NCD Review Handbook

กรุณาเข้าสู่ระบบด้วย Google เพื่อใช้งานคู่มือ

จัดเก็บข้อมูลใช้เพียงเพื่อเก็บสถิติผู้ใช้งานเท่านั้น ไม่มีการเก็บข้อมูลอื่นเพิ่มเติม

ออฟไลน์ · อ่านจากฉบับที่บันทึกไว้ในเครื่อง

บันทึกลงหน้าจอโฮมได้เปิดใช้เหมือนแอป ไม่ต้องพิมพ์ลิงก์ใหม่ทุกครั้ง
ความดันโลหิตสูง

Hypertension

การดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติ · เรียบเรียงจาก handbook (CHANON) อัพเดตตาม CPG ไทย พ.ศ.2567

ควรอ่าน guideline ไหนก่อน

อัพเดตจากของเดิม (TH2019) อย่างไร
  • เกณฑ์วินิจฉัย office ยังคง ≥140/90 แต่เน้น ยืนยันด้วย out-of-office (HBPM/ABPM) มากขึ้น
  • เป้าหมายต่ำลง เหลือ <130/80 ในผู้ใหญ่ 18–64 ปี (เป้าถัดมา 120–129/70–79 ในผู้สูงอายุที่ทนได้)
  • เริ่มด้วย ยาคู่ (มี RAAS blocker อย่างน้อย 1 ตัว) เป็นหลัก
  • Resistant HT เพิ่มทางเลือก spironolactone และ renal denervation

หลักการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 5 ข้อ

1วินิจฉัย ค้นหาสาเหตุ ปรับพฤติกรรม และเริ่มรักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้
2กำหนดเป้าหมายความดันที่เหมาะสมเฉพาะราย
3มุ่งเน้นการป้องกันทุติยภูมิของโรคหัวใจและหลอดเลือด
4เลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
5ติดตามและประเมินผลการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

Quick Update Review

ตามแนวทาง ไทย 2567ESC 2024 · เทียบ ISH 2026
วินิจฉัย
office BP ≥140/90 วัดซ้ำ ≥2 ครั้ง · ยืนยันด้วย HBPM ≥135/85office BP ≥140/90 · เพิ่มหมวด Elevated BP 120–139/70–89office BP ≥140/90 · Elevated BP 130–139/80–89 · home BP แบบมาตรฐาน (7 วัน) ≥135/85
เป้า BP
<130/80 ในผู้ใหญ่ทั่วไป · ผ่อนเป้าตามวัยในผู้สูงอายุ — ลดสู่ <140/90 ก่อน แล้วค่อยลดต่อเมื่อทนได้SBP 120–129 สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่ทนได้Essential <140/90 · Optimal <130/80 ทั้ง office และ homeดูตารางเป้าหมายตามวัย →
เริ่มยาเมื่อ
≥140/90 ทุกราย · ≥130/80 เมื่อมี CVD เบาหวาน หรือ Thai CV risk ≥10% — อายุ ≥80 ปี เริ่มที่ SBP ≥160≥140/90 เริ่มยา · 130–139 ที่เสี่ยง CV สูง เริ่มหลังปรับพฤติกรรม 3 เดือน≥140/90 ทุกราย · Optimal: 130–139/80–89 เริ่มยาในคนส่วนใหญ่ — ถ้าเสี่ยง CV ต่ำ ปรับพฤติกรรม 3 เดือนก่อนดูเกณฑ์เริ่มยา →
ขนาดเริ่มต้น
Amlodipine 5 · Losartan 50 · Enalapril 5 · HCTZ 12.5 · Atenolol 50 mg/วัน ดูตารางขนาดยาเต็ม →
ยาแรก
เริ่มยาคู่ตั้งแต่แรก A + C หรือ A + D — ยาเดี่ยวเฉพาะผู้สูงอายุมาก ผู้เปราะบาง หรือความดันไม่สูงมากและเสี่ยงต่ำยาคู่ขนาดต่ำในเม็ดเดียว (A+C หรือ A+D) เป็นค่าเริ่มต้นA+C ขนาดต่ำในเม็ดเดียว → A+C เต็มขนาด หรือ A+C+D ขนาดต่ำ → A+C+D เต็มขนาด → spironolactone · ทบทวนทุกเดือน คุมให้ได้ใน 3 เดือน
ติดตาม
นัด 2–4 สัปดาห์หลังปรับยา · Cr และ K ใน 1–2 สัปดาห์หลังเริ่ม RASi (Cr ขึ้น ≤30% ให้ยาต่อ)
ส่งต่อ
อายุ <30 ปี · สงสัย secondary HT · resistant HT · ตั้งครรภ์ · มีอาการอวัยวะเป้าหมาย
วินิจฉัยและประเมิน

ประเทศไทย (2567) ยังใช้เกณฑ์ office BP ≥140/90 mmHg ไทย 2567 ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ (AHA/ACC) ที่ใช้ ≥130/80 AHA/ACC 2025 โดยวัดในสถานพยาบาลอย่างน้อย 2 ครั้ง (ห่างครั้งละ 1 นาที) และควรยืนยันใน ≥2 โอกาส

ระดับSBPDBPการแปลผล
Optimal<120<80—
Normal120–12980–84—
BP at risk · เสี่ยง130–13980–89ยืนยัน out-of-office, ดูแลเร็วขึ้น 2567
HT grade 1140–15990–99Possible HTN
HT grade 2160–179100–109Probable HTN
HT grade 3≥180≥110Definite HTN
ISH≥140<90Isolated systolic HT
IDH<140≥90Isolated diastolic HT

ยืนยันการวินิจฉัยด้วย out-of-office (โดยเฉพาะกลุ่ม BP at risk) — ค่าที่ถือว่าเป็น HT:

วิธีวัดเกณฑ์ = HT (mmHg)
Office BP≥140/90
HBPM (เฉลี่ย)≥135/85
ABPM — กลางวัน≥135/85
ABPM — กลางคืน≥120/70
ABPM — 24 ชม.≥130/80

สรุปวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูงได้ ทันที เมื่อเข้าข้อใดข้อหนึ่ง:

  • BP ≥180/110 mmHg
  • BP อยู่ในช่วง 130–179/80–109 mmHg ร่วมกับ อย่างน้อยหนึ่งข้อ Extern: ได้รับวินิจฉัย CVD (stroke, CAD) มาก่อน / มีภาวะแทรกซ้อนจาก HT (HMOD) / เป็นเบาหวานร่วม / Thai CV risk >10%
โน้ต — การวัดความดันที่ถูกต้อง
  • วัด office BP ≥2 ครั้ง (brachial) ห่างกัน 1 นาที; ถ้าต่างกัน >5 mmHg วัดเพิ่ม 1–2 ครั้งแล้วเฉลี่ย
  • รายใหม่วัด 4 extremities; หากต่างกัน >20/10 mmHg เมื่อซ้ำ → ปรึกษา cardiologist
  • ผู้สูงอายุ SBP สองแขนต่างกัน >10 mmHg → ติดตามข้างที่สูงกว่า
  • ผู้ป่วย AF: ใช้วัดแบบ manual/auscultatory (เครื่องอัตโนมัติวัดคลาดเคลื่อน)
  • AOBP (เครื่องวัดอัตโนมัติเองโดยไม่มีเจ้าหน้าที่) ช่วยลด white-coat effect 2567 — ค่าเกณฑ์เฉพาะยังไม่ชัด

การทำ Home BP Monitoring (HBPM) Extern

แนะนำทำเมื่อ: สงสัย white coat / masked hypertension, ความดันสูงรายใหม่ หรือติดตามให้ถึงเป้าหมายภายใน 3 เดือน — ใช้ สูตร 7-2-2:

  • 7 — วัด 7 วันก่อนวันนัด (หรืออย่างน้อย 3 วันติดต่อกัน/เดือน)
  • 2 — วันละ 2 ช่วง: เช้า (ภายใน 1 ชม.หลังตื่น ก่อนยา/อาหาร) และก่อนนอน (ภายใน 1 ชม.)
  • 2 — ช่วงละ 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที (ถ้า AF วัด 3 ครั้ง)
  • ใช้เครื่องอัตโนมัติชนิด brachial
อายุเป้าหมาย Home BP (HT/DM/CKD/CAD/Stroke)
18–65 ปี<125/<75 mmHg
>65 ปี<135/<85 mmHg

White coat hypertension (WCH) Resident พบ 15–30% (มากในผู้สูงอายุ) เพิ่มความเสี่ยงเกิดเบาหวานและ CVD จึงควรคัดกรอง HMOD และประเมิน CV risk เป้าหมายคือลดความเสี่ยง CVD ด้วยการปรับพฤติกรรม ไทย 2567 น่าจะให้ยา เมื่อมี HMOD และ/หรือเสี่ยง CVD สูง (IIa C) ส่วน masked HTN ให้ปรับพฤติกรรมอย่างจริงจังและติดตามใกล้ชิด · ให้ยาเมื่อเสี่ยง CVD สูงหรือมี HMOD แล้ว (IIa C)

มุมมอง ESC 2024: เพิ่มหมวด "Elevated BP" 120–139/70–89 ที่ยังไม่ถือเป็น HTN เต็มตัว แต่พิจารณารักษาเมื่อ 10-yr CVD risk ≥10% และคุม lifestyle 3 เดือนไม่ได้ — ไทย 2567 ยังยึด ≥140/90 เป็นเกณฑ์วินิจฉัย

1 คัดกรองสาเหตุ (secondary HTN)

ซักประวัติ/ตรวจร่างกายหาสาเหตุ เมื่อ:

  • วินิจฉัย HT รายใหม่ทุกราย
  • อายุ <40 ปี และ BP ≥160/100 (HTN in the young)
  • ความดันสูงขึ้นเร็ว (ประวัติเดิมปกติ)
  • hypokalemia / periodic paralysis
  • สงสัย pheochromocytoma, hyperthyroid, OSA, CKD หรือได้รับยาบางชนิดประจำ
  • true resistant hypertension

2 ภาวะแทรกซ้อน (HMOD / CVD)

HMOD (เดิม TOD):

  • atherosclerosis, LVH
  • microalbuminuria, CKD 3–5
  • PAD ที่ยังไม่มีอาการ
  • severe hypertensive retinopathy (exudate/เลือดออก/papilledema)

CVD:

  • stroke, CAD, heart failure
  • clinical PAD, atheromatous plaque
  • atrial fibrillation

3 โรคร่วม & แล็บพื้นฐาน

ตรวจร่างกาย:

  • BW, ส่วนสูง, BMI, รอบเอว
  • BP ทั้ง 2 แขน
  • หัวใจ (S1/S2, murmur, gallop, PMI), carotid bruit
  • ระบบประสาท/ความจำ, จอประสาทตา
  • มองหา familial hypercholesterolemia

แล็บ:

  • CBC, Cr + eGFR, Na/K
  • FPG, A1c, lipid, uric acid
  • UA, UACR, ECG 12-lead, CXR

คำนวณความเสี่ยง CV 10 ปี (Thai CV risk) Extern

คำนวณผ่าน Thai CV Risk Score / app TCVRS ↗ (ปัจจุบันใช้เฉพาะ total cholesterol)

ความเสี่ยงแปลผลข้อสังเกต
<10%ต่ำ—
10–20%ปานกลางประเมินเกณฑ์วินิจฉัย HT และเกณฑ์เริ่ม statin
20–30%สูง
30–40%สูงมาก
≥40%สูงอันตราย
เริ่มการรักษา

ผู้ป่วยทุกรายเมื่อวินิจฉัย HT ควรได้รับการปรับพฤติกรรมชีวิต (therapeutic lifestyle modification):

  • ลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน/อ้วน เป้าหมาย BMI <23 kg/m² I, A
  • ปรับอาหารเพื่อสุขภาพเป็นประจำ (plate method ผัก:คาร์บ:โปรตีน = 2:1:1 หรือ DASH diet) I, A
  • จำกัดเกลือ/โซเดียม <1.5–2 กรัม/วัน I, A
  • เพิ่มโพแทสเซียมจากอาหาร (ผัก/ผลไม้) หรือใช้เกลือทดแทน (salt substitute) หากไม่มีข้อห้าม เช่น CKD/ยา K-sparing ESC 2024
  • เพิ่มกิจกรรมทางกาย/แอโรบิก 5 วัน/สัปดาห์ I, A
  • จำกัดแอลกอฮอล์ ชาย ≤2 drink หญิง ≤1 drink I, A
  • เลิกสูบบุหรี่

ปัจจัยที่ใช้พิจารณาเริ่มยา:

  • ค่าเฉลี่ย office BP อยู่ระดับใด
  • 10-year CV risk สูงเพียงใด
  • มี CVD หรือ HMOD หรือไม่

เริ่มยาลดความดันเมื่อวินิจฉัยครั้งแรก ไทย 2567 ในกรณี:

  • มีโรค CVD, เบาหวาน หรือ Thai CV risk ≥10% → เริ่มเมื่อ office BP ≥130/80 mmHg
  • ทุกรายที่ office BP ≥140/90 mmHg → เริ่มยา
  • CKD ทุกระยะที่ BP ≥140/90 → เริ่มยาทันทีร่วมกับปรับพฤติกรรม
  • อายุ ≥80 ปี → ประเมิน frailty ก่อน แล้วเริ่มเมื่อ SBP ≥160 mmHg (อาจเริ่มที่ SBP 140–159 ในบางราย)
  • ทุกรายที่ความดันยังไม่ถึงเป้าหมายเฉพาะราย หลังปรับพฤติกรรมและ/หรือได้รับยา เพื่อชะลอ ASCVD และป้องกัน therapeutic/clinician inertia

ไทย 2567 ปรับเป้าหมายให้ ต่ำลง ไทย 2567 ในทางปฏิบัติให้ลดสู่ <140/90 ก่อน แล้วปรับลงสู่เป้าหมายตามวัยและโรคร่วมหากผู้ป่วยทนได้ (เพื่อลด CVD และอัตราตาย) — ห้ามตั้งเป้าต่ำกว่า 120/70

กลุ่ม18–64 ปี65–79 ปี≥80 ปี
HT อย่างเดียว<130/80130–140/70–79 · ถ้าทนได้ 120–129/70–79SBP 140–150, DBP <80 · ถ้าทนได้ 130–139
DM<130/80130–140/70–79SBP 140–150, DBP <80
CKD มี albuminuria (ACR ≥30)120–130/70–79120–130/70–79 ถ้าทนได้ตามเกณฑ์ผู้สูงอายุ
CKD ไม่มี albuminuria<130/80130–140/70–79SBP 140–150, DBP <80
CAD / Post-MI<130/80130–140/70–79SBP 140–150, DBP <80
Heart failure (HFrEF/HFpEF)<130/80 (SBP <130)<130/80 ตามที่ทนได้ตามที่ทนได้
Stroke / TIA (ป้องกันซ้ำ)120–130/70–80120–130/70–80 ถ้าทนได้ตามเกณฑ์ผู้สูงอายุ
ข้อควรระวัง
ผู้สูงอายุ ไม่แนะนำ office SBP <120 และ DBP ควรอยู่ 70–79 mmHg · เป้าหมาย HBPM ทั่วไป <130/80 · ในผู้ป่วย DM / CVD / เสี่ยงสูง หรืออายุ 18–65 ปี น่าจะให้ <125/75 · อายุ 65–79 ปี หรือเคย stroke <135/85 · อายุ ≥80 ปี <140/80

