation + เสี่ยงอันตราย)
ปรับการรักษาอย่างไร?
เปลี่ยนเป็น ICS-formoterol (Track 1) — เริ่ม low-dose ICS-formoterol เป็นทั้งควบคุมและบรรเทา (MART, ~step 3) · เช็กเทคนิคพ่น + adherence + trigger (สอน spacer, บ้วนปาก) · ให้ action plan · นัดประเมินซ้ำ 1–3 เดือน แล้วพิจารณา step down
จบเคส — "เลิก SABA เดี่ยว → ICS-formoterol (AIR) + เช็กเทคนิค/adherence ก่อน step up"
COPD
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
- Early intervention — เน้นแม้ exacerbation เพียงครั้งเดียวก็เพิ่มโอกาสเกิดซ้ำมาก
- Triple (LABA+LAMA+ICS) เมื่อยัง exacerbate ทั้งที่ใช้ dual โดยเฉพาะ eos สูง
- Dupilumab/mepolizumab = Level A ใน type 2 phenotype · เพิ่มวัคซีน RSV (อายุ ≥50)
หลักคิด COPD 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง Thai TSTGOLD 2026- วินิจฉัย
- post-bronchodilator FEV₁/FVC <0.70 · ถามควันฟืนและถ่านด้วย
- จัดกลุ่ม
- ใช้อาการร่วมกับประวัติกำเริบA / B / E — E คือกำเริบ ≥2 ครั้ง หรือนอน รพ. ≥1 ครั้งในปีที่ผ่านมา
- ยาเริ่มต้น
- กลุ่ม B: LABA + LAMA · กลุ่ม E: LABA + LAMA ± ICS
- ICS
- เมื่อกำเริบบ่อยeosinophil ≥300 ใช้ · <100 ไม่ใช้ (เพิ่มปอดอักเสบ)
- กำเริบ
- prednisolone 40 mg 5 วัน · ออกซิเจนเป้า SpO₂ 88–92%
- ที่เปลี่ยนผลลัพธ์จริง
- เลิกบุหรี่ · ฟื้นฟูสมรรถภาพปอด · วัคซีน
COPD = อาการทางเดินหายใจเรื้อรัง + airflow obstruction ที่ไม่กลับเป็นปกติ · เกณฑ์ = post-bronchodilator FEV1/FVC <0.70 Thai TST GOLD
1 อาการ & ตรวจ
- 3 อาการหลัก: ไอ, มีเสมหะ, เหนื่อยเวลาออกแรง
- barrel chest, prolonged expiration, accessory muscle
- Clubbing ไม่ใช่ของ COPD → หามะเร็งปอด
- DLCO ลด (emphysema) · CT = ตรวจดี emphysema · ตรวจ α1-antitrypsin ทุกราย
2 GOLD grade (FEV1 % predicted)
- GOLD 1 (mild): FEV1 ≥80%
- GOLD 2 (moderate): 50–79%
- GOLD 3 (severe): 30–49%
- GOLD 4 (very severe): <30%
หลังยืนยัน + grade แล้ว ประเมิน อาการ (mMRC/CAT) และ ความเสี่ยง exacerbation → จัดกลุ่ม A/B/E GOLD ABE
| กลุ่ม | เกณฑ์ | ยาเริ่มต้น |
|---|---|---|
| A | อาการน้อย (mMRC 0–1/CAT<10) + เสี่ยงต่ำ | bronchodilator 1 ตัว |
| B | อาการมาก (mMRC ≥2/CAT≥10) + เสี่ยงต่ำ | LABA + LAMA |
| E | เสี่ยงสูง (≥2 moderate หรือ ≥1 admit/ปี) | LABA + LAMA (+ ICS ถ้า eos ≥300) |
จัดกลุ่ม ABE + แนะนำยา
อ่านเพิ่ม: mMRC/CAT & กลุ่มยา
Extern
mMRC dyspnea scale
- 0 เหนื่อยเฉพาะออกแรงหนัก · 1 เหนื่อยเวลารีบ/ขึ้นเนิน
- 2 เดินช้ากว่าเพื่อน/ต้องหยุดพัก · 3 หยุดหลังเดิน ~100 เมตร · 4 เหนื่อยจนออกจากบ้าน/แต่งตัวไม่ได้
CAT
8 ข้อ คะแนน 0–40 · ≥10 = อาการมาก
กลุ่มยา (ไม่ระบุ mcg ในต้นฉบับ)
- LAMA: tiotropium, umeclidinium, glycopyrronium (SE: ปากแห้ง)
- LABA: indacaterol, formoterol, salmeterol, vilanterol (SE: มือสั่น ใจสั่น)
- ICS: SE oral candidiasis, ปอดอักเสบ, กระดูกบาง — single-inhaler triple ช่วย adherence
เมื่อยัง exacerbate ทั้งที่ใช้ triple
roflumilast (FEV1<50% + chronic bronchitis) · azithromycin (โดยเฉพาะอดีตผู้สูบ) · dupilumab (chronic bronchitis + eos ≥300) · ensifentrine (dyspnea เด่น)
1 จัดการ exacerbation
- อาการแย่ลง <14 วัน (>50% จากไวรัส)
- Bronchodilator: neb β-agonist + ipratropium
- Prednisolone 40 mg PO × 5 วัน (ระวังน้ำตาลสูง)
- Antibiotic 5–7 วัน ในรายปานกลาง–รุนแรง (เสมหะเปลี่ยน/purulent) · เชื้อ: S.pneumoniae, H.influenzae, M.catarrhalis
2 Oxygen & NIPPV
- เป้า SpO₂ 88–92% (ไม่ต้องกลัว CO₂ retention จนไม่ให้ O₂)
- NIPPV เมื่อ acute resp acidosis: PaCO₂ >45 และ pH ≤7.35 (ลดตาย/ใส่ท่อ/LOS)
- หลัง admit: ~20% readmit ใน 30 วัน · ~20% ตายใน 1 ปี
อ่านเพิ่ม: พยาธิ · phenotype · advanced
Resident
พยาธิสรีรวิทยา
Small airway disease (≤2 mm) เป็นตำแหน่งต้านทานหลักและมาก่อน emphysema · elastase:antielastase hypothesis · emphysema 3 แบบ: centrilobular (บุหรี่, กลีบบน) · panlobular (α1AT, กลีบล่าง) · paraseptal
α1-antitrypsin deficiency
PiZ (ZZ/Z-null) = รุนแรง · augmentation therapy เมื่อ serum <11 µM · ตรวจในทุก COPD โดยเฉพาะอายุน้อย/panlobular กลีบล่าง/ไม่สูบบุหรี่
Threshold สรีรวิทยา
PaO₂ ปกติจน FEV1 <50% · hypercapnia เมื่อ <25% · cor pulmonale เมื่อ FEV1<25%+PaO₂<55 · BODE index ทำนายตายดีกว่า FEV1 เดี่ยว
Pre-COPD & PRISm
Pre-COPD (มีอาการ/CT ผิด spiro ปกติ) · PRISm (preserved ratio impaired spirometry) — เพิ่มความเสี่ยงตาย/เหตุการณ์
Advanced
LVRS (กลีบบน, ห้ามถ้า FEV1<20% + diffuse/DLCO<20%) · BLVR (valve, ต้องไม่มี collateral ventilation, ระวัง pneumothorax) · lung transplant
ระดับ Extern — จัดกลุ่มให้ถูกและจัดการการกำเริบ
Extern
1. วินิจฉัยและจัดกลุ่มให้ถูกก่อนเลือกยา
- ต้องมี post-bronchodilator FEV₁/FVC <0.70 จึงวินิจฉัย COPD ได้ · อาการอย่างเดียวไม่พอ
- จัดกลุ่มด้วยอาการ (mMRC/CAT) ร่วมกับประวัติกำเริบในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ใช้ FEV₁ เป็นตัวเลือกยา
- ถามประวัติควันชีวมวล (ฟืน ถ่าน) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในไทยโดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่
| กลุ่ม | ลักษณะ | ยาเริ่มต้น |
|---|---|---|
| A | อาการน้อย กำเริบน้อย | ยาขยายหลอดลมหนึ่งชนิด |