ESC 2024: ตั้งเป้า office SBP 120–129 mmHg สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่ทนได้ (หลัก "ลดให้ต่ำสุดเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย") สอดคล้องทิศทางไทย 2567

ตัวช่วยหาเป้าหมาย BP

1 พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

  • น้ำหนักเกิน (BMI >23) / อ้วน (BMI >25): ลด 5–7% ใน 3–6 เดือน จน BMI <23 หรือรอบเอว ชาย <90 หญิง <80 ซม.
  • เลิกบุหรี่อย่างน้อย 6 เดือน
  • ออกกำลังกาย moderate (50–70% max HR) ≥30 นาที/วัน 5 วัน/สัปดาห์ หรือ 150 นาที/สัปดาห์ (อ้วน 60 นาที/วัน) + resistance
  • อาหาร DASH หรือ plate method (ผัก:คาร์บ:โปรตีน = 2:1:1)
  • โซเดียม <2 กรัม/วัน (น้ำปลา/ซีอิ๊วขาว ≤3–4 ช้อนชา/วัน)
  • งด/จำกัดแอลกอฮอล์ ชาย ≤2 หญิง ≤1 drink

2 เป้าหมายโรคร่วม

ระดับน้ำตาล:

  • ไม่เป็นเบาหวาน: FBS <100 หรือ random <140, A1c <5.6%
  • เป็นเบาหวาน: FBS <130 หรือ postprandial <180, A1c <7% (พิจารณาเป็นราย)

ไขมัน:

  • LDL-C <130 (HT ทั่วไป)
  • LDL-C <100 (CVD, FH); post-MI ภายใน 12 เดือน <70
  • TG <150 · HDL >50 (ญ) / >40 (ช)

โปรตีนในปัสสาวะ:

  • UACR <30
อัพเดต RCPT 2567 Extern
เป้าหมายไขมันข้างต้นอิงกรอบเดิม (RCPT 2016) — ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์มีฉบับใหม่ RCPT 2567 ที่ปรับเป้าหมาย/การจัดกลุ่มเสี่ยง จะลงรายละเอียดเชิงลึกในบท Dyslipidemia
เลือกและใช้ยา

สมาคมความดันโลหิตสูงฯ แนะนำเลือกจาก 5 กลุ่มหลัก ABCD (ACEIs, ARBs, BBs, CCBs, Diuretics) ตัวใดก็ได้เป็นอันดับแรก เพราะลด BP และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ทั้งนี้ CPG โรคอื่นมักนิยม A หรือ C ก่อน

เลือกก่อนเมื่อ
A (ACEI/ARB)DM (โดยเฉพาะมี microalbuminuria), CKD, อายุ ≤55 ปี (ระวังหญิงวัยเจริญพันธุ์ — teratogen)
C (CCB-DHP)ISH ในผู้สูงอายุ (>55 ปี) — ความดันสูงจากหลอดเลือดเสีย elasticity; CCB มีข้อมูล stroke น้อยกว่ากลุ่มอื่น
D (Thiazide/Thiazide-like)ISH ผู้สูงอายุ
B (Beta-blocker)CAD/Post-MI/ACS (anti-ischemic), HFrEF/HFpEF, AF/tachyarrhythmia, ตั้งครรภ์
เริ่มด้วยยาคู่เป็นหลัก (2567)
เริ่ม 2 ชนิด โดยมียายับยั้ง RAAS อย่างน้อย 1 ตัว (A ร่วมกับ C หรือ D) ในผู้ป่วยส่วนใหญ่
เงื่อนไขคำแนะนำ
HT grade 2 / สูงกว่าเป้าหมาย 20/10 mmHgเริ่ม 2 ชนิด
BP 140–149 ความเสี่ยงต่ำ (marginally elevated)เริ่ม 1 ชนิด
ผู้สูงอายุ frailty / สุขภาพไม่แข็งแรงเริ่ม 1 ชนิด
Very high CV risk + BP >130/85 (high normal) ESCเริ่ม 1 ชนิด
Single-Pill Combination (SPC) — 2567 แนะนำ
เริ่มด้วย ยา 2 ชนิดในเม็ดเดียว (SPC) เป็นทางเลือกหลัก เพื่อเพิ่ม adherence และคุมความดันได้เร็วขึ้น (เช่น amlodipine/valsartan, losartan/HCTZ, perindopril/amlodipine) · ถ้าเป็นไปได้เลือกยา วันละครั้ง
เกร็ดการเลือกยา
  • Thiazide-like (chlorthalidone, indapamide) มีข้อมูล CV outcome ดีกว่า HCTZ — พิจารณาก่อนเมื่อเลือกกลุ่ม D
  • Beta-blocker ไม่ใช่ยาลำดับแรกทั่วไป — ใช้เมื่อมี compelling indication (CAD, HFrEF, AF, ตั้งครรภ์) ESC 2024

เลือกยาตามข้อบ่งชี้เฉพาะราย โดยไม่มีข้อห้ามหรือข้อควรระวัง

แตะการ์ดเพื่อพลิกดูข้อห้ามใช้และขนาดเริ่มต้น หรือดูตารางเต็มด้านล่าง

กลุ่มยาCompelling indicationContraindicationMonitoring
ACEIsDM, metabolic syndrome, albuminuria (UACR>30), CKD 3–5/nephropathy, HFrEF, LVH/LV dysfunction, ป้องกัน paroxysmal AF, previous MI/ischemic stroke, PADตั้งครรภ์, bilateral renal artery stenosis, K >5.5, eGFR ลด >30% ใน 4 เดือน, ประวัติ angioedema, ใช้ร่วม ARB/DRIserum K, dry cough, GFR ลด >30% (ลดขนาด 50%), >50% (หยุด); ระวังคู่ NSAIDs, หญิงมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิด
ARBsเหมือน ACEIs; ทางเลือกเมื่อไอจาก ACEIตั้งครรภ์, bilateral RAS, K >5.5, eGFR ลด >30% ใน 4 เดือน, angioedema จาก ACEI, ใช้ร่วม ACEI/DRIserum K, GFR ลด >30% (ลดขนาด), >50% (หยุด); ระวังคู่ NSAIDs
CCB-DHPangina, LVH, atherosclerosis, metabolic syndrome, ISH (elderly), albuminuria (Manidipine/Lercanidipine)acute CHFpedal edema, headache, tachycardia, flushing, gingival hyperplasia; ระวัง HFrEF class 3–4, ห้าม amlo 10 + simva 40
CCB-nonDHPangina, คุม ventricular rate ใน AFSA/AV block, LVEF <40%, bradycardia <60constipation; ระวังคู่ BB (heart block/bradycardia), CYP3A4 inhibitor คู่ statin
Diuretics (Thiazide)ISH, heart failure, previous ischemic strokegout, ไม่ได้ผลเมื่อ GFR <30, ตั้งครรภ์, hypercalcemiaserum K/Na, hyperuricemia/gout attack, pre-diabetes, hyponatremia/hypokalemia, renal calculi
BBsangina, post-MI, HF (metoprolol succ, carvedilol, bisoprolol, nebivolol), tachyarrhythmia HR>110, คุม rate ใน AF, ตั้งครรภ์ (labetalol), migraine prevention, thyrotoxicosis, ป้องกัน EV bleeding, glaucoma (topical)asthma/COPD (propranolol, nadolol), bradycardia <60, หยุดยาทันที (reflex tachycardia)bradycardia, hyperkalemia, orthostatic hypotension; ระวัง metabolic syndrome/pre-diabetes, นักกีฬา
MRAsHFrEF, resistant HTN, primary aldosteronism, ป้องกัน AFใช้ร่วม K-sparing diureticserum K, serum Cr, gynecomastia; ระวังคู่ A/B/K-sparing
Alpha-1 blockerBPH, resistant HTNCHF, orthostatic hypotensionorthostatic hypotension
Loop diureticESRD, symptomatic HF—electrolytes, serum Cr, ototoxicity (ขนาดสูง)
Hydralazineปลอดภัยในตั้งครรภ์และ ESRD—water/Na retention, reflex tachycardia
Methyldopaตั้งครรภ์, ปลอดภัยใน ESRDhepatitisbradycardia; เป็น last choice

ขนาดยาทั้งหมดเป็น mg · ผู้สูงอายุใช้หลัก Start low, go slow — เริ่มต่ำกว่าปกติแล้วค่อย titrate

ยากลุ่มเริ่มEffectiveสูงสุดครั้ง/วัน
EnalaprilACEI2.5–51020 bid1–2
CaptoprilACEI12.5 bid25 bid50 tid2–3
LosartanARB25–50501001–2
ValsartanARB40–801603201
AmlodipineCCB-DHP2.5–55101
Nifedipine SRCCB-DHP202020 bid1–2
Manidipine / LercanidipineCCB-DHP1010201
HCTZThiazide12.5–2525501
AtenololBB25–50501001
MetoprololBB25–5050100–2001
CarvedilolBB6.25–12.56.25 bid25 bid1–2
SpironolactoneMRA25501001–2
HydralazineVasodilator25–5050—3–4
MethyldopaCentral250250 bid500 bid3–4
Doxazosin / PrazosinAlpha1 hs—16 / 201 / 2–3

1 แยก pseudo-resistance ก่อน

  • Poor adherence (~50%) — เข้าใจผิดเรื่องโรค (ไม่มีอาการคิดว่าหาย, กลัวยาต่อตับ/ไต)
  • ผลข้างเคียง: dry cough จาก enalapril → losartan; pedal edema จาก amlodipine → nifedipine SR/manidipine/lercanidipine หรือ thiazide
  • polypharmacy, white coat phenomenon, เทคนิควัดผิด
  • ยาไม่แรงพอ (~10%) / ยังไม่ถึง target dose, physician inertia
  • secondary HTN / OSA, NSAIDs / ยาคุม / ยากระตุ้นประสาท, salt-sensitive, แอลกอฮอล์

2 หลักการปรับเพิ่มยา

  • ใช้ combination A ร่วมกับ C
  • 2 ตัว (effective dose) ยังไม่ได้ → เพิ่มตัวที่ 3 เป็น thiazide/diuretic (ดีกว่าดันขนาด 2 ตัวจนสุด — synergism)
  • 3 ชนิด (effective dose) ยังไม่ได้ = resistant HTN → เพิ่ม spironolactone → BB → alpha-blocker ตามลำดับ
  • ความดันสูงกลางคืน: อาจแบ่งยาออกฤทธิ์นาน 1 ตัวไว้กลางคืน (ไม่กระทบ adherence)
True resistant HTN Extern
นิยาม: ได้ A+C+D (thiazide/thiazide-like) ขนาดสูงสุด + adherence ดี + out-of-office >130/80 + office >140/90 (ต้อง R/O secondary HTN)
eGFRยาที่แนะนำ
>45MRA (spironolactone)
30–45เปลี่ยนผ่านสู่ loop diuretic
<30Loop diuretic

ESC 2024 Resident: เพิ่มทางเลือก renal denervation ในผู้ป่วย resistant HTN ที่ eGFR >30 และคุมไม่ได้แม้ใช้ยาเต็มที่

โรคร่วมและการป้องกัน CVD

ตรวจ Serum Cr + eGFR (CKD-EPI) และ albuminuria (UACR) แรกรับและติดตามอย่างน้อยปีละครั้ง Thai CKD 2565 KDIGO 2024

CKD = ความผิดปกติโครงสร้าง/หน้าที่ไต >3 เดือน โดยมีข้อใดข้อหนึ่ง:

  • Marker of kidney damage เช่น ACR ≥30, hematuria
  • eGFR <60 mL/min/1.73m²

เริ่มรักษาเมื่อ BP ≥140/90 และกำหนดเป้าหมายตาม UACR:

UACR (mg/gCr)เป้าหมาย BPยาที่แนะนำ
≥300<130/80ACEIs / ARBs
30–299130–139/70–89กลุ่มใดก็ได้ (ABCD)
  • ให้ ACEIs/ARBs ปรับถึงขนาดสูงสุดที่ทนได้ เพื่อชะลอการดำเนินโรค แม้ไม่เป็นเบาหวาน — ห้ามใช้ ACEI + ARB ร่วมกัน
  • เป้าหมาย office BP 120–129/70–79 (Thai-CKD2565); KDIGO2024 แนะนำ office SBP <120

ยาทางเลือก Extern

  • L/T-type CCB (Manidipine, Lercanidipine) — ลดโปรตีนรั่วได้
  • alpha-blocker เมื่อมี BPH
  • ไม่ทราบ SCr แน่ชัด/ขาดนัด → ยาที่ไม่กระทบไต: CCB, beta-blocker, hydralazine, methyldopa
ติดตาม SCr/K หลังเริ่ม–ปรับ ACEI/ARB ResidentLowModerateHigh
SBP (mmHg)≥120110–119<110
eGFR≥6030–59<30
eGFR drop (%)<1515–30>30
Serum K (mmol/L)≤4.54.6–5.0>5.0
FU SCr หลังเริ่ม/ปรับยา4–12 wk2–4 wk1–2 wk
FU เมื่อ BP ถึงเป้า/ขนาดคงที่6–12 mo3–6 mo1–3 mo

เมื่อเริ่ม/ปรับ ACEI/ARB ติดตาม Cr และ K ที่ 2–4 สัปดาห์ แล้วพิจารณาหยุด/ลด/ใช้ต่อ ตามค่า K และ Cr · ผู้ที่ฟอกเลือด (HD) พิจารณา CCBs หรือ ARBs เป็นอันดับแรก และอาจให้ยาชดเชยหลังฟอกสำหรับยาที่ถูกกำจัด (เช่น captopril, enalapril, atenolol)

  • ประเมิน Thai CV risk → ให้ moderate-intensity statin เมื่อ ≥10% (อายุ ≥21 ปี) เป้าลด LDL-C ≥50% และ <130
  • มี FH → high-intensity statin โดยไม่คำนึง CV risk เป้า LDL-C <100
  • เลือก statin ก่อน non-statin เสมอ — ยกเว้น TG ≥500 ให้ fenofibrate ป้องกันตับอ่อนอักเสบ
เงื่อนไข Externความแรง statinเป้า LDL-C
Familial hypercholesterolemiaHigh<100
อายุ ≥21 ปี + LDL-C ≥190Moderate<130
อายุ ≥40 ปี + DMModerate<100
อายุ <40 ปี + DM + LDL ≥100 + RF ≥2Moderate<100
อายุ <40 ปี + DM + LDL ≥100 + RF 0–1Low–moderate<100
10-yr Thai CV risk ≥10% (อายุ ≥35)Low–moderate<100
อายุ ≥50 ปี + eGFR <60 + LDL ≥100Low–moderate<100
ความแรง statin (mg) ResidentLowModerateHigh
ลด LDL-C~30%40–50%≥50%
Simvastatin1020–40—
Atorvastatin—10–2040–80
Rosuvastatin—5–1020–40
Pitavastatin12–4—
Pravastatin10–2040–80—

ปรับขนาดตามไต และ ไม่ใช้ simvastatin 40 mg คู่ amlodipine (โดยเฉพาะ amlodipine ≥10 mg/วัน) · non-statin: fenofibrate (avoid เมื่อ eGFR <45), ezetimibe 10, cholestyramine, omega-3; ไม่ใช้ gemfibrozil คู่ simvastatin

โดยทั่วไป ไม่ให้ ยาต้านเกล็ดเลือดเพื่อป้องกันปฐมภูมิในผู้ป่วย HT ยกเว้นมีข้อบ่งชี้:

  • อาจพิจารณา aspirin 75–162 mg/วัน ในผู้ป่วยเบาหวาน อายุ ≥50 ปี ที่มี RF (FH ของ ASCVD, HTN, สูบบุหรี่, DLP, albuminuria) Thai DM 2560
  • อาจพิจารณา aspirin 75–100 mg/วัน ในอายุ 50–69 ปี ที่มี 10-yr ASCVD risk ≥10% (อายุ 50–59 ได้ประโยชน์สูงสุด) โดยต้องใช้ ≥10 ปีและประเมิน bleeding risk USPSTF 2016

วินิจฉัยและเริ่มยาเมื่อ BP ≥160/100 (grade 1) เป้าหมาย BP <130/80 · ใน HFrEF (LVEF <40%) พิจารณายา 5 ชนิดร่วมกัน:

ACEI + BB + MRA + Diuretic + SGLT2i

  • ACEI ทุกรายแม้ไม่มีอาการ โดยเฉพาะ post-MI — titrate ให้ถึง effective dose (enalapril ≥20 mg/วัน); ARB เมื่อทน ACEI ไม่ได้
  • BB เลือก bisoprolol, carvedilol, metoprolol succinate (SR), nebivolol เมื่อ hemodynamic stable, titrate 2 เท่าทุก 1–2 สัปดาห์
  • MRA (spironolactone) เริ่ม 12.5 เป้า 25–50 mg/วัน ทุกราย — ติดตาม K, งดเมื่อ eGFR <30, Cr >2.5 (ช)/2.0 (ญ), K >5.0
  • Diuretic furosemide 20–40 (สูงสุด 240) mg/วัน; หากดื้ออาจเสริม HCTZ 12.5–25 (combination เท่านั้น)

เพิ่มเติมเมื่อไม่ดีขึ้น Resident

  • Digoxin (ECG: NSR) 0.125–0.25 mg/วัน — ลด readmit ไม่ลด mortality
  • Ivabradine เมื่อ LVEF <35%, NSR >70 bpm — ลด readmit + mortality
  • ห้าม ACEI (CKD/ESRD, hyperkalemia, angioedema) → Hydralazine + Nitrate (V-HeFT-I)
อัพเดต ESC HF 2026 Extern
ESC ออกแนวทาง HF ฉบับใหม่ (2026) ที่ปรับ classification/subtype และ 4 เสา GDMT (รวม SGLT2i) — จะลงลึกในบท CHF

วินิจฉัย HT ได้ทันทีเมื่อมี CAD และ BP ≥130/80 เริ่มยาได้ 1 ชนิด เป้าหมาย BP <130/80 · เลือกยาแรกได้ 2 ชนิด:

  • Cardioselective β-1 blocker (bisoprolol, carvedilol, metoprolol succinate SR, nebivolol): SCAD ลด angina + เพิ่ม exercise capacity, post-MI เพิ่มพยากรณ์โรค; target HR 50–60; หากมี HFrEF ต้องให้ทุกราย; หลีกเลี่ยงคู่ non-DHP CCB
  • ACEI/ARB: ให้ทุกรายทั้ง SCAD และ post-MI โดยเฉพาะเมื่อมี HF/LV dysfunction/anterior MI/DM (ACEI ดีกว่า ARB) — ติดตาม SCr และ K
กลุ่มยาลดเจ็บหน้าอก Externข้อพิจารณา
Nitrate (ISDN/ISMN)ใช้ short-acting ร่วมกับ first-line ใน SCAD
Beta-blocker (cardioselective β-1)first-line
Non-DHP CCB (verapamil, diltiazem)first-line ใน SCAD หากห้ามใช้ BB
DHP-CCBใช้คู่ BB; ห้าม short-acting nifedipine; ห้ามใน severe AS, obstructive CM, acute HF
Ivabradine / Trimetazidine / Nicorandil / Ranolazinesecond-line

ให้ high-intensity statin ทุกราย (atorvastatin 40–80 หรือ rosuvastatin 20–40) เป้า LDL-C ลด ≥50% และ <70 (DM/CKD≥3/FH → <55)

ยาต้านเกล็ดเลือด Resident

  • ACS/post-MI/SCAD ทุกราย: aspirin 75–162 mg/วัน (แพ้ → clopidogrel 75)
  • DAPT สำหรับ post-MI/CABG/PCI (aspirin 81 หรือ 75–100)
  • Triple therapy (ASA <100 + clopidogrel + OAC) เมื่อมี AF/mechanical valve/VTE — สั้นที่สุด, INR 2–2.5, TTR >65%, ใช้ PPI

เริ่มยาลดความดันชนิดรับประทานในผู้ป่วย stroke ตีบหรือแตกที่อาการคงที่ ณ 72 ชั่วโมง:

  • เคยรักษาด้วยยามาก่อน: ให้ยากลับก่อนจำหน่าย
  • ไม่เคยรักษา: เริ่มเมื่อ BP >140/90 เป้า SBP 120–129, DBP 70–79 (SBP <130 ช่วยลด hemorrhagic risk)

ยาลดความดัน

  • ยาที่มีข้อมูลป้องกัน recurrent stroke: diuretic, ACEI, CCB (ดีกว่ากลุ่มอื่น) — ใช้ร่วมพิจารณา ACEI + diuretic
  • CCB ลด BP variability (สัมพันธ์กับ stroke)
  • ESH/ไทยแนะนำเลือกยาชนิดใดก็ได้สำหรับ stroke

Statin Extern

  • ischemic stroke พิจารณาตาม LDL-C แรกวินิจฉัย: LDL <100 → moderate (simvastatin 20–40 / atorvastatin 20); LDL ≥100 → high (atorvastatin 40)
  • เป้าลด ≥50% และ <70 (DM/CKD≥3/FH → <55)
  • ไม่จำเป็นใน hemorrhagic stroke

ยาต้านเกล็ดเลือด Resident

  • ischemic stroke ทุกราย: aspirin 50–325 mg/วัน (first-line)
  • แพ้ → clopidogrel 75 หรือ cilostazol 200
  • ทางเลือก: aspirin + dipyridamole ER (25/200) หรือ ticlopidine 250
เครื่องมือคลินิก

คำนวณ eGFR (CKD-EPI 2021, race-free)

เจาะลึกตามระดับผู้เรียน

ระดับ Extern — ลงมือทำจริงที่ห้องตรวจ

Extern

1. วัดความดันให้ได้ค่าที่เชื่อถือได้ ก่อนจะรักษาอะไร

  • นั่งพัก 5 นาที หลังพิงพนัก เท้าวางพื้น แขนวางระดับหัวใจ ไม่พูดคุยระหว่างวัด
  • ปลอกแขนต้องคลุมรอบแขน 80% — ปลอกเล็กเกินทำให้ค่าสูงเกินจริง 2–10 mmHg ซึ่งมากพอจะเปลี่ยนการวินิจฉัย
  • วัด 2 ครั้งห่างกัน 1–2 นาที ถ้าต่างกัน >10 mmHg ให้วัดครั้งที่ 3 แล้วเฉลี่ยสองครั้งหลัง
  • ครั้งแรกวัดทั้งสองแขน ต่างกัน >15–20 mmHg ให้คิดถึงหลอดเลือดตีบ และใช้แขนข้างที่สูงกว่าติดตามต่อ
  • ผู้สูงอายุ เบาหวาน หรือมีอาการหน้ามืด ให้วัดท่ายืนที่ 1 และ 3 นาที (ลด SBP ≥20 หรือ DBP ≥10 = orthostatic)