| B | อาการมาก กำเริบน้อย | LABA + LAMA |
| E | กำเริบบ่อย (≥2 ครั้ง หรือ ≥1 ครั้งที่ต้องนอน รพ.) | LABA + LAMA · เพิ่ม ICS เมื่อ eosinophil ≥300 หรือมีหืดร่วม |
2. สิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่ยา
เลิกบุหรี่คือมาตรการเดียวที่ชะลอการเสื่อมของสมรรถภาพปอด · ฟื้นฟูสมรรถภาพปอดลดอาการและการนอน รพ. · วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ และโควิด · ออกซิเจนระยะยาวเฉพาะผู้ที่มีภาวะพร่องออกซิเจนเรื้อรังตามเกณฑ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่พิสูจน์ว่ายืดชีวิตได้
3. กำเริบเฉียบพลัน
เพิ่มยาขยายหลอดลมออกฤทธิ์สั้น · prednisolone 40 mg/วัน 5 วัน · ให้ยาปฏิชีวนะเมื่อเสมหะเปลี่ยนสีและปริมาณเพิ่มร่วมกับหอบมากขึ้น หรือเมื่อต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ · ให้ออกซิเจนแบบควบคุม เป้า SpO₂ 88–92% เพราะออกซิเจนมากเกินไปทำให้คั่ง CO₂ · พิจารณา NIV เมื่อมีภาวะเลือดเป็นกรดจากการหายใจ
ระดับ Resident FM — บทบาทของ ICS, eosinophil และหลักฐานสูตรสามตัว
Resident
เทียบแนวทางไทยกับ GOLD
| ประเด็น | แนวทางไทย | GOLD |
|---|---|---|
| การจัดกลุ่ม | ใช้อาการร่วมกับประวัติกำเริบ | รวมกลุ่ม C และ D เดิมเป็น กลุ่ม E เพื่อเน้นว่าการกำเริบสำคัญกว่าระดับอาการ |
| บทบาท ICS | ใช้เมื่อกำเริบบ่อย | ตัดสินด้วย blood eosinophil เป็นหลัก (≥300 สนับสนุน · <100 ไม่แนะนำ) |
| สูตรสามตัว | พิจารณาเมื่อยังกำเริบ | LABA+LAMA+ICS ลดการกำเริบและมีข้อมูลด้านการเสียชีวิตจาก IMPACT และ ETHOS |
หลักฐานที่ต้องอ้างได้
- TORCH (2007) — ไม่ถึงนัยสำคัญที่ตั้งไว้สำหรับการเสียชีวิต แต่เปลี่ยนวิธีออกแบบงานวิจัย COPD หลังจากนั้น
- UPLIFT — tiotropium ปรับปรุงอาการและลดการกำเริบ แต่ไม่ชะลอการลดลงของ FEV₁
- FLAME (2016) — LABA+LAMA ลดการกำเริบได้ดีกว่า LABA+ICS ในกลุ่มที่ eosinophil ไม่สูง เป็นจุดที่ทำให้ ICS ถอยจากการเป็นยาพื้นฐาน
- IMPACT (2018) / ETHOS (2020) — สูตรสามตัวลดการกำเริบและมีสัญญาณด้านการลดการเสียชีวิตเมื่อเทียบกับสูตรคู่
- NOTT / MRC — ออกซิเจนระยะยาวยืดชีวิตในผู้ที่มีภาวะพร่องออกซิเจนรุนแรง ขณะที่ LOTT (2016) พบว่าไม่ได้ประโยชน์ในผู้ที่พร่องเพียงเล็กน้อย
ประเด็นที่ต้องชั่งน้ำหนัก
- ICS กับปอดอักเสบ — เพิ่มความเสี่ยงปอดอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่ควรให้เป็นพื้นฐานกับทุกราย โดยเฉพาะผู้ที่ eosinophil ต่ำ
- COPD จากควันชีวมวล — ประชากรในงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นผู้สูบบุหรี่ การนำข้อสรุปมาใช้กับผู้ป่วยไทยที่สัมผัสควันฟืนจึงมีข้อจำกัดที่ควรตระหนัก
- Asthma-COPD overlap — ไม่ใช่โรคเดียวที่นิยามชัด แต่มีผลต่อการตัดสินใจเรื่อง ICS อย่างมาก
อ้างอิง: แนวทาง COPD ของไทย (สมาคมอุรเวชช์) · GOLD Report · TORCH NEJM 2007 · UPLIFT NEJM 2008 · FLAME NEJM 2016 · IMPACT NEJM 2018 · ETHOS NEJM 2020 · LOTT NEJM 2016
ชาย 68 ปี สูบบุหรี่ 40 pack-years · ไอมีเสมหะเรื้อรัง เหนื่อยเวลาเดินเร็ว/ขึ้นบันได (mMRC 2) · ปีที่ผ่านมา admit จาก exacerbation 1 ครั้ง · spirometry post-BD FEV1/FVC 0.55, FEV1 45% · eos 350
วินิจฉัย จัดกลุ่ม และเลือกยาอย่างไร?
COPD (post-BD FEV1/FVC <0.70 ยืนยัน) · GOLD 3 (FEV1 45%) · มี admit 1 ครั้ง → กลุ่ม E · eos 350 (≥300)
ยาเริ่มต้นและมาตรการอื่น?
กลุ่ม E + eos ≥300 → LABA + LAMA + ICS (single-inhaler triple) · เลิกบุหรี่ (สำคัญสุด ลดตาย) · วัคซีน (flu/pneumococcal/RSV) · pulmonary rehab · action plan สำหรับ exacerbation · เช็ก α1AT · ประเมิน LTOT ถ้า SaO₂ ≤88%
จบเคส — "ยืนยันด้วย spirometry → ABE → LABA+LAMA(±ICS ตาม eos) → เลิกบุหรี่+วัคซีน+rehab"
Diabetic Kidney Disease
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
Renoprotection bundle 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2565KDIGO 2024- สี่เสาหลัก
- RASi + SGLT2i + finerenone + GLP-1 RA ตามข้อบ่งชี้ — ให้ครบ ไม่ใช่เลือกอย่างเดียว
- SGLT2i
- แนะนำในผู้ป่วยเบาหวานร่วมโรคไตมาตรฐานเมื่อ eGFR ≥20 ร่วมอัลบูมินรั่ว ไม่ขึ้นกับระดับ HbA1c
- Finerenone
- ทางเลือกเมื่อยังมีอัลบูมินรั่วเสาที่สามเมื่อยังรั่วแม้ได้ RASi + SGLT2i และ K⁺ ≤5.0 — เพิ่มเป็น 20 mg เมื่อ K⁺ ≤4.8
- ห้าม
- ใช้ ACEI ร่วมกับ ARB — เพิ่ม AKI และ K สูงโดยไม่ได้ประโยชน์
- ยืนยันอัลบูมิน
- เข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ครั้งภายใน 3–6 เดือน · เลี่ยงเก็บขณะมีไข้ ติดเชื้อ หรือมีประจำเดือน
คัดกรอง UACR (spot เช้า) + eGFR (CKD-EPI 2021) อย่างน้อยปีละครั้ง ในเบาหวานทุกรายตั้งแต่วินิจฉัย (T1DM คัดกรองเมื่อเป็น >5 ปี) · ยืนยัน UACR ผิดปกติ 2/3 ครั้งใน 3–6 เดือน (แยก UTI, ไข้, ออกกำลัง, ประจำเดือน) ไทย 2565
1 UACR (mg/g)
- A1 <30 (ปกติ)
- A2 30–299 (moderately increased)
- A3 ≥300 (severely increased)
2 eGFR (G stage)
- G1 ≥90 · G2 60–89 · G3a 45–59
- G3b 30–44 · G4 15–29 · G5 <15
- Rapid progression = eGFR ลด ≥5/ปี
จัดระดับความเสี่ยง CKD (heatmap)
1 RASi (ACEi/ARB)
- First-line เมื่อ UACR ≥30 (A2/A3) · ขนาดสูงสุดที่ทนได้ · ไม่ใช้ ACEi+ARB คู่กัน
- เฝ้า K⁺ + Cr ที่ 1–2 (–4) สัปดาห์
- Cr เพิ่ม <30% + K⁺<5.5 = ใช้ต่อ · Cr >30% หรือ K⁺>6.0 = หยุด/ปรับ
- เป้า: ลด UACR ≥30%
2 SGLT2i
- Dapagliflozin/Empagliflozin 10 mg OD (cana 100)