2. ชุดตรวจแรกที่ต้องสั่ง และอ่านผลเพื่ออะไร

ตรวจสั่งไปเพื่อ
Cr + eGFR, UACRหา target organ damage ที่ไต และตัดสินใจเรื่อง RASi
K, Naค่าฐานก่อนเริ่มยา · K ต่ำ (แม้จากยาขับปัสสาวะ) ให้คิดถึง primary aldosteronism
FBS/HbA1c, lipidคำนวณความเสี่ยง CV และตัดสินใจเรื่อง statin
EKGLVH, ภาวะหัวใจขาดเลือดเดิม, AF ที่ไม่มีอาการ
UAเม็ดเลือดแดง/โปรตีน → โรคไตที่เป็นสาเหตุ ไม่ใช่ผลตามมา

3. เทียบวิธีวัดและเกณฑ์ของแต่ละวิธี — คนละวิธีใช้คนละตัวเลข

วิธีวัดเกณฑ์วินิจฉัยใช้เมื่อไรข้อจำกัดที่ต้องรู้
Office BP≥140/90คัดกรองและติดตามทั่วไปมี white coat effect · ต้องวัดให้ถูกวิธีจึงเชื่อได้
HBPM (วัดเองที่บ้าน)≥135/85ยืนยันการวินิจฉัย · ติดตามผลการปรับยา · สงสัย white coat หรือ maskedต้องสอนวิธีวัดและใช้เครื่องที่ได้มาตรฐาน · ผู้ป่วยอาจเลือกจดเฉพาะค่าที่ดี
ABPM กลางวัน≥135/85เมื่อ HBPM กับ office ขัดกันเครื่องมีจำกัด ไม่ใช่ทุก รพ.ทำได้
ABPM 24 ชม.≥130/80สงสัย nocturnal HT หรือ non-dipper · ประเมิน resistant HTรบกวนการนอน · ราคาสูง

ใช้ยังไงให้ถูก: ถ้าที่ห้องตรวจได้ 145/92 แต่ที่บ้านเฉลี่ย 128/78 นั่นคือ white coat ไม่ใช่ความดันสูงที่ต้องเพิ่มยา · ถ้าห้องตรวจได้ 132/84 แต่ที่บ้าน 142/90 คือ masked hypertension ซึ่งเสี่ยงพอ ๆ กับความดันสูงจริงและมักถูกมองข้าม

4. เจอค่านี้ตรงหน้า ทำอะไรต่อ

สิ่งที่เจอคิดถึงอะไรทำอะไรต่อ
BP ≥180/110 ไม่มีอวัยวะเสียหายPre-critical symptomatic HT (PSH) · เดิมเรียก urgencyไม่ต้องลดเร็ว · หาตัวกระตุ้น (ปวด เครียด ขาดยา) · ค่อย ๆ ลดใน 24–48 ชม. ด้วยยากิน (เริ่มยามากกว่า 1 ชนิด) · ให้ยากลับบ้านพอถึงวันนัด · นัด 2–4 สัปดาห์
BP สูงมาก + เจ็บอก หอบ ชัก ตามัว ซึมHypertensive emergencyส่ง ฉุกเฉิน ยาฉีดทันที เป้าตามภาวะ เช่น malignant HT ลด MAP 20–25% ใน 2–3 ชม. · ACS/ปอดบวมน้ำ SBP <140
K ต่ำ (แม้จากยาขับปัสสาวะ) · เริ่มเป็น HT อายุ <40 ปีPrimary aldosteronismส่งตรวจ aldosterone/renin ratio ก่อนเริ่ม spironolactone
Cr ขึ้น >30% หลังเริ่ม RASiขาดน้ำ · NSAID · renal artery stenosisหยุดยา หาสาเหตุ ประเมินหลอดเลือดไต
คุมไม่ได้ด้วยยา 3 กลุ่มรวม diureticResistant HT หรือ secondaryทบทวน adherence และยาที่ดัน BP ก่อน แล้วพิจารณาเพิ่ม spironolactone / ส่งต่อ

5. เริ่มยาและปรับยาด้วยตัวเลขจริง

  • BP สูงกว่าเป้า ≥20/10 mmHg → เริ่มด้วย ยาสองตัวขนาดต่ำ ตั้งแต่แรก อย่าไล่ทีละตัวจนเสียเวลาหลายเดือน
  • นัดประเมินซ้ำ 2–4 สัปดาห์ หลังเริ่มหรือปรับยาทุกครั้ง · ส่วนใหญ่ต้องใช้ 2–3 รอบกว่าจะถึงเป้า
  • หลังเริ่ม ACEI/ARB ให้เจาะ Cr และ K ใน 1–2 สัปดาห์ · Cr ขึ้นได้ถึง 30% ถือว่ายอมรับได้ ไม่ต้องหยุดยา แต่ถ้าเกิน 30% หรือ K >5.5 ให้หยุดและหาสาเหตุ (ขาดน้ำ, NSAID, renal artery stenosis)
  • เพิ่มขนาดยาเดิมได้ประโยชน์น้อยกว่าเพิ่มยาตัวใหม่ — การเพิ่มขนาดเป็นสองเท่าลด BP เพิ่มเพียงราว 20% ของผลเดิม

6. กับดักที่ทำให้คุมความดันไม่ได้ (ตรวจก่อนเพิ่มยาเสมอ)

  • ยาที่ผู้ป่วยกินเองแล้วดัน BP ขึ้น: NSAID, สเตียรอยด์, ยาคุมกำเนิด, ยาแก้หวัดที่มี pseudoephedrine, ยาลูกกลอน/สมุนไพรบางชนิด, ชะเอมเทศ
  • ไม่ได้ถาม adherence — ถามแบบไม่ตำหนิ เช่น "สัปดาห์ที่ผ่านมาลืมกินกี่วัน" จะได้คำตอบจริงมากกว่าถามว่ากินครบไหม
  • ยังใช้ short-acting nifedipine อมใต้ลิ้นเวลา BP สูง — ทำให้ BP ตกเร็วเกินและเสี่ยงสมองขาดเลือด ไม่ควรใช้แล้ว
  • ภาวะที่ซ่อนอยู่: นอนกรน/หยุดหายใจขณะหลับ, ดื่มสุรา, กินเค็มจัด, ปวดเรื้อรัง

7. ส่งต่อเมื่อไร

อายุ <30 ปีที่ความดันสูงชัดเจน · สงสัย secondary HT · resistant HT (คุมไม่ได้ด้วยยา 3 กลุ่มรวม diuretic ที่ขนาดเหมาะสม) · BP สูงมากพร้อมอาการของอวัยวะเป้าหมาย · ตั้งครรภ์ · ไตเสื่อมเร็วผิดปกติ

ระดับ Resident FM — หลักฐาน ข้อถกเถียง และแนวทางสากล

Resident

ทำไมตัวเลขของแต่ละแนวทางไม่ตรงกัน

แนวทางเกณฑ์วินิจฉัยเป้าหมายจุดยืน
ไทย 2567≥140/90<130/80 (18–64 ปี) · ผ่อนตามวัยในผู้สูงอายุคุมให้ถึง <140/90 ให้ได้ก่อน แล้วค่อยลดต่อหากทนได้
AHA/ACC 2025≥130/80 (stage 1)
Elevated 120–129/<80
<130/80 ทุกคน · สนับสนุน SBP <120คงเกณฑ์ 130/80 ของฉบับ 2017 แต่เป้าเข้มขึ้น · ใช้ PREVENT ตัดสินเริ่มยาที่ 130–139
ESC 2024≥140/90
(Elevated BP 120–139/70–89)
SBP 120–129 ถ้าทนได้เพิ่มหมวดกลาง เพื่อให้เริ่มจัดการความเสี่ยงก่อนถึงเกณฑ์โรค
ISH 2026≥140/90
(Elevated BP 130–139/80–89)
<140/90 (Essential)
<130/80 (Optimal)
แบ่งสองระดับตามทรัพยากร · ระดับ Optimal รักษาคนที่เป็น Elevated BP ส่วนใหญ่ และใช้ home BP มาตรฐานเป็นวิธีหลัก

ประเด็นที่ต้องเข้าใจ: ความต่างนี้ไม่ได้มาจากหลักฐานคนละชุด แต่มาจากการตัดสินใจว่าจะตีเส้นที่ไหนระหว่างประโยชน์ที่ลดลงเรื่อย ๆ กับผลเสียที่เพิ่มขึ้น (หน้ามืด ล้ม ไตเสื่อมชั่วคราว) และจากบริบทระบบสุขภาพที่ต่างกัน

ISH 2026 — อ่านอย่างไรเมื่อเทียบกับแนวทางไทย

ISH 2026 (เผยแพร่ออนไลน์ 20 ต.ค. 2026) ไม่ได้ทบทวนหลักฐานใหม่ทั้งหมด แต่สังเคราะห์จากแนวทางฉบับล่าสุดหลายฉบับ แล้วแปลงเป็นสองระดับ คือ Essential (มาตรฐานขั้นต่ำที่ทำได้ทุกที่) และ Optimal (เมื่อมีทรัพยากร) จุดแข็งของฉบับนี้จึงอยู่ที่การนำไปใช้ ไม่ใช่หลักฐานชุดใหม่

  • "Elevated BP" ชื่อเดียวกัน แต่ช่วงไม่เท่ากัน — ISH หมายถึง office 130–139/80–89 ส่วน ESC 2024 หมายถึง 120–139/70–89 เวลาอ่านบทความหรือคุยกับคนอื่นต้องถามก่อนว่าใช้นิยามของแนวทางไหน
  • Elevated BP ต้องให้ยาไหม — ระดับ Optimal ของ ISH ให้เริ่มยาในคนส่วนใหญ่ที่ยืนยันแล้วว่าอยู่ช่วง 130–139/80–89 (ยาตัวเดียวเป็นหลัก หรือยาคู่ขนาดต่ำในเม็ดเดียวเมื่อเสี่ยงสูงและ SBP ใกล้ 140) เป้า <130/80 แต่ถ้าความเสี่ยง CV ต่ำ ให้ปรับพฤติกรรม 3 เดือนก่อน · แนวทางไทย 2567 เริ่มยาที่ ≥130/80 เฉพาะเมื่อมี CVD เบาหวาน หรือ Thai CV risk ≥10% ผู้ป่วยที่ต้องรักษาตาม ISH Optimal จึงมากกว่ามาก เป็นข้อถกเถียงเดียวกับ ACC/AHA 2017 ข้างบน
  • Home BP แบบมาตรฐาน (sHBPM) เป็นวิธีหลักในระดับ Optimal — เฉลี่ย 7 วัน (อย่างน้อย 3 วัน 12 ค่า) · ความดันสูงเมื่อ ≥135/85 · Elevated 130–134/80–84 · เป้า <130/80 ทั้ง office และ home · ISH ย้ำว่าค่าที่วัดแบบไม่เป็นมาตรฐาน ทั้งในห้องตรวจและที่บ้าน ใช้วินิจฉัยหรือปรับยาไม่ได้
  • ลำดับยา — เริ่ม A+C ขนาดต่ำในเม็ดเดียว (A = ACEI/ARB, C = DHP-CCB) → A+C เต็มขนาด หรือ A+C+D ขนาดต่ำ → A+C+D เต็มขนาด → ตัวที่สี่ spironolactone · ใช้ A+D แทนเมื่อบวม ทน CCB ไม่ได้ หรือเริ่มมีอาการหัวใจล้มเหลว · ทบทวนทุกเดือนจนคุมได้ และตั้งเป้าคุมให้ได้ภายใน 3 เดือน
  • ยากลุ่มใหม่สำหรับ resistant HT (ระดับ Optimal และขึ้นกับการขึ้นทะเบียนในแต่ละประเทศ) — aldosterone synthase inhibitor (baxdrostat, lorundrostat) ระวัง K สูงโดยเฉพาะใน CKD และ Na ต่ำ · aprocitentan (endothelin receptor antagonist) ระวังบวมน้ำและหัวใจล้มเหลวกำเริบ · esaxerenone (non-steroidal MRA ที่มีใช้ในญี่ปุ่น) · ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนในไทยก่อนอ้างถึงกับผู้ป่วย
  • การไม่กินยาตามสั่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แก้ได้ — ISH นับ non-adherence (พบ 30–50%) เป็นปัจจัยเสี่ยง CV ก่อนเพิ่มยาตัวที่สามหรือสี่ ต้องตรวจเรื่องนี้ก่อนเสมอ
  • กินยาก่อนนอนไม่มีประโยชน์เพิ่ม — ISH ระบุว่าไม่มีหลักฐานว่าการย้ายยามากินก่อนนอนลด CV events ให้กินเวลาที่ผู้ป่วยกินได้สม่ำเสมอ
  • คนเอเชียตะวันออก — ความดันไวต่อเกลือมากกว่า เป็นความดันสูงได้ที่ระดับความอ้วนต่ำกว่า เสี่ยง stroke ชนิดเลือดออกและหัวใจล้มเหลวชนิดไม่ขาดเลือดมากกว่า · ใช้จุดตัด BMI และรอบเอวที่ต่ำกว่า แต่การรักษาใช้แนวทางมาตรฐานเดียวกัน
  • แบ่งงานให้บุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์ (task-sharing) — พยาบาล เภสัชกร และอาสาสมัครสาธารณสุขดูแลการวินิจฉัย ส่งตรวจ ปรับพฤติกรรม ปรับยา และติดตามได้ · ส่งต่อแพทย์เมื่อเป็น true resistant HT, สงสัย secondary HT, ตั้งครรภ์, มี CVD แล้ว, มีอาการ หรือ emergency

มุมมองเชิงวิพากษ์: ระดับ Essential ของ ISH (เกณฑ์ ≥140/90, เป้า <140/90, เริ่มยาคู่ในเม็ดเดียว) ใกล้กับสิ่งที่ทำได้จริงในเวชปฏิบัติปฐมภูมิไทย ส่วนระดับ Optimal ต้องการ home BP แบบมาตรฐานและการติดตามใกล้ชิด ซึ่งต้องลงทุนทั้งเครื่องวัด การสอนผู้ป่วย และเวลา คำถามที่ควรถามจึงเป็น "ระบบของเรารองรับระดับ Optimal ได้ในผู้ป่วยกลุ่มไหน" มากกว่า "จะใช้ทั้งฉบับหรือไม่"

AHA/ACC 2025 — สิ่งที่เปลี่ยนจากฉบับ 2017

  • เริ่มยาที่ ≥130/80 เมื่อมี CVD, เบาหวาน, CKD หรือความเสี่ยง CVD 10 ปีจาก PREVENT ≥7.5% · ความเสี่ยงต่ำให้ปรับพฤติกรรม 3–6 เดือนก่อน · ≥140/90 เริ่มยาทุกราย
  • เป้า SBP อย่างน้อย <130 และสนับสนุนให้ถึง <120 · ไม่มีเป้าแยกตามอายุ แต่ปรับรายบุคคลเมื่อเปราะบางหรืออายุขัยจำกัด · เป้า SBP <130 ยังระบุเพื่อป้องกัน MCI และสมองเสื่อม (I, A)
  • ยาแรก thiazide-type, DHP-CCB, ACEI หรือ ARB · stage 2 เริ่มยาสองกลุ่ม ควรเป็นเม็ดรวม · stage 1 เริ่มยาเดี่ยวได้ · ห้ามใช้ ACEI + ARB ร่วมกัน
  • คัดกรอง PA กว้างขึ้น — resistant HT (ไม่ว่า K เท่าไร), K ต่ำ, OSA, adrenal mass, ประวัติครอบครัว HT อายุน้อยหรือ stroke อายุ <40 ปี และพิจารณาใน stage 2 ทุกราย · ตรวจ ARR โดยไม่ต้องหยุดยาส่วนใหญ่ ยกเว้น MRA — ต่างจากไทย 2567 ที่ให้เปลี่ยนยาที่รบกวนผลก่อน
  • ความดันสูงมากแต่ไม่มีอวัยวะเสียหาย รักษาแบบผู้ป่วยนอกด้วยยากิน · ในผู้ป่วยใน ห้ามให้ยาฉีดหรือยากินเพื่อลดความดันเฉียบพลัน (III: Harm)