- เริ่มเมื่อ eGFR ≥20 · ให้ต่อจนล้างไต
- บวก on-top ACEi/ARB · มี eGFR "dip" ชั่วคราวช่วงแรก
- ระวัง euglycemic DKA (หยุดเมื่อป่วย/อดอาหาร/ผ่าตัด), genital infection
3 Finerenone (ns-MRA)
- T2DM + CKD + albuminuria ทั้งที่ใช้ RASi เต็มที่
- eGFR 25–<60 เริ่ม 10 mg · ≥60 เริ่ม 20 mg OD
- ห้ามเริ่มถ้า K⁺ >5.0 · เช็ก K⁺ ที่ ~4 สัปดาห์ (≤4.8 เพิ่มเป็น 20; >5.5 หยุด)
4 GLP-1 RA
- Semaglutide 1 mg/สัปดาห์, dulaglutide 1.5, liraglutide 1.8/วัน
- ปกป้องไต (FLOW) + ลดน้ำหนัก/BP/albuminuria
- เพิ่มเมื่อยังไม่ถึงเป้าน้ำตาลบน metformin+SGLT2i (โดยเฉพาะ ASCVD/อ้วน)
- RASi: RENAAL (losartan ↓ESKD 28%), IDNT (irbesartan), Captopril study (T1DM)
- SGLT2i: CREDENCE (HR 0.70), DAPA-CKD (HR 0.61, 39%↓), EMPA-KIDNEY (ขยายถึง non-albuminuric/non-DM, eGFR 20–45)
- Finerenone: FIDELIO-DKD (kidney HR 0.82), FIGARO-DKD (CV HR 0.87), FIDELITY pooled (kidney 23%↓)
- GLP-1 RA: FLOW 2024 (semaglutide ↓ major kidney events ~24%) — เสาที่ 4
1 เป้าหมาย
- BP: <130/80 (KDIGO 2024 SBP <120 standardized ถ้าทนได้) — ยาหลัก ACEi/ARB
- A1c: เฉพาะราย 6.5–8.0% (ระวัง A1c ไม่น่าเชื่อถือใน CKD → ใช้ SMBG)
- LDL <70 (very-high risk) · statin ± ezetimibe
2 อาหาร
- โปรตีน 0.6–0.8 g/kg/วัน (จาก G3a) · ล้างไต 1.0–1.2
- Sodium <2 g/วัน (เกลือ <1 ช้อนชา)
- Alkali ถ้า HCO₃⁻ <22 (เป้า 24–26)
3 ปรับยาเบาหวานตาม eGFR
- Metformin: หยุดถ้า eGFR<30 · ลดครึ่งที่ 30–45
- Glibenclamide ห้ามใน CKD (hypo นาน) · glipizide/gliclazide ใช้ได้
- Insulin: ลดขนาดเมื่อ eGFR ต่ำ (ไตขับ insulin 30–40%)
4 Hyperkalemia
- ลำดับ: ลด K⁺ อาหาร → loop diuretic → แก้ acidosis → K-binder (patiromer/SZC)
- รักษา hyperK ก่อน แทนที่จะหยุด RASi (KDIGO) — ลด/หยุด RASi เป็นทางเลือกท้าย
- K⁺ >6.0 + ECG เปลี่ยน → ฉุกเฉิน
ระดับ Extern — สี่เสาหลักของการรักษา DKD
Extern
1. สี่เสาหลักของการรักษา DKD — ต้องครบ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
| เสา | ยา | เริ่มเมื่อ | ติดตาม |
|---|---|---|---|
| 1 | RASi (ACEI/ARB) ขนาดสูงสุดที่ทนได้ | มี UACR ≥30 หรือความดันสูง | Cr, K ที่ 1–2 สัปดาห์หลังเริ่มและหลังปรับขนาด |
| 2 | SGLT2i | eGFR ≥20 ร่วมกับมีอัลบูมินรั่ว | eGFR ตกช่วงแรกเป็นเรื่องปกติ · เตือนเรื่อง euglycemic DKA |
| 3 | Finerenone | ยังมีอัลบูมินรั่วแม้ได้ RASi + SGLT2i และ K⁺ ≤5.0 | K ที่ 1 เดือน แล้วเป็นระยะ |
| 4 | GLP-1 RA | ต้องลดน้ำหนัก/ยังคุมน้ำตาลไม่ได้ หรือมี ASCVD | อาการทางเดินอาหารช่วงปรับขนาด |
รวมกับการคุมความดัน งดบุหรี่ และควบคุมไขมัน — ผู้ป่วยจำนวนมากได้เพียงเสาเดียวแล้วหยุด ทั้งที่ประโยชน์ของแต่ละเสาเสริมกัน
2. อัลบูมินในปัสสาวะขึ้น อาจไม่ได้แปลว่าโรคแย่ลงเสมอไป
- เก็บปัสสาวะขณะมีไข้ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือน หรือหลังออกกำลังหนัก ทำให้ค่าสูงลวง — ให้ตรวจซ้ำเมื่อภาวะเหล่านี้หาย
- ยืนยันด้วยการตรวจซ้ำ 2 ใน 3 ครั้ง ภายใน 3–6 เดือน ก่อนสรุปว่ามี albuminuria จริง
- เก็บปัสสาวะครั้งแรกของเช้าให้ผลน่าเชื่อถือที่สุด
3. สัญญาณที่บอกว่าน่าจะไม่ใช่ DKD ธรรมดา
ไม่มีเบาหวานขึ้นตา · ระยะเวลาเป็นเบาหวานสั้นแต่ไตเสื่อมมาก · ปัสสาวะมีเม็ดเลือดแดงหรือ cast · โปรตีนรั่วเพิ่มเร็วมาก · eGFR ตกฉับพลัน — กรณีเหล่านี้ให้คิดถึงโรคไตอื่นและส่งต่อ
ระดับ Resident FM — หลักฐานรายเสาและจุดตัดสินใจที่ยาก
Resident
เทียบแนวทางไทยกับสากล
| ประเด็น | ไทย 2565 | KDIGO 2024 / ADA |
|---|---|---|
| SGLT2i | แนะนำในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไต | เป็นมาตรฐานเมื่อ eGFR ≥20 ร่วมกับอัลบูมินรั่ว โดยไม่ขึ้นกับระดับ A1c |
| Finerenone | เป็นทางเลือกเมื่อยังมีอัลบูมินรั่ว | แนะนำชัดเจนเป็นเสาที่สามบน RASi + SGLT2i |
| การคัดกรอง | UACR + eGFR ปีละครั้ง | ถี่ขึ้นตามช่องความเสี่ยงใน heat map ของ KDIGO |
หลักฐานที่ต้องอ้างได้
- RENAAL / IDNT (2001) — ARB ลดการเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้ายในเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นรากฐานของเสาที่หนึ่ง
- CREDENCE (2019) — SGLT2i ลดผลลัพธ์ทางไตอย่างชัดเจนในกลุ่มที่มีโปรตีนรั่ว
- FIDELIO-DKD (2020) — finerenone ลด CKD progression ~18% และ FIGARO-DKD เสริมด้านผลลัพธ์ CV
- ห้ามใช้ ACEI ร่วมกับ ARB — ONTARGET และ VA NEPHRON-D แสดงว่าเพิ่ม AKI และ K สูงโดยไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม เป็นข้อผิดพลาดที่ยังพบในเวชปฏิบัติ
จุดตัดสินใจที่ยาก
- eGFR ตกหลังเริ่ม SGLT2i — การตกช่วงแรก (dip) สัมพันธ์กับผลดีระยะยาว การหยุดยาเพราะตกใจกับค่าที่ตกคือการเสียโอกาสรักษา
- K สูงจนต้องลด RASi — พิจารณาใช้ยาจับโพแทสเซียมหรือปรับอาหารก่อน แทนการหยุดยาที่ช่วยชะลอไตเสื่อม
- ผู้สูงอายุ eGFR 25–30 — ต้องชั่งระหว่างประโยชน์ที่ยังมีอยู่กับความเสี่ยงจากภาวะขาดน้ำและการติดเชื้ออวัยวะเพศ
อ้างอิง: คำแนะนำ CKD ไทย พ.ศ.2565 · KDIGO 2024 · ADA Standards of Care (CKD) · RENAAL/IDNT NEJM 2001 · CREDENCE NEJM 2019 · FIDELIO-DKD NEJM 2020 · ONTARGET NEJM 2008 · VA NEPHRON-D NEJM 2013
หญิง 58 ปี T2DM 10 ปี · BP 148/92 · Cr 1.28 (eGFR 48) · UACR 280 · K⁺ 4.5 · ใช้ metformin 1000 BID · ไม่มีสาเหตุไตอื่น
จัดระดับความเสี่ยง และวางแผน renoprotection?
DKD G3bA2 = ความเสี่ยงสูงมาก (Very High) · เริ่ม ACEi/ARB (คุม BP + ลด proteinuria) · เพิ่ม SGLT2i (eGFR 48 ≥20) · ลด metformin เป็น 500 BID (eGFR 30–45) · เช็ก TSAT 18% → ให้เหล็ก · เฝ้า K⁺/Cr 1–2 สัปดาห์
Follow-up: Cr 1.38 (เพิ่ม 7.8%), K⁺ 5.2, UACR ลด 30% — ทำอย่างไร?
Cr เพิ่ม <30% (แค่ 7.8%) + K⁺ <5.5 + UACR ลด 30% → ใช้ ACEi/ARB ต่อ (Cr ขึ้นเล็กน้อยเป็น hemodynamic effect ที่คาดไว้ ไม่ใช่ไตพัง) · ถ้ายังมี residual albuminuria พิจารณาเพิ่ม finerenone (K⁺ 5.2 >5.0 → ยังไม่เริ่ม, คุม K⁺ ก่อน) · คุม BP<130/80, LDL<70
จบเคส — "Cr ขึ้น <30% + K⁺ คุมได้ = ใช้ RASi ต่อ · เติมเสาหลักทีละตัว"
Secondary Hypertension
ควรอ่าน guideline ไหนก่อน
หลักคิด Secondary HT 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ไทย 2567ESH 2023 · เทียบ ISH 2026- คัดกรอง PA
- HT เริ่มก่อนอายุ 40 ปี · K ต่ำ (แม้จากยาขับปัสสาวะ) · adrenal incidentaloma · resistant HT — น่าตรวจใน OSA หรือ AF ที่ไม่มีสาเหตุresistant HT ทุกราย · HT ร่วม OSA หรือ AF · มีญาติเป็น PAPA พบ 5–10% (ถึง 20% ใน resistant) · >60% ไม่มี K ต่ำ · OSA คัดกรองด้วย STOP-Bang
- ก่อนตรวจ ARR
- หยุด MRA 4–6 สัปดาห์ · แก้ K ให้ปกติ · เปลี่ยนยาที่รบกวนผลเป็น verapamil SR, hydralazine หรือ alpha-blocker (ไทย 2567)หยุด MRA 4 สัปดาห์ · K ปกติ · ไม่ต้องจำกัดเกลือก่อนตรวจ
- สงสัย pheo
- plasma หรือ urine metanephrines
- สงสัย RAS
- Cr ขึ้น >30% หลังเริ่ม RASi หรือ BP ขึ้นเร็ว → Doppler หลอดเลือดไต
- ก่อนสั่งตรวจแพง
- ตัดยาที่ดัน BP, การวัดผิดวิธี และการไม่กินยาออกก่อนเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกาย และแลบพื้นฐาน · การตรวจยืนยันควรทำในศูนย์ที่เชี่ยวชาญ
- อายุ <40 ปี ที่ BP >160/100 (young hypertension) หรือ HT ในเด็ก
- Resistant HT (ไม่ถึงเป้าทั้งที่ใช้ยา ≥3 กลุ่มรวม diuretic) / malignant / hypertensive emergency
- BP สูงขึ้นเร็ว หรือเคยคุมได้แล้วกลับสูงขึ้น
- Hypokalemia (เอง หรือหลัง diuretic นิดเดียว) / periodic paralysis
- อาการชี้เฉพาะ: ปวดหัว-เหงื่อแตก-ใจสั่นเป็นพัก (pheo), นอนกรน/ง่วง (OSA), ลักษณะ Cushing, adrenal incidentaloma
- Cr ขึ้นมากหลังเริ่ม ACEi/ARB (คิดถึง renovascular)
1 Primary aldosteronism (PA)
- สาเหตุที่พบบ่อยสุด (~5–12%+, เพิ่มตามความรุนแรง)
- เบาะแส: HT + K⁺ ต่ำ (แต่ K ปกติก็เป็นได้), adrenal incidentaloma
- คัดกรอง ARR (aldosterone/renin ratio)
- รักษา: adenoma → ผ่าตัด · bilateral → MRA (spironolactone)
2 Renovascular (ARVD/FMD)
- ARVD: atherosclerosis ผู้สูงอายุ/หลายหลอดเลือด · FMD: หญิงอายุน้อย ("string of beads")
- เบาะแส: bruit ท้อง, Cr ขึ้น >30% หลัง ACEi/ARB, flash pulmonary edema
- ตรวจ: Doppler US / CTA / MRA
- ACEi/ARB (ห้ามใน bilateral RAS) · stent เฉพาะ high-risk
3 Pheochromocytoma/PGL
- Triad: ปวดหัว–เหงื่อแตก–ใจสั่น เป็นพัก + BP แกว่ง
- ตรวจ plasma/urine metanephrines
- ยืนยันตำแหน่งด้วย CT/MRI · genetic testing
- Alpha-block (doxazosin) ก่อน beta-block เสมอก่อนผ่าตัด
4 Cushing's syndrome
- อ้วนลำตัว, moon face, striae ม่วง, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, เบาหวาน
- คัดกรอง: overnight 1 mg DST, late-night salivary cortisol, 24h urine free cortisol (ต้อง ≥2 test บวก)
5 OSA
- นอนกรน, หยุดหายใจ, ง่วงกลางวัน, BMI สูง, คอใหญ่
- สัมพันธ์ resistant HT + nocturnal/non-dipping
- คัดกรอง STOP-BANG → sleep study · รักษา CPAP
6 อื่น ๆ
- Thyroid (hyper/hypo) · hyperparathyroid
- Coarctation (ชีพจรขาเบา, BP แขน>ขา) — อายุน้อย
- CKD / renal parenchymal disease
- ยา/สาร: NSAIDs, OCP, steroid, ชะเอม (licorice), decongestant, stimulant, แอลกอฮอล์
เบาะแส → สาเหตุที่น่าจะเป็น + ตรวจอะไร
- Pheo: plasma free metanephrines sensitivity สูง — เจาะท่านอน, เลี่ยง false+ (TCA, labetalol, ความเครียด); ยืนยัน + localize ด้วย CT/MRI แล้ว functional imaging
- Renovascular: Doppler RI, CTA/MRA; ระวัง contrast ใน CKD; ประโยชน์ stent จำกัดเฉพาะ resistant/flash pulmonary edema/ไตแย่ลง (CORAL/ASTRAL เป็นลบในราย stable)
- Cushing: ต้อง ≥2 test บวก; แยก pseudo-Cushing (สุรา/ซึมเศร้า)
- PA: AVS (adrenal vein sampling) แยก unilateral vs bilateral ก่อนตัดสินผ่าตัด
อ่านเพิ่ม: ยา/สารที่ทำให้ BP สูง (แก้ได้)
Extern
- NSAIDs — ทำ BP สูง + ลดผลยาลดความดัน (เลี่ยง/ใช้สั้นสุด) · paracetamol ขนาดสูงก็ทำให้ BP สูงได้
- ยาคุมกำเนิด (OCP เอสโตรเจน), steroid, EPO และ HIF inhibitor
- ชะเอม (licorice) — mineralocorticoid effect → K ต่ำ + HT (mimic PA)
- Decongestant (pseudoephedrine, phenylephrine), stimulant (amphetamine, cocaine), ยารักษา ADHD บางตัว, ยาชุด/ลูกกลอน (steroid แฝง)
- ยาต้านซึมเศร้า SNRI, TCA, MAOI (MAOI + tyramine) · SSRI ใช้ได้
- ยามะเร็งกลุ่ม VEGF/angiogenesis inhibitor, TKI, antiandrogen บางตัว · calcineurin inhibitor (cyclosporine) · ยาไมเกรนกลุ่ม serotonergic บางตัว
- แอลกอฮอล์ · กาแฟและเครื่องดื่มชูกำลังปริมาณมาก · สมุนไพร ma-huang (ephedra), St John's wort, yohimbine, โสม
ทบทวนยาทุกครั้งในผู้ป่วย HT ที่คุมยาก — หยุดตัวกระตุ้นอาจทำให้ BP ลงได้โดยไม่ต้องเพิ่มยา · ถ้ายานั้นจำเป็นต้องใช้ต่อ ให้รักษาความดันให้ถึงเป้าตามปกติ (ISH 2026)
ระดับ Extern — เบาะแสที่ต้องสงสัยและลำดับการตรวจ
Extern
1. เมื่อไรต้องคิดถึง secondary hypertension
| เบาะแส | คิดถึง | ตรวจอะไรต่อ |
|---|---|---|
| K ต่ำ (แม้จากยาขับปัสสาวะ) · HT เริ่มก่อนอายุ 40 ปี · adrenal incidentaloma | Primary aldosteronism | Aldosterone/renin ratio · หยุด MRA ก่อน 4–6 สัปดาห์ |
| อายุ <30 ปี ความดันสูงชัดเจน | โรคไต · coarctation · FMD | Cr, UA, คลำชีพจรขาหนีบ, อัลตราซาวด์ไต |
| ความดันขึ้นลงเป็นพัก ๆ พร้อมใจสั่น เหงื่อแตก ปวดหัว | Pheochromocytoma | Plasma หรือ urine metanephrines |
| นอนกรน หยุดหายใจ ง่วงกลางวัน | OSA | ประเมินด้วยแบบคัดกรองและส่งตรวจการนอน |
| ความดันสูงขึ้นเร็วหรือ Cr ขึ้นหลังเริ่ม RASi | Renal artery stenosis | Doppler หลอดเลือดไต · CTA/MRA |
| หน้ากลม ผิวแตกลาย อ้วนลงพุงเร็ว | Cushing | Dexamethasone suppression test · cortisol ปัสสาวะ 24 ชม. |
2. ทำก่อนจะสั่งตรวจราคาแพง
- ทบทวนยาและสารที่ดันความดัน: NSAID สเตียรอยด์ ยาคุม ยาแก้หวัด ยาลูกกลอน ชะเอมเทศ ยาลดน้ำหนัก แอมเฟตามีน
- ยืนยันว่าไม่ใช่การวัดผิดวิธีหรือ white coat ด้วย HBPM/ABPM
- ตรวจสอบว่าผู้ป่วยกินยาจริง — resistant hypertension ที่พบบ่อยที่สุดคือการไม่ได้กินยา
ระดับ Resident FM — ความชุกที่ถูกประเมินต่ำ และรายละเอียดการส่งตรวจ
Resident
เทียบแนวทางการคัดกรอง
| ประเด็น | ไทย 2567 | ESC / ESH / Endocrine Society |
|---|---|---|
| ใครควรคัดกรอง primary aldosteronism | HT เริ่มก่อนอายุ 40 ปี · K ต่ำ (แม้จากยาขับปัสสาวะ) · adrenal incidentaloma · resistant HT (I) · OSA หรือ AF ที่ไม่มีสาเหตุ (IIa) | ขยายไปถึงผู้ที่มี resistant HT ทุกราย · HT ร่วม OSA · HT ร่วม AF · มีญาติสายตรงเป็นโรคนี้ |
| ความชุกที่ประเมินไว้ | ระบุว่าเป็นสาเหตุจากต่อมไร้ท่อที่พบบ่อยที่สุด | ประเมินว่าพบได้ถึง 5–10% ของผู้ป่วยความดันสูงทั้งหมด และสูงกว่านั้นในกลุ่ม resistant |
แนวทางไทย 2567 ขยายเกณฑ์คัดกรองจนใกล้เคียง ESH แล้ว ช่องว่างที่เหลือจึงอยู่ที่การปฏิบัติจริง ไม่ใช่ตัวแนวทาง และมีผลจริง เพราะ primary aldosteronism เป็นสาเหตุที่รักษาให้หายหรือคุมได้ดีมาก และการพลาดไปหมายถึงผู้ป่วยต้องกินยาหลายตัวไปตลอดชีวิตพร้อมความเสี่ยง CV ที่สูงกว่าความดันสูงทั่วไปในระดับเดียวกัน
รายละเอียดที่มักทำผิดตอนส่งตรวจ
- ยาที่รบกวนผล aldosterone/renin ratio — MRA ต้องหยุด 4–6 สัปดาห์ · beta-blocker ทำให้ renin ต่ำจนได้ผลบวกลวง · ACEI/ARB ทำให้ renin สูงจนได้ผลลบลวง · แนวทางไทย 2567 แนะนำเปลี่ยนเป็น verapamil SR, hydralazine หรือ alpha-blocker ระหว่างตรวจ ถ้าเปลี่ยนยาไม่ได้ต้องแปลผลอย่างระวัง
- แก้ K ให้ปกติก่อนตรวจ เพราะ K ต่ำกดการหลั่ง aldosterone ทำให้ผลต่ำลวง
- เก็บตัวอย่างตอนเช้าหลังผู้ป่วยตื่นและนั่งพัก ตามโปรโตคอล ไม่ใช่เก็บเวลาใดก็ได้
- ไม่ต้องจำกัดเกลือก่อนตรวจ (ISH 2026) เพราะการลดเกลือกระตุ้น renin
- AHA/ACC 2025 ไม่ให้หยุดยาส่วนใหญ่ก่อนคัดกรอง ยกเว้น MRA เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนยาเป็นอุปสรรคต่อการส่งตรวจ · ถ้าเลือกทางนี้ต้องแปลผลตามข้อแรก และผลที่ไม่ชัดค่อยเปลี่ยนยาแล้วตรวจซ้ำ
- เมื่อผลคัดกรองเข้าได้ (ไทย 2567) — aldosterone >20 ng/dL + ตรวจไม่พบ renin + K ต่ำเองโดยไม่มีสาเหตุอื่น วินิจฉัยได้เลยโดยไม่ต้องตรวจยืนยัน · รายอื่นที่ต้องตรวจยืนยันให้ส่งต่อแพทย์ต่อมไร้ท่อ · PA ทุกรายทำ CT ตาม adrenal protocol
ISH 2026 — ความชุกและลำดับการคัดกรอง
| สาเหตุ | ความชุกในผู้ป่วย HT | เบาะแสและการคัดกรอง |
|---|---|---|
| Primary aldosteronism | 5–10% (ถึง 20% ใน resistant) | K ต่ำเอง หรือต่ำจาก diuretic แต่ >60% ไม่มี K ต่ำ · คัดกรองด้วย ARR |
| OSA | ~20% (>30% ใน resistant) | อ้วน, resistant HT, nocturnal HT · คัดกรองด้วย STOP-Bang |
| โรคเนื้อไต | 5–10% | Cr/eGFR, urinalysis |
| Renovascular | 2–5% | มี atherosclerosis หรือหญิงอายุ <30 ปี (FMD) · abdominal bruit, eGFR ลดลง · ภาพหลอดเลือดแดงไต |
| ยาและสาร | 2–4% | ซักประวัติยา สมุนไพร กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง |
- รวมแล้วพบสาเหตุทุติยภูมิ ≥10% และพบบ่อยขึ้นในคนอายุน้อย · Cushing และโรคไทรอยด์พบไม่บ่อย · coarctation และ pheochromocytoma พบน้อยมาก
- ลำดับ — ใน resistant HT ให้ตัด pseudo-resistance และยา/สารก่อน · คัดกรองเฉพาะรายที่มีเบาะแส โดยเน้น PA, OSA และโรคไต · เริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกาย และแลบพื้นฐาน · การตรวจยืนยันควรทำในศูนย์ที่เชี่ยวชาญ
ตัวเลขนี้แปลว่าคลินิกที่ดูแลผู้ป่วยความดันสูง 1,000 ราย ควรมี PA ราว 50–100 ราย ถ้าคลินิกเราพบน้อยกว่านั้นมาก ปัญหาอยู่ที่ยังไม่ได้คัดกรอง ไม่ใช่โรคพบน้อย · K ปกติจึงตัด PA ไม่ได้ และ STOP-Bang เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ทันทีในห้องตรวจ ก่อนตัดสินใจส่งตรวจการนอนหลับ
อ้างอิง: แนวทาง HT ไทย 2567 · 2023 ESH Guidelines · 2024 ESC Guidelines · Endocrine Society Clinical Practice Guideline on Primary Aldosteronism · ISH 2026 Section 9.2–9.3
ชาย 42 ปี BP 172/104 ทั้งที่ใช้ยา 3 กลุ่มรวม HCTZ · K⁺ 3.0 (ไม่ได้กินยาขับ K) · ไม่มีอาการ pheo · ไตปกติ
คิดถึงสาเหตุใด และคัดกรองอย่างไร?
Resistant HT + อายุน้อย + hypokalemia เอง → คิดถึง primary aldosteronism มากสุด · แก้ K ให้ปกติก่อน + หยุด spironolactone/BB ที่รบกวน (ใช้ verapamil/doxazosin แทน) แล้วส่ง ARR
ARR สูง — ขั้นต่อไป?
ARR สูง → confirmatory test (saline infusion/captopril challenge) · ถ้ายืนยัน → ส่ง endocrine ทำ CT adrenal + AVS แยก unilateral (ผ่าตัด) vs bilateral (spironolactone) · ระหว่างรอคุม BP ด้วย spironolactone
จบเคส — "Resistant HT + K ต่ำ → คิด PA → แก้ K/หยุดยารบกวน → ARR → ยืนยัน → AVS"
ยารักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
วิธีใช้บทนี้
หลักเลือกยาลดไขมัน 5 ข้อ
Quick Update Review
ตามแนวทาง ทบทวนวรรณกรรมRCPT + ESC/EAS- ลำดับเติมยา
- statin → ezetimibe → ถ้า TG ยังสูง: fenofibrate หรือ icosapent ethyl
- ขนาด
- atorvastatin 10–80 · rosuvastatin 5–40 (เอเชียเริ่ม 5) · simvastatin ไม่เกิน 40 · ezetimibe 10 mg
- ห้าม
- gemfibrozil ร่วมกับ statin — ระดับ statin เพิ่ม 2–4 เท่า
- วิธีตั้งเป้า
- เลือกความแรงตามความเสี่ยงไล่เป้า LDL เป็นตัวเลขตามระดับความเสี่ยง (ESC/EAS)
- ปวดกล้ามเนื้อ
- เจาะ CK · หยุดชั่วคราว · เปลี่ยนตัวหรือลดขนาด · อย่ารีบสรุปว่าแพ้ statin
ยับยั้ง HMG-CoA reductase ซึ่งเป็น rate-limiting step ของการสร้างคอเลสเตอรอล → เซลล์ตับเพิ่ม LDL receptor → ดึง LDL ออกจากเลือด · ลด LDL-C 18–55% · ลด TG 10–30% · เพิ่ม HDL-C 5–15%
ระดับความแรง (statin intensity)
| ระดับ | ยาและขนาด | ลด LDL-C |
|---|---|---|
| High | Atorvastatin 40–80 mg · Rosuvastatin 20–40 mg | ≥50% |
| Moderate | Atorvastatin 10–20 · Rosuvastatin 5–10 · Simvastatin 20–40 · Pravastatin 40–80 · Pitavastatin 2–4 mg | 30–49% |
| Low | Simvastatin 10 · Pravastatin 10–20 · Lovastatin 20 mg | <30% |
ขนาดยาและเวลาที่ให้
| ยา | ขนาด/วัน | เวลา | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| Simvastatin | 5–40 mg | เย็น/ก่อนนอน | ห้ามใช้ 80 mg (myopathy) |
| Atorvastatin | 10–80 mg | เวลาใดก็ได้ | ลด TG ได้ดี |
| Rosuvastatin | 5–40 mg | เวลาใดก็ได้ | แรงที่สุด · คนเอเชียเริ่ม 5 mg |
| Pravastatin | 10–80 mg | เย็น | ไม่ผ่าน CYP450 · interaction น้อย |
| Pitavastatin | 1–4 mg | เวลาใดก็ได้ | interaction น้อยที่สุด |
| Lovastatin | 10–80 mg | พร้อมอาหารเย็น | ต้องกินพร้อมอาหาร |
1 เลือกตัวไหนดี
- ต้องการแรง → atorvastatin / rosuvastatin
- กินยาหลายตัว / CKD → pravastatin, rosuvastatin, pitavastatin (ไม่ผ่าน CYP3A4)
- ต้นทุนจำกัด → simvastatin, atorvastatin (มีในบัญชียาหลัก)
2 การติดตาม
- ก่อนเริ่ม: lipid profile, ALT/AST, Cr/eGFR · CK เฉพาะเมื่อมีอาการหรือเสี่ยง
- lipid ซ้ำที่ 4–12 สัปดาห์ แล้วทุก 3–12 เดือน
- LFT ซ้ำที่ 8–12 สัปดาห์ · ไม่ต้องเจาะ CK/LFT เป็นประจำถ้าไม่มีอาการ
ห้าม: ตั้งครรภ์/ให้นมบุตร · โรคตับที่เอนไซม์สูงต่อเนื่อง
- หยุดยาชั่วคราว + เจาะ CK
- CK ปกติ → ลองเปลี่ยนตัวยา หรือลดขนาด
- เลือก rosuvastatin หรือ pravastatin ซึ่งเสี่ยงต่ำกว่า · หรือให้แบบวันเว้นวัน
- ปัจจัยเสี่ยง: อายุ >65 · หญิง · BMI <20 · CKD · hypothyroid (ควรแก้ก่อน) · ยาที่ยับยั้ง CYP3A4
Drug interaction ที่ต้องจำ: clarithromycin · itraconazole · ritonavir · verapamil/diltiazem · cyclosporine · น้ำเกรปฟรุต ทั้งหมดเพิ่มระดับ lovastatin/simvastatin/atorvastatin · gemfibrozil ห้ามคู่กับ simvastatin · ระวัง INR เมื่อใช้กับ warfarin
อ่านเพิ่ม: ประวัติ กลไก และงานวิจัยหลัก
Extern
ประวัติ
Akira Endo แยก ML-236B (compactin) จากเชื้อรา Penicillium citrinum ปี 1971 · ทีม Merck ค้นพบ lovastatin จาก Aspergillus terreus และ FDA อนุมัติ 31 สิงหาคม 1987 เป็น statin ตัวแรก · Brown และ Goldstein ได้ Nobel Prize ปี 1985 จากการค้นพบ LDL receptor
งานวิจัยที่เปลี่ยนแนวทาง
- 4S (1994) — simvastatin ลดการเสียชีวิตทุกสาเหตุ 30% ในผู้ป่วย CHD
- WOSCOPS (1995) — pravastatin ลด MI ครั้งแรก 31% (primary prevention)
- HPS (2002) — ประโยชน์ในผู้เสี่ยงสูงรวมผู้ป่วยเบาหวาน
- JUPITER (2008) — rosuvastatin มีประโยชน์แม้ LDL ปกติ ถ้า hs-CRP สูง
Pleiotropic effects Resident
นอกจากลดไขมัน ยังลดการอักเสบ (ลด hs-CRP) · ทำให้ plaque เสถียรขึ้น · ปรับการทำงานของ endothelium · ต้าน thrombosis
PPAR-α agonist → เพิ่ม lipoprotein lipase และ beta-oxidation ลดการสร้าง VLDL · ลด TG 20–50% · เพิ่ม HDL-C 5–20% · ลด LDL-C เพียง 10–20% (อาจเพิ่มเล็กน้อยถ้า TG สูงมาก)
1 ข้อบ่งชี้
- TG ≥500 mg/dL — ป้องกันตับอ่อนอักเสบ
- TG 200–499 ร่วมกับความเสี่ยง CV
- Atherogenic dyslipidemia — TG สูง + HDL ต่ำ (พบบ่อยใน metabolic syndrome และ T2DM)
- Residual risk หลังได้ statin แล้ว TG ยังสูง
2 ขนาดยา
- Fenofibrate 160 mg (tablet) หรือ 200 mg (micronized) วันละครั้ง พร้อมอาหาร · ปรับขนาดใน CKD
- Gemfibrozil 600 mg วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร 30 นาที
- Bezafibrate 400 mg SR วันละครั้ง
ห้าม: ตับรุนแรง · eGFR <30 · โรคถุงน้ำดี · ตั้งครรภ์/ให้นมบุตร
การติดตาม: lipid ซ้ำที่ 4–8 สัปดาห์ · LFT ที่ 3–6 เดือน · creatinine ที่ 3 เดือน (fenofibrate ทำให้ Cr สูงขึ้นแบบย้อนกลับได้) · เตือนผู้ป่วยให้รายงานอาการปวดกล้ามเนื้อทันที · ระวัง INR สูงขึ้นเมื่อใช้กับ warfarin
อ่านเพิ่ม: หลักฐานของ fibrate
Extern
- Helsinki Heart Study (1987) — gemfibrozil ลดเหตุการณ์หลอดเลือดหัวใจใน primary prevention
- VA-HIT (1999) — gemfibrozil ลดเหตุการณ์ 22% ในผู้ที่ HDL ต่ำ
- FIELD (2005) — fenofibrate ใน T2DM ไม่ลด primary endpoint แต่ลด microvascular บางอย่าง
- ACCORD Lipid (2010) — fenofibrate + simvastatin ไม่ได้ประโยชน์โดยรวม แต่ได้ประโยชน์ในกลุ่มย่อยที่ TG ≥204 และ HDL ≤34 — เป็นที่มาของการใช้ในผู้ป่วย atherogenic dyslipidemia
ยับยั้ง NPC1L1 ที่ลำไส้เล็ก → ลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล · ลด LDL-C 15–22% เมื่อใช้เดี่ยว และ ลดเพิ่มอีก 15–20% เมื่อเติมบน statin (เทียบเท่าการเพิ่มขนาด statin สองเท่าหลายขั้น)
1 ขนาดและวิธีใช้
- 10 mg วันละครั้ง เวลาใดก็ได้ ไม่ต้องพร้อมอาหาร
- กินพร้อม statin หรือ fenofibrate ได้
- ถ้าใช้ร่วมยาจับกรดน้ำดี ให้ห่างกัน ก่อน 2 ชม. หรือหลัง 4 ชม.
2 ใช้เมื่อไร
- ได้ statin เต็มที่แล้ว LDL ยังไม่ถึงเป้า
- ทน high-intensity statin ไม่ได้ → ใช้ moderate statin + ezetimibe แทน
- ใช้เดี่ยวในคนที่ทน statin ไม่ได้เลย
ผลข้างเคียง: น้อยมาก — ปวดศีรษะ 5–8% · อาการทางเดินอาหาร 3–4% · ปวดกล้ามเนื้อ 3–4% · ALT/AST สูง 0.5–1% (พบมากขึ้นเมื่อใช้คู่ statin) · ไม่ต้องเจาะ CK เป็นประจำ
ลดการสร้าง TG ที่ตับและเพิ่ม beta-oxidation · ลด TG 20–50% · ผลต่อ LDL เป็นกลาง (EPA) หรือเพิ่มเล็กน้อย (DHA) · เพิ่ม HDL 1–3%
1 ขนาดตามข้อบ่งชี้
- TG ≥500 กันตับอ่อนอักเสบ → prescription-grade 4 g/วัน พร้อมอาหาร
- ลดความเสี่ยง CV (TG 150–499 + ASCVD หรือ DM เสี่ยงสูง ที่ได้ statin แล้ว) → icosapent ethyl 4 g/วัน (2 g วันละ 2 ครั้ง)
- Secondary prevention ทั่วไป 1 g/วัน (หลักฐานไม่ชัด)
- ป้องกันปฐมภูมิ 250–500 mg/วัน หรือกินปลา 2 มื้อ/สัปดาห์
2 EPA เดี่ยว vs EPA+DHA
- EPA บริสุทธิ์ (icosapent ethyl) ไม่เพิ่ม LDL — เป็นตัวที่มีหลักฐาน CV
- EPA+DHA ลด TG ได้ดี แต่ DHA มักทำให้ LDL ขึ้นเล็กน้อย
- ผลิตภัณฑ์ OTC ความเข้มข้นไม่แน่นอน ไม่ใช้แทนยาสั่ง
อ่านเพิ่ม: JELIS และ REDUCE-IT
Extern
- JELIS (2007) — EPA 1,800 mg/วัน + statin ในคนญี่ปุ่น 18,645 ราย ลด major coronary events 19% ประโยชน์มากที่สุดในกลุ่ม TG สูง HDL ต่ำ
- REDUCE-IT (2019) — icosapent ethyl 4 g/วัน ในผู้ป่วย 8,179 ราย ที่ได้ statin และ TG 135–499 ลดเหตุการณ์ CV หลัก 25% และ CV death 20% · ลด TG 19.7%
- ข้อถกเถียง: กลุ่มควบคุมของ REDUCE-IT ใช้ mineral oil ซึ่งอาจเพิ่ม LDL/hs-CRP ในกลุ่มเปรียบเทียบ ทำให้ผลต่างดูมากกว่าความเป็นจริง
| Phenotype | ลักษณะ | ยาลำดับแรก | ถ้ายังไม่พอ |
|---|---|---|---|
| LDL สูงอย่างเดียว | LDL >130 · TG <150 | Statin moderate–high intensity | + Ezetimibe 10 mg |
| TG สูงอย่างเดียว 150–499 | TG 150–499 · LDL ปกติ | ปรับพฤติกรรม ± statin (ถ้าเสี่ยง CV) | + Fenofibrate หรือ omega-3 |
| TG สูงมาก ≥500 | เสี่ยงตับอ่อนอักเสบ | Fenofibrate (หรือ gemfibrozil) | + Omega-3 4 g/วัน |
| Mixed | LDL >130 และ TG >150 | Statin (atorvastatin ลดได้ทั้งคู่) | + Fenofibrate ไม่ใช่ gemfibrozil หรือ + omega-3 ซึ่งปลอดภัยกว่า |
| Atherogenic | TG สูง + HDL ต่ำ + small dense LDL | Statin | + Fenofibrate (ตาม ACCORD) หรือ + icosapent ethyl (ตาม REDUCE-IT) |
เป้าหมาย LDL-C ตามระดับความเสี่ยง
| ระดับความเสี่ยง | ตัวอย่าง | เป้า LDL-C |
|---|---|---|
| Very high ESC/EAS 2019 | ASCVD · DM ที่มี target organ damage · CKD ระยะ 4–5 | <55 และลด ≥50% |
| High | DM >10 ปี · CKD ระยะ 3 · ความเสี่ยง 10 ปี 5–10% | <70 และลด ≥50% |
| Moderate | ความเสี่ยง 10 ปี 1–5% | <100 |
| Low | ความเสี่ยง 10 ปี <1% | <116 |
ระดับ Extern — เติมยาตามปัญหาที่เหลืออยู่
Extern
1. เลือกยาลดไขมันจากปัญหาที่เหลืออยู่
| ปัญหาที่เหลือ | เติมอะไร | ผลที่คาดหวัง | ต้องเฝ้าอะไร |
|---|---|---|---|
| LDL ยังเกินเป้า | Ezetimibe 10 mg | LDL ลดเพิ่ม 15–20% | แทบไม่มีผลข้างเคียงเพิ่ม |
| TG 200–499 ร่วมกับ ASCVD | Icosapent ethyl 4 g | ลดเหตุการณ์ CV ~25% | AF · เลือดออก |
| TG ≥500 | Fenofibrate | TG ลด 20–50% | Cr สูงขึ้นแบบย้อนกลับได้ · ห้ามเมื่อ eGFR <30 |
| ทน statin ไม่ได้จริง | Ezetimibe เดี่ยว ± statin ขนาดต่ำวันเว้นวัน | LDL ลด 15–22% | ทบทวนว่าเป็น nocebo หรือไม่ก่อนตัดสิน |
2. คู่ยาที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
- Gemfibrozil + statin — ยับยั้ง glucuronidation ทำให้ระดับ statin สูงขึ้น 2–4 เท่า เสี่ยง rhabdomyolysis · ถ้าต้องใช้ fibrate ร่วม statin ให้เลือก fenofibrate เสมอ
- Statin + ยาที่ยับยั้ง CYP3A4 (clarithromycin, itraconazole, verapamil, diltiazem, น้ำเกรปฟรุต) — พิจารณาหยุด statin ชั่วคราวระหว่างใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้
- Statin + warfarin — ติดตาม INR หลังเริ่มหรือปรับขนาด
3. คุยกับผู้ป่วยเรื่องผลข้างเคียงอย่างไร
บอกล่วงหน้าว่าอาการปวดกล้ามเนื้อพบได้และส่วนใหญ่จัดการได้ด้วยการเปลี่ยนตัวยาหรือลดขนาด ไม่ใช่การหยุดถาวร · อธิบายว่าเอนไซม์ตับที่ขึ้นเล็กน้อยไม่ใช่เหตุผลให้หยุดยา · ย้ำว่ายานี้กินต่อเนื่องระยะยาว การหยุดเองทำให้ความเสี่ยงกลับมาเท่าเดิมภายในไม่กี่สัปดาห์
ระดับ Resident FM — ไล่เป้าหรือไล่ความแรง และข้อถกเถียงเรื่องยาลด TG
Resident
ไล่เป้าตัวเลข หรือไล่ความแรงของยา
| แนวทาง | วิธีสั่งยา | ข้อดีของวิธีนี้ |
|---|---|---|
| ESC/EAS 2019 | ไล่จนถึงเป้า LDL ที่กำหนด และลด ≥50% จากค่าเดิม | ชัดเจน วัดผลได้ · เหมาะกับการติดตามคุณภาพบริการ |
| ACC/AHA | เลือกความแรงของ statinตามกลุ่มเสี่ยง | ลดการเจาะเลือดซ้ำและลดการปรับยาที่ไม่จำเป็น |
| RCPT / ไทย | ประเมินความเสี่ยงด้วย Thai CV risk แล้วเลือกความแรง | สอดคล้องกับข้อมูลความเสี่ยงของคนไทยและข้อจำกัดด้านยา |
ตัวเลขที่ใช้ประมาณประโยชน์รายบุคคลได้
CTT meta-analysis: ลด LDL ทุก 1 mmol/L (~39 mg/dL) ลดเหตุการณ์ CV ราว 22% ต่อปีของการรักษา ใช้คูณกับความเสี่ยงพื้นฐานของผู้ป่วยเพื่อบอกประโยชน์สัมบูรณ์ได้ เช่น ผู้ที่มีความเสี่ยง 10 ปีเท่ากับ 20% เมื่อลด LDL ได้ 40 mg/dL จะลดความเสี่ยงเหลือราว 15–16% ซึ่งเป็นตัวเลขที่อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจได้จริง
ประเด็นที่ยังถกเถียง
- ยาลด TG ช่วยเรื่อง CV จริงหรือไม่ — REDUCE-IT ให้ผลบวกชัด แต่ถูกตั้งคำถามเรื่อง mineral oil ที่ใช้เป็นยาหลอก ขณะที่ STRENGTH ซึ่งใช้ corn oil ไม่พบประโยชน์ ความต่างนี้ยังไม่มีข้อยุติ
- Fibrate ในยุค statin — FIELD และ ACCORD Lipid ไม่พบประโยชน์โดยรวม ได้เฉพาะกลุ่มย่อยที่ TG สูงและ HDL ต่ำ การใช้จึงควรจำกัดไว้ที่ข้อบ่งชี้นั้นและการป้องกันตับอ่อนอักเสบ
- Lp(a) — เป็นปัจจัยเสี่ยงที่กำหนดโดยพันธุกรรมและยังไม่มียาที่พิสูจน์ว่าลดเหตุการณ์ได้ แนวทางสากลเริ่มแนะนำให้ตรวจอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งในไทยยังเข้าถึงได้จำกัด
อ้างอิง: 2019 ESC/EAS Dyslipidaemias · ACC/AHA Blood Cholesterol Guideline · RCPT · CTT Lancet 2010 · IMPROVE-IT NEJM 2015 · REDUCE-IT NEJM 2019 · STRENGTH JAMA 2020 · FIELD Lancet 2005 · ACCORD Lipid NEJM 2010
บทนี้เรียบเรียงจาก "รายงานทบทวนวรรณกรรม: ยารักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติสำหรับเวชปฏิบัติปฐมภูมิ" (CHANON) โดยยึดแนวทางไทยเป็นหลักและเทียบกับแนวทางสากล
- แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติ — ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPT)
- ESC/EAS Guidelines for the management of dyslipidaemias. Eur Heart J 2019.
- ACC/AHA Guideline on the Management of Blood Cholesterol, 2018–2019.
- 4S — simvastatin ลดการเสียชีวิตในผู้ป่วย CHD. Lancet 1994.
- WOSCOPS — pravastatin ใน primary prevention. N Engl J Med 1995.
- Heart Protection Study. Lancet 2002; JUPITER. N Engl J Med 2008.
- IMPROVE-IT — ezetimibe/simvastatin หลัง ACS. N Engl J Med 2015.
- FIELD (2005) · ACCORD Lipid (2010) — fenofibrate ในผู้ป่วยเบาหวาน
- VA-HIT (1999) · Helsinki Heart Study (1987) — gemfibrozil
- JELIS (2007) · REDUCE-IT (2019) — EPA และ icosapent ethyl
หมายเหตุ: รายงานต้นฉบับใช้การอ้างอิงแบบหมายเลข รายการข้างต้นสรุปเฉพาะแหล่งหลักที่ใช้ในบทนี้
ภาพรวมผู้ใช้งาน
กำลังโหลดข้อมูล…
บทนี้กำลังจัดทำ
เนื้อหาบทนี้ยังไม่พร้อมใช้งาน ระหว่างนี้เลือกบทอื่นจากเมนู หรือค้นหาหัวข้อที่ต้องการได้จากช่องค้นหา