มุมมองเชิงวิพากษ์: PREVENT สร้างจากประชากรสหรัฐฯ และยังไม่ได้ตรวจสอบความแม่นในคนไทย แนวทางไทยจึงยังใช้ Thai CV risk ที่ ≥10% · การไม่หยุดยาก่อนตรวจ ARR ทำให้คัดกรองได้มากขึ้นจริง แต่ต้องแปลผลโดยรู้ว่ายาตัวไหนดันผลไปทางไหน (ACEI/ARB ทำให้ผลลบลวง beta-blocker ทำให้ผลบวกลวง) · และเป้า <130/80 "ทุกคน" ของ AHA/ACC ใกล้กับไทย 2567 ในผู้ใหญ่ 18–64 ปี ต่างกันที่ผู้สูงอายุ ซึ่งไทยผ่อนเป้าตามวัย

หลักฐานที่อยู่เบื้องหลังเป้าหมายเข้มงวด

  • SPRINT (2015) — เป้า SBP <120 เทียบ <140 ในผู้เสี่ยงสูงที่ไม่มีเบาหวาน ลด CV events ~25% และเสียชีวิตทุกสาเหตุ ~27% แต่เพิ่ม hypotension, syncope, electrolyte ผิดปกติ และ AKI
  • ข้อจำกัดที่ต้องรู้: SPRINT วัดแบบ unattended automated office BP ซึ่งมักต่ำกว่าการวัดในห้องตรวจปกติราว 5–10 mmHg ดังนั้น "<120 แบบ SPRINT" ไม่เท่ากับ <120 ที่เราวัดกันในคลินิก การยกตัวเลขมาใช้ตรง ๆ จึงเข้มงวดเกินจริง
  • ACCORD BP (2010) — ในผู้ป่วยเบาหวาน เป้า <120 ไม่ลด primary endpoint อย่างมีนัยสำคัญ เป็นที่มาของการไม่ผลักเป้าให้ต่ำสุดในทุกกลุ่ม
  • STEP (2021, จีน) — ผู้สูงอายุ 60–80 ปี เป้า 110–130 ดีกว่า 130–150 · ใกล้เคียงบริบทเอเชียมากกว่างานฝั่งตะวันตก

ประเด็นที่ยังถกเถียงและต้องใช้วิจารณญาณ

  • ยาเม็ดรวม (single-pill combination) — ESC 2024 และ ISH 2026 แนะนำให้เริ่มด้วยยาคู่ในเม็ดเดียวตั้งแต่ต้นในคนส่วนใหญ่ที่ ≥140/90 เพราะช่วยทั้ง adherence และลด therapeutic inertia · ข้อจำกัดในไทยคือรายการยาในบัญชียาหลักและราคา จึงต้องชั่งน้ำหนักเป็นราย ๆ
  • Thiazide ตัวไหน — chlorthalidone ออกฤทธิ์ยาวและแรงกว่า HCTZ ในขนาดที่เทียบกัน และเป็นตัวที่ใช้ใน ALLHAT แต่ในไทยที่มีใช้จริงส่วนใหญ่คือ HCTZ ซึ่งต้องระวังว่าที่ขนาดต่ำ (12.5–25 mg) ฤทธิ์ลด BP ตลอด 24 ชั่วโมงด้อยกว่า
  • Resistant HT — PATHWAY-2 แสดงว่า spironolactone เหนือกว่า bisoprolol และ doxazosin ในการเป็นยาตัวที่สี่ จึงเป็นตัวเลือกแรกเมื่อคุมไม่ได้ด้วยสามกลุ่ม โดยต้องติดตาม K และ Cr อย่างใกล้ชิด · ISH 2026 ให้ใช้ spironolactone ขนาดต่ำเป็นตัวที่สี่เมื่อ K <4.5 mmol/L และ eGFR ≥30
  • Renal denervation — ESC 2024 ให้เป็นทางเลือก (ระดับ IIb) ในผู้ป่วยที่คัดเลือกแล้วเท่านั้น · ISH 2026 ให้ศูนย์เฉพาะทางพิจารณาเมื่อคุมไม่ได้ด้วยยา ≥4 ตัว (รวมยากลุ่ม aldosterone) และ eGFR ≥40 · ยังไม่ใช่ทางเลือกที่เข้าถึงได้จริงในเวชปฏิบัติปฐมภูมิไทย

เอาไปใช้กับผู้ป่วยตรงหน้าอย่างไร

ถามสามข้อ: ผู้ป่วยรายนี้หน้าตาเหมือนคนใน trialที่อ้างถึงหรือไม่ (อายุ โรคร่วม ความเสี่ยง) · เราวัดความดันด้วยวิธีเดียวกับ trial หรือไม่ · และผู้ป่วยทนผลข้างเคียงของการคุมเข้มงวดได้แค่ไหน ในผู้สูงอายุที่เปราะบางหรือมีประวัติล้ม การไล่เป้าให้ต่ำที่สุดมักได้ไม่คุ้มเสีย

อ้างอิง: แนวทาง HT ไทย 2567 (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย) · 2024 ESC Guidelines for elevated BP and hypertension · 2025 AHA/ACC High Blood Pressure Guideline J Am Coll Cardiol 2025 · 2026 ISH Global Hypertension Practice Guidelines J Hypertens 2026 (online ahead of print) · SPRINT N Engl J Med 2015 · ACCORD BP N Engl J Med 2010 · STEP N Engl J Med 2021 · PATHWAY-2 Lancet 2015

เคสฝึกคิด (Unfolding case)
ขั้นที่ 1 · ข้อมูลผู้ป่วย

ชายไทย อายุ 58 ปี มาตรวจสุขภาพ ไม่มีอาการ ปฏิเสธโรคประจำตัว สูบบุหรี่ 20 pack-years วันนี้ office BP 152/94 และ 150/92 mmHg · BMI 27.5 · รอบเอว 96 ซม.

ขั้นตอนถัดไปที่เหมาะสมที่สุดคือ?

ขั้นที่ 2 · ยืนยันการวินิจฉัย

BP อยู่ในช่วง grade 1 (140–159/90–99) และยังไม่มี CVD/HMOD ชัดเจน → ยืนยันด้วย HBPM (7-2-2) หรือ ABPM ก่อนสรุปวินิจฉัย พร้อมส่งตรวจ Cr+eGFR, UACR, lipid, FPG/A1c, ECG และคำนวณ Thai CV risk

ผล: HBPM เฉลี่ย 146/92, UACR 45 mg/g, LDL 165, Thai CV risk 14%

จะเริ่มการรักษาอย่างไร?

ขั้นที่ 3 · แผนการรักษา

มี HMOD (albuminuria) + Thai CV risk >10% → เข้าเกณฑ์เริ่มยาตั้งแต่ grade 1 เริ่ม ยาคู่ที่มี RAAS blocker เช่น ACEI/ARB + CCB (มี albuminuria → A เป็นแกน), คุมเป้า <130/80, ให้ moderate-intensity statin (CV risk ≥10%), TLC และเลิกบุหรี่

จบเคส — เน้นหลัก "ยืนยันก่อน แล้วรักษาตามความเสี่ยงรวม ไม่ใช่แค่ตัวเลข BP"

ทดสอบความเข้าใจ (MCQ